กลิ่นหอมกรุ่นของเมล็ดกาแฟคั่วบดผสมผสานกับกลิ่นอายดินชื้นหลังฝนตกยังไม่ทันจางหาย เสียงตบโต๊ะดังสนั่นหวั่นไหวก็ทำลายความสงบของแผงค้าในตลาดสดประจำอำเภอลงอย่างไม่ไว้หน้า
"พวกแกคิดว่าเอาผักหน้าตาประหลาดพวกนี้มาวางขาย แล้วจะผูกขาดตลาดนี้ได้คนเดียวงั้นเรอะ!"
เสียงแหลมสูงบาดห้วงประสาทของเฒ่าแก่จาง เจ้าพ่อเงินกู้และพ่อค้ารายใหญ่ประจำตลาดดังขึ้นพร้อมกับเงาหนาทึบที่ทาบทับลงมาบนแผงผักออร์แกนิกสีเขียวสดใส หลินฟางเซียนมิได้สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย นางเพียงค่อยๆ วางพู่กันที่ใช้เขียนป้ายราคาลงบนโต๊ะอย่างใจเย็น นัยน์ตากลมโตคู่สวยฉายแววเยືือกเย็นราวกับมองตัวตลกที่กำลังเต้นเร้นในกำมือ
ฟางเซียนปัดเศษดินออกจากปลายนิ้วอย่างแช่มช้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาชายวัยกลางคนพุงพลุ้ยที่กำลังยืนเท้าสะเอวหน้าดำคร่ำเครียด ข้างกายเขามีสมุนร่างยักษ์อีกสามคนยืนแยกเขี้ยวพยายามข่มขวัญ บรรยากาศรอบข้างที่เคยคึกคักพลันเงียบกริบ พ่อค้าแม่ขายรายอื่นต่างพากันถอยร่นไปตั้งหลัก ลอบมองสถานการณ์ด้วยความหวาดหวั่น
"เฒ่าแก่จางลมพัดหวนอะไร ถึงได้พาบริวารมาเยี่ยมเยียนแผงค้าเล็กๆ ของฉันแต่เช้าตรู่เช่นนี้คะ?" ฟางเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ รอยยิ้มประดับมุมปากมิได้ส่งไปถึงดวงตาแม้แต่น้อย "หรือว่าผักกาดขาวปลอดสารพิษของฉัน จะขายดีจนไปขัดหูขัดตา 'ผลประโยชน์' บางอย่างเข้าล่ะคะ"
"นังนี่! ปากดีนักนะ!" เฒ่าแก่จางหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธ เภทภัยจากการค้าขายทำให้เขาไม่เคยยอมให้ใครมาท้าทายอำนาจในเขตหากินของตน "แกคิดว่าแอบเอาผักคุณภาพประหลาดพวกนี้มาขายตัดราคา แล้วฉันจะยอมให้พวกแกเหิมเกริมรึไง อยากขายของที่นี่ใช่ไหม? เอาค่าคุ้มครองมาสิฟวะ! สองเท่าจากที่คนอื่นจ่าย!"
คำขูดรีดหน้าด้านๆ นี้เรียกเสียงสูดปากด้วยความตกใจจากผู้คนรอบข้าง ทว่าฟางเซียนกลับหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูไพเราะแต่กลับทำให้สันหลังของเฒ่าแก่จางเย็นวาบอย่างประหลาด
"ค่าคุ้มครอง?" ฟางเซียนทวนคำ ชemเชยความโลภของอีกฝ่ายในใจ ก่อนจะก้าวเท้าออกมาจากหลังแผงเพื่อเผชิญหน้าตรงๆ ร่างเพรียวบางในชุดผ้าฝ้ายเรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้านไม่ได้ดูน่าเกรงขามในแวบแรก ทว่ารัศมีเฉลียวฉลาดและเด็ดเดี่ยวกลับทำให้เฒ่าแก่จางต้องชะงักไปชั่วครู่ "ตลาดนี้เป็นของรัฐบาล หรือว่าเป็นส้วมส่วนตัวของท่านกันแน่คะ ถึงได้กล้าเรียกเก็บเงินนอกระบบกลางแสงแดดเช่นนี้"
"แก...!"
"ระวังคำพูดหน่อยนะคะเฒ่าแก่..."
เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังแทรกขึ้นราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ พันจ่าฉินอี้เฉินก้าวออกมาจากมุมมืด ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิร์ตพับแขนเผยให้เห็นกล้ามเนื้อแน่นตึงและรอยแผลเป็นที่บ่งบอกผ่านสมรภูมิรบ แววตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองกลุ่มคนตรงหน้าด้วยความกดดันระดับที่ทหารผ่านศึกใช้ข่มขวัญศัตรู เพียงแค่ก้าวเดียวที่เขาขยับเข้ามาประชิดภรรยา แรงกดดันมหาศาลก็ทำให้สมุนร่างยักษ์ทั้งสามต้องผถอยหลังไปคนละก้าวโดยไม่รู้ตัว
อี้เฉินยกมือขึ้นโอบไหล่บางของภรรยาไว้หลวมๆ เป็นการแสดงความเป็นเจ้าIของและพร้อมปกป้องอย่างชัดเจน "ภรรยาผมทำมาค้าขายด้วยลำแข้งและหยาดเหงื่อ ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ หากใครกล้าแตะต้องเธอแม้แต่ปลายนิ้ว อย่าหาว่าผมไม่เตือน"
บรรยากาศตึงเครียดจนแทบจะจุดไฟติด เฒ่าแก่จางหน้าเสียไปวูบหนึ่งเมื่อเห็นท่าทางไม่เกรงกลัวของนายทหารหนุ่ม แต่ความโลภและศักดิ์ศรีจอมปลอมก็ทำให้เขายังคงกัดฟันกรวด
"คิดว่าเป็นทหารแล้วจะเบ่งได้รึไง! ที่นี่เขตฉัน ถ้าฉันบอกว่าขายไม่ได้ แกก็ไม่มีวันได้ขาย!" เฒ่าแก่จางคำรามลั่น พร้อมส่งสัญญาณให้ลูกน้องพังแผงผัก
ทว่า... ก่อนที่มือหยาบกร้านจะทันได้คว้าลังผักกวางตุ้งสดๆ ฟางเซียนก็ขยับตัวเร็วกว่า นางคว้าขวดแก้วบรรจุน้ำส้มสายชูหมักสูตรพิเศษจากมิติขึ้นมาเปิดฝาอย่างรวดเร็ว แล้วสาดใส่พื้นหน้าร้านของพวกมันทันที กลิ่นเปรี้ยวฉุนเตะจมูกพร้อมกับความลื่นที่ทำให้สมุนคนแรกก้าวพลาดล้มคะมำหน้าคว่ำลงไปคลุกกับพื้นถนนอย่างน่าอนาถ
"อุ๊ย! มือลื่นไปหน่อยค่ะ..." ฟางเซียนกล่าวด้วยใบหน้าไร้เดียงสา ชวนให้คนหมั่นไส้แกมสะใจ "พอดีช่วงนี้อากาศร้อน คนแถวนี้ก็เลย 'สมองลื่นไหล' ควบคุมร่างกายตัวเองไม่ได้ หวังว่าคงไม่ว่ากันนะคะ"
เสียงหัวเราะคิกคักเริ่มดังขึ้นจากฝูงชนที่มุงดู เฒ่าแก่จางอับอายจนหน้าดำคร่ำเครียด ชักมีดพับออกมาจากเอวด้วยความโกรธเกรี้ยว "นังสารเลว แกตายซะเถอะ!"
*ฉับพลัน!*
ก่อนที่คมมีดจะทันได้พุ่งเข้าหาเป้าหมาย มือหนาของฉินอี้เฉินก็คว้าข้อมือของเฒ่าแก่จางไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก ออกแรงบิดเพียงนิดเดียว เสียงกระดูกลั่นเบาๆ ก็ดังขึ้นท่ามกลางเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด
"ฉันเตือนแล้วนะ..." เสียงของอี้เฉินเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก
ในจังหวะชุลมุนที่ทุกคนกำลังตะลึงงันกับความเด็ดขาดของนายทหารหนุ่ม สายตากลับเหลือบไปเห็นร่างคุ้นเคยร่างหนึ่งกำลังเดินแหวกฝูงชนเข้ามาด้วยท่าทางเร่งรีบ ใบหน้านั้นซีดเผือดและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
แม่สามีตระกูลฉินนั่นเอง! นางหอบหายใจจนตัวโยน พุ่งตรงเข้ามาคว้าแขนเสื้อของอี้เฉินไว้แน่น ราวกับเจอที่พึ่งสุดท้ายทั้งที่ปกติมักจะรังเกียจลูกสะใภ้นักหนา
"อี้เฉิน! ลูกรีบกลับบ้านเร็วเข้า!" แม่สามีละล่ำละลักละล่ำละลักกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ "แย่แล้ว... เกิดเรื่องใหญ่ที่บ้านเราแล้ว! มีคนกลุ่มหนึ่งบุกเข้าไปรื้อค้นห้องเก็บของในฟาร์ม แถมพวกเขายัง... ยังจับตัว 'คนสำคัญ' ที่พวกเราซ่อนไว้ไปแล้ว!"
ฟางเซียนชะงัก นัยน์ตาหรี่แคบลงทันที ความรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างแล่นริ้วขึ้นมาในอก ขณะที่อี้เฉินขมวดคิ้วมุ่น
"ใคร?" อี้เฉินถามเสียงเข้ม
แม่สามีกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ใบหน้าชราภาพซีดเซียวไร้สีเลือด นางกระซิบคำตอบที่ทำให้ลมหายใจของสองสามีภรรยาแทบสะดุด
"สายลับจากส่วนกลาง... คนที่พวกเราจับกุมตัวไว้เมื่อคืนนี้ เพื่อรอส่งมอบให้ทางการเพื่อแลกกับสัมปทานที่ดิน... ตอนนี้เขาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย พร้อมกับหลักฐานชิ้นสำคัญที่สุดในตู้เซฟ!"
รี้ดเดอร์ที่รักคะ... เรื่องราวในฟาร์มกำลังจะพลิกผันไปสู่อันตรายครั้งใหญ่ หรือนี่คือเกมการเมืองที่ลึกซึ้งกว่าที่ฟางเซียนคาดคิด? โปรดติดตามตอนต่อไปด้วยใจระทึกนะคะ!
วิถีเกษตรฉบับตัวร้ายขอวางมือมาเป็นภรรยาสุดที่รักของท่านประธาน•ตอนที่ 14
คู่แข่งในตลาด
ผลงานโดย สวนส้มปลายฟ้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สวนส้มปลายฟ้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเกษตรฉบับตัวร้ายขอวางมือมาเป็นภรรยาสุดที่รักของท่านประธาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!