กลิ่นอายของผงชาหลงจิ่งชั้นดีที่ชงกรุ่นอยู่ในจอกกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ ไม่สามารถกลบความตึงเครียดที่แทรกซึมอยู่ทุกอณูอากาศภายในห้องหนังสือประจำจวนราชครูได้เลยแม้แต่น้อย
"เจ้าพูดว่ากระไรนะ อาหลิน? ทวนใหม่อีกรอบสซิ!"
หลินเยว่ฉีสะดุ้งสุดตัวจนพู่กันในมือตวัดพลาด หมึกสีดำสนิทหยดลงบนกระดาษซวนจื่อราคาแพงจนเป็นรอยด่างพร้อย นางแทบไม่สนใจความเสียหายตรงหน้า ดวงตากลมโตเบิกกว้างจ้องมองเจ้าสัตว์เลี้ยงตัวจิ๋วขนปุกปุยที่เพิ่งบินกลับมาจากการสอดแนมด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
อาหลินเชิดจมูกขึ้นฟ้า ขยับอุ้งเท้าหน้าทำท่าทางราวกับกำลังกอดอกด้วยความหงุดหงิด "ข้าบอกว่าพวกสุนัขรับใช้ขององค์ชายสามกำลังเดินสายปล่อยข่าวลือไปทั่วตลาดหลวงแล้วนะสิเจ้าค่ะ! พวกมันพากันกระซิบกระซาบว่าใต้เท้าผู้เคร่งครัดของคุณหนู... แอบซุกซ่อนกองกำลังส่วนตัวไว้ที่ชานเมือง เตรียมก่อกบฏล้มล้างราชบัลลังก์ในคืนวันเพ็ญนี้ต่างหากเล่า!"
คำกล่าวของอาหลินทำให้หัวใจของเยว่ฉีหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
ข่าวลือเรื่องกบฏ... สิ่งที่พวกเขากลัวและพยายามระมัดระวังมาตลอด บัดนี้กลับแพร่สะพัดออกไปราวกับไฟลามทุ่งแล้ว ยิ่งคิดถึงรอยยิ้มแฝงเลศนัยขององค์ชายสามเมื่อวันก่อนตอนที่พบกันในงานเลี้ยงวังหลวง เยว่ฉีก็ยิ่งรู้สึกหนสันหลังวาบ นี่คือแผนการอันชั่วร้ายที่อีกฝ่ายเตรียมการไว้เพื่อบดขยี้มู่หรงเฟยให้จมดินโดยไม่ต้องออกแรงแม้แต่น้อย!
ในขณะนั้นเอง ประตูห้องหนังสือก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแผ่วเบา ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีน้ำเงินเข้มปักดิ้นเงินเดินเข้ามาด้วยฝีเท้าที่มั่นคงและเงียบเชียบ ทว่าใบหน้าหล่อเหลากลับเรียบเฉยราวน้ำแข็งพันปี ดวงเนตรคมกริบกวาดมองสภาพห้องที่วุ่นวายเล็กน้อย ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ใบหน้าซีดเผือดของศิษย์สาวตัวป่วน
มู่หรงเฟยไม่ได้เอ่ยคำใดในทันที เขาเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นอายความเยือกเย็นและสะอาดสะอ้านเฉพาะตัวโชยเข้าแตะจมูก ชายหนุ่มเอื้อมมือหนาไปหยิบพู่กันที่เปื้อนหมึกออกจากมือของนาง วางมันลงบนแท่นพักอย่างเบามือ ราวกับกำลังทะนุถนอมสิ่งของที่เปราะบางที่สุดในโลก
"เจ้ากำลังทำหน้าเหมือนคนใกล้ตายอีกแล้วนะ เยว่ฉี" น้ำเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้น ทว่าแฝงความเหนื่อยอ่อนที่ซ่อนไว้ไม่มิด
"ท่าน... ท่านยังจะมีอารมณ์มาแซoข้าอีกหรือคะ!" เยว่ฉีโพล่งออกมาด้วยความร้อนรน นางคว้าแขนเสื้อของเขาไว้แน่น ราวกับกลัวว่าร่างตรงหน้าจะสลายหายไปในอากาศ "ข้างนอกนั่นเขาลือกันไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ท่านอาจารย์! พวกเขากล่าวหาว่าท่านกำลังจะก่อกบฏ! นี่มันข้อหาสมคบคิดกบฏ โทษคือประหารเจ็ดชั่วโคตรเลยนะเพคะ! เหตุใดท่านถึงยังทำตัวใจเย็นอยู่ได้เล่า!"
มู่หรงเฟยเหลือบมองเรียวนิ้วเล็กๆ ที่กำแขนเสื้อของเขาจนยับย่น ความอบอุ่นสายหนึ่งไหล뢰เข้าสู่หัวใจที่ด้านชามานาน แต่สีหน้าของเขากลับไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ชายหนุ่มยกมืออีกข้างขึ้นลูบศีรษะของนางอย่างอ่อนโยน สัมผัสที่คุ้นเคยช่วยบรรเทาความพายุในอกของหญิงสาวลงได้เล็กน้อย
"ข่าวลือก็เป็นเพียงข่าวลือ หากตื่นตระหนกไปตามเกมของพวกมัน เราก็จะกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ" มู่หรงเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าหนักแน่นดั่งขุนเขา "นั่งลงเสียเยว่ฉี ดื่มชาร้อนๆ เสียหน่อย เจ้าหน้าซีดหมดแล้ว"
"ข้าจะนั่งลงได้อย่างไรกันเล่า!" เยว่ฉีเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาคู่สวยเริ่มมีหยาดน้ำใสๆ เอ่อคลอด้วยความคับแค้นใจ "ข้ารู้ว่าท่านเก่งกาจและรอบคอบเพียงใด แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนเดิม องค์ชายสามจงใจบีบให้ท่านไม่มีทางเลือก หากฮ่องเต้ทรงหูเบาและหลงเชื่อข่าวลือนี้ขึ้นมา... ท่านจะทำอย่างไร? ข้าไม่อมยิ้มเห็นท่านต้องตกอยู่ในอันตรายเด็ดขาด!"
ความเงียบโรยตัวลงมาครู่หนึ่ง มู่หรงเฟยจ้องมองประกายความห่วงใยและเด็ดเดี่ยวในดวงตาของศิษย์สาว ภายในอกของราชครูผู้เย็นชาไหววูบอย่างรุนแรง
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาชินกับการแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว ป้องกันศัตรู กำจัดเสี้ยนหนาม และรักษาความสงบเรียบร้อยของแผ่นดินโดยไม่เคยบอกใคร ไม่เคยต้องการความเห็นใจ และไม่เคยคิดว่าจะมีใครสักคนวิ่งเข้ามาปกป้องเขาจากพายุร้ายเช่นนี้
แต่นาง... ศิษย์สาวตัวป่วนที่ชอบทำยาวิเศษระเบิดห้องทดลองของเขาอยู่เรื่อย กลับเป็นคนแรกที่กล้าท้าทายอำนาจมืดเพื่อปกป้องเขา
"เจ้าเชื่อใจข้าหรือไม่?" มู่หรงเฟยเอ่ยถามเสียงแผ่ว ทว่าดวงตาดำขลับคู่นั้นกลับลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทร
เยว่ฉีพยักหน้ารัวๆ โดยไม่ต้องคิด "ข้าเชื่อใจท่านเสมอ! แต่ข้าไม่เชื่อใจพวกคนชั่วพวกนั้น!"
"ดี..." มุมปากของราชครูหนุ่มยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่งและงดงามราวกับดอกเหมยที่ผลิบานท่ามกลางหิมะโปรรา "ในเมื่อพวกมันอยากให้มีกบฏนัก ข้าก็จะแสดง 'ละครฉากใหญ่' ให้พวกมันดูเสียหน่อย เป็นการต้อนรับการเคลื่อนไหวขององค์ชายสาม"
เยว่ฉีชะงักไป ดวงตากลมโตหรี่ลงอย่างใช้ความคิด "ท่านหมายความว่า..."
ก่อนที่มู่หรงเฟยจะได้เอ่ยอธิบายแผนการอันล้ำลึกของตน เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก็ดังขึ้นจากด้านนอกจวน ราวกับคลื่นพายุที่โหมซัดเข้าหาฝั่งอย่างไร้ความปรานี
ปัง!
ประตูไม้สักทองหน้าจวนถูกถีบกระเด็นหลุดออกจากวงกบเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ฝุ่นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ พร้อมกับร่างของราชองครักษ์ในชุดเกราะเต็มยศนับสิบชีวิตที่กรูเข้ามาล้อมห้องหนังสือไว้ในพริบตา กลิ่นอายของความตายและคมดาบพุ่งเข้าประชิดตัวจนแทบหายใจไม่ออก
ผู้นำกลุ่มทหารเหล่านั้นก้าวออกมาข้างหน้า เป็นแม่ทัพยามหลวงผู้สนิทสนมกับองค์ชายสาม เขายกยิ้มเหี้ยมเกรียม ชูราชโองการในมือขึ้นสูงด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง
"ใต้เท้าหลิน! ท่านถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมสมคบคิดเป็นกบฏ เตรียมซุกซ่อนอาวุธและกองกำลังนอกกฎหมาย! มีราชโองการด่วนจากฝ่าบาท ให้จับกุมตัวท่านและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดไปสอบสวน ณ คุกหลวงเดี๋ยวนี้!"
คำประกาศนั้นดังก้องกังวาน บรรยากาศภายในห้องเย็นเยียบลงจนถึงขีดสุด เยว่ฉีหน้าถอดสี รีบก้าวเข้าไปขวางหน้ามู่หรงเฟยไว้โดยสัญชาตญาณ ทว่าก่อนที่นางจะได้หยิบขวดพิษในแขนเสื้อออกมา มือหนากลับควابข้อมือนางไว้เบาๆ
มู่หรงเฟยค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม ไร้ซึ่งความหวาดกลัวหรือตื่นตระหนกบนใบหน้า เขากวาดสายตามองกลุ่มทหารด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันที่เย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำแข็ง
"ดูท่า... ฝ่ายนั้นจะร้อนใจเสียจนอดรนทนไม่ไหวแล้วสินะคะ..." เสี่ยวเถาฮวาขยับปากกระซิบเบาๆ กับรี้ดเดอร์
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและเป็นกำลังใจให้กันมาตลอดนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
ศิษย์สาวตัวป่วนกับราชครูหนุ่มผู้เย็นชา•ตอนที่ 48
ความสงบก่อนพายุ
ผลงานโดย เสี่ยวเถาฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสี่ยวเถาฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์สาวตัวป่วนกับราชครูหนุ่มผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!