"ถ้าแม่กล้าแตะต้องจานข้าวของภรรยาผมแม้แต่นิดเดียว... อย่าหาว่าผมไม่เตน้ำใจลูกชายคนนี้ก็แล้วกันค่ะ!"
เสียงทุ้มต่ำทรงพลังที่เจือไอความเยือกเย็นระดับศูนย์องศา ดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วห้องโถงคับแคบของบ้านตระกูลฉิน ร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวเข้มที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันจากการเดินทางไกล ก้าวเท้าฉับๆ เข้ามาหยุดยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าโต๊ะอาหาร ไหล่กว้างที่ผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงแผ่รังสีคุกคามจนแม่สามีที่กำลังจะยื่นมือมาคว้าชามหมูตุ๋นถึงกับชะงักค้างกลางอากาศ
หลินฟางเซียนกะพริบตาปริบๆ ด้วยความคาดไม่ถึง ดวงตากลมโตฉายแววระยิบระยับด้วยความประหลาดใจระคนทึ่ง เมื่อครู่นี้... เธอเพิ่งจะจัดการดัดหลังแม่สามีจอมตะกละด้วยการตอกกลับแบบเจ็บแสบไปหมาดๆ แต่ยังไม่ทันที่บรรยากาศจะระอุไปมากกว่านี้ พันทหารหนุ่มสามีตามกฎหมายที่เธอจำหน้าได้เลาๆ จากภาพถ่ายในห้องนอน ก็โผล่พรวดเข้ามาประกาศิตปกป้องเธอราวกับเทพสงขลาขี่ม้าขาว
นี่มัน... ผิดไปจากพล็อตนิยายน้ำเน่าที่เธอคาดการณ์ไว้ลิบลับเลยไม่ใช่หรือคะ?
"อะ... อี้เฉิน! ลูกกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่ส่งข่าวบอกแม่ก่อนล่ะจ๊ะ?" แม่สามีรีบชักมือกลับราวกับโดนน้ำร้อนลวก สีหน้าที่เคยบิดเบี้ยวด้วยความโลภแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มฝื่อนฝืน ดวงตาลกเลิกลนมองบุตรชายคนเก่งที่ไม่ได้กลับบ้านมาครึ่งปีเต็ม "แล้วนี่... ลูกไปกินหัวใครมา ถึงได้พูดจากับแม่แบบนี้ นี่คือวิธีที่ลูกใช้ต้อนรับแม่หรือไง หะ!"
ฉินอี้เฉินไม่ได้สนใจเสียงแหลมเล็กที่พยายามกลบเกลื่อนความผิดของมารดา สายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองลงไปยังร่างเพรียวบางของภรรยาที่สวมผ้ากันเปื้อนลายดอกไม้สีหวาน เขากวาดตามองสำรวจตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้แน่ใจว่าคนตรงหน้าไม่ได้บอบช้ำหรือถูกรังแกจนเกินขีดจำกัดตามนิสัยของแม่เขาที่ชอบหาเรื่องรังแกสะใภ้
เมื่อเห็นว่าผิวพรรณของหลินฟางเซียนดูเปล่งปลั่งขึ้น มีน้ำมีนวลขึ้น และไม่ได้มีรอยฟกช้ำดำเขียวใดๆ แถมแววตาของเธอยังฉายประกายความเจ้าเล่ห์ซุกซนแบบที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน คิ้วหนาเข้มของนายทหารหนุ่มจึงคลายตัวลงเล็กน้อย ทว่าใบหน้าหล่อเหลายังคงตึงเครียด
"ผมกลับมาทันเวลาพอดี... ก่อนที่บ้านหลังนี้จะลุกเป็นไฟเพราะความโลภของใครบางคน" ฉินอี้เฉินปรายตามองจานหมูตุ๋นน้ำแดงที่ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วห้อง ก่อนจะแค่น
"หึ" ออกมาเบาๆ ในลำคอ "อาหารหอมขนาดนี้ แม่คงไม่ได้คิดจะแย่งของสะใภ้กินอีกแล้วกระมังครับ... อ้อ ขอโทษที ผมหมายถึง 'ค่ะ'" เขาแก้คำพูดตัวเองทันทีเมื่อหันมาสบตากับดวงตากลมโตที่กำลังอมยิ้มขบขันส่งมาให้
หลินฟางเซียนเกือบจะหลุดหัวเราะพรืดออกมากับท่าทีที่เปลี่ยนสรรพนามกะทันหันของสามีหนุ่ม ทหารหนุ่มผู้เคร่งขรึมและอยู่ในระเบียบวินัยเคร่งครัดคนนี้ แท้จริงแล้วมีความคลั่งรักซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าถมึงทึงสินะคะเนี่ย!
"อี้เฉิน! แกกล้าดียังไงมาเข้าข้างนังเด็กนี่!" แม่สามีทุบโต๊ะเสียงดังลั่น ใบหน้าเหี่ยวย่นแดงก่ำด้วยความโกรธจัด "นังฟางเซียนมันเปลี่ยนไป! มันเถียงคำไม่ตกฟาก มันกล้าด่าฉัน มันกักตุนของกินดีๆ ไว้กินคนเดียว แกดูสิ! มันทำหมูตุ๋นตั้งจานใหญ่ แต่มันตักให้ฉันแค่เศษกระดูกติดมันแห้งๆ แกต้องจัดการมันนะอี้เฉิน หย่ากับมันซะ! หาเมียใหม่ให้แม่เดี๋ยวนี้!"
บรรยากาศในห้องโถงพลันเงียบกริบลงชั่วขณะ หลินฟางเซียนหรี่ตามองแม่สามีอย่างใจเย็น มือเรียวบางยกขึ้นกอดอก รอฟังคำตัดสินจากสามีป้ายแดงของตนเองอย่างนึกสนุก เธออยากรู้เหลือเกินว่า ท่านพันจ่าผู้ทรงเกียรติจะจัดการกับปัญหาครอบครัวคลาสสิกนี้อย่างไร
ฉินอี้เฉินถอดหมวกทหารออก วางมันลงบนโต๊ะข้างๆ อย่างใจเย็น จากนั้นจึงก้าวเข้าไปประชิดตัวภรรยา ใช้ร่างสูงใหญ่ของตนบังร่างบอบบางไว้ราวกับแม่ไก่ปกป้องลูกกรงเล็บ เขาก้มลงมองหน้าภรรหาสาวแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปจ้องตากับมารดาบังเกิดเกล้าด้วยแววตานิ่งสนิทที่ทรงพลังยิ่งกว่าคำด่าทอใดๆ
"หย่าเหรอครับ? ฝันไปเถอะค่ะ" ฉินอี้เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่น้ำหนักคำพูดหนักแน่นราวก้อนหินผา "ฟางเซียนเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผม และผมเป็นคนจดทะเบียนสมรสกับเธอด้วยตัวเอง ตลอดเวลาครึ่งปีที่ผมไม่อยู่ ผมส่งเงินเดือนทั้งหมดเข้าบัญชีกลางของครอบครัว แต่แม่กลับปล่อยให้เธออดอยากปากแห้ง ต้องทนทำงานหนักในนาข้าวแถมยังโดนแม่โขกสับสารพัด... คิดว่าผมไม่รู้เรื่องหรือไงครับ?"
แม่สามีหน้าซีดเผือดลงทันตาเห็น ริมฝีปากสั่นระริก "แก... แกแอบสืบเรื่องที่บ้านหลังลับหลังฉันงั้นเหรอ?"
"ผมเป็นทหาร ข่าวกรองและการสังเกตคือพื้นฐานการเอาตัวรอด" ฉินอี้เฉินแค่นยิ้มหยัน "และตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป บ้านหลังนี้จะถูกจัดการใหม่ทั้งหมด อาหารทุกจานที่ฟางเซียนทำ เธอมีสิทธิ์ขาดในการจัดการแต่เพียงผู้เดียว ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้อง... ถ้าแม่ยังไม่เลิกนิสัยเห็นแก่ตัวและรังแกคนอื่น ผมจะย้ายทะเบียนบ้านและพาฟางเซียนไปอยู่บ้านพักในค่ายทหารด้วยกันซะเลย!"
คำขู่ของพันจ่าฉินอี้เฉินได้ผลชะงัดนัก แม่สามีอ้าปากพะงาบๆ เหมือนปลาขาดน้ำ นางรู้ดีว่าบุตรชายคนนี้พูดจริงทำจริง หากเขาพาหลินฟางเซียนหนีไปอยู่ค่ายทหารจริง นางจะเอาเงินเบี้ยเลี้ยงและแรงงานที่ไหนมาใช้สอยให้อย่างสบายมือเล่า? สุดท้ายจึงทำได้เพียงสะบัดหน้าหนีฮึดฮัดแล้วเดินกระแทกส้นเท้าปึงปังเข้าห้องนอนไปพร้อมกับเสียงปิดประตูดังสนั่น
เมื่อความวุ่นวายสงบลง หลินฟางเซียนก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความโล่งอก เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับสามีหนุ่มที่ตอนนี้หันกลับมามองเธอด้วยแววตาอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด ความเกรี้ยวกราดเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความห่วงใยที่สะท้อนผ่านนัยน์ตาคู่คม
"เหนื่อยไหมครับ?" ฉินอี้เฉินเอ่ยถามเสียงนุ่ม มือหนายื่นออกไปหมายจะแตะแก้มนวลเนียนของภรรยา แต่แล้วก็ชะงักค้างกลางอากาศด้วยความเก้อเขิน เพราะพวกเขายังไม่ค่อยคุ้นเคยกันดีนัก
หลินฟางเซียนอมยิ้มบางๆ เธอไม่หลบเลี่ยงสัมผัสของเขา กลับเป็นฝ่ายขยับเข้าไปใกล้แล้วเอียงแกะแนบฝ่ามือหนาหยาบกร้านของชายหนุ่มโดยธรรมชาติ "ไม่เหนื่อยเลยค่ะ... ได้ยินคุณประกาศกร้าวเมื่อกี้ ฉันรู้สึกว่าข้าวในจานอร่อยขึ้นเป็นกองเลยนะคะ"
ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจของนายทหารหนุ่มผู้โดดเดี่ยวมานาน เขารู้สึกว่าภรรยาคนนี้ช่างแตกต่างจากผู้หญิงในหมู่บ้านโดยสิ้นเชิง เธอไม่เคยร้องไห้งอแง ไม่หวาดกลัวอำนาจมืดของแม่เขา และที่สำคัญ... เธอกลับทำให้บ้านไม้เก่าๆ หลังนี้มีชีวิตชีวาขึ้นมาได้ทันทีที่เขาก้าวเท้าเข้ามา
"ถ้าอย่างนั้น... มื้อนี้เรามาทานข้าวด้วยกันเถอะครับ ผมเดินทางไกลมาทั้งวัน หิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว" ฉินอี้เฉินเอ่ยพางเหลือบมองจานหมูตุ๋นน้ำแดงและผัดผักเขียวขจีที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นยั่วน้ำลาย
"ได้สิคะ รอแป๊บเดียวนะ ฉันตักข้าวสวยร้อนๆ หุงจากข้าวใหม่ออกมาให้" หลินฟางเซียนผละตัวออกจากอ้อมกอดอุ่นของสามีเพื่อเดินไปหยิบชามข้าว ทว่าในจังหวะที่เธอกำลังจะเอื้อมมือไปเปิดฝาหม้อหุงดินเผานั้นเอง...
*ก๊อกๆๆ!*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นรัวเร็วและรุนแรงราวกับมีคนกำลังร้อนรนจนแทบคลั่งที่หน้าบ้าน ขัดจังหวะเวลาสวีทหวานของสองสามีภรรยาอย่างไม่รู้กาลเทศะ
ฉินอี้เฉินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจ ดวงตาคมกริบตวัดมองไปทางประตูหน้าบ้านทันที
"ใครมาวะเวลานี้..." นายทหารหนุ่มพึมพำอย่างหงุดหงิด
หลินฟางเซียนชะงักมือที่กำลังถือทัพพี หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบสังหรณ์ใจแปลกๆ เธอมองหน้าสามี แล้วค่อยๆ เดินไปแง้มผ้าม่านหน้าต่างเพื่อมองลอดออกไปข้างนอก... และภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าใต้แสงจันทร์สลัว ก็ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอแข็งค้างในทันที
ผู้หญิงในชุดผ้าซิ่นเก่าคร่ำครึเนื้อตัวมอมแมมกำลังยืนร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่หน้าประตู พร้อมกับเด็กชายตัวผอมแห้งแรงน้อยคนหนึ่งที่โอบกอดขาผู้หญิงคนนั้นไว้แน่น... และคนที่ยืนประคองสองแม่ลูกคู่นั้นอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ก็คือผู้ใหญ่บ้านจอมเจ้าเล่ห์ประจำหมู่บ้านที่ถือคบเพลิงสว่างจ้า พร้อมกับลูกหาบชาวบ้านนับสิบชีวิตที่ถือไม้พลองและจอบเสียมตามมาสมทบราวกับจะมาทวงหนี้เลือด!
"คุณอี้เฉิน..." หลินฟางเซียนหันกลับมามองสามีด้วยสีหน้าเคร่งเครียด น้ำเสียงของเธอสั่นพร่าเล็กน้อยเมื่อเอ่ยประโยคพลิกผันที่ทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งร่าง "ดูท่าทาง... สามีของฉันจะไม่ได้กลับมาพักผ่อนอย่างสงบสุขซะแล้วล่ะค่ะ... เพราะดูเหมือนว่า 'ภรรยาเก่า' พร้อมลูกชายติดท้องที่หายสาบสูญไปเมื่อสองปีก่อนของคุณ... กำลังมายืนเคาะประตูบ้านเพื่อทวงสิทธิ์ความเป็นใหญ่ถึงที่แล้วค่ะ!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาสัมผัสความอบอุ่นและร่วมลุ้นไปกับฟางเซียนนะคะ!
วิถีเกษตรฉบับตัวร้ายขอวางมือมาเป็นภรรยาสุดที่รักของท่านประธาน•ตอนที่ 4
สามีกลับมาแล้ว
ผลงานโดย สวนส้มปลายฟ้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สวนส้มปลายฟ้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเกษตรฉบับตัวร้ายขอวางมือมาเป็นภรรยาสุดที่รักของท่านประธาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!