"อ้าปากค่ะ... อย่าดื้อ"
เสียงทุ้มต่ำที่มักจะใช้สั่งการกรมขุนนางและประกาศพระราชโองการทั่วหล้า บัดนี้กลับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ละมุนละไมจนน่าขนลุก... สำหรับคนฟังอย่างหลินเยว่ฉี ที่กำลังนอนพิงหมอนใบโตด้วยสภาพสะินทมสะทึน ใบหน้าหวานซีดเซียว แต่สองแก้มกลับแดงก่ำด้วยความเคอะเขินปนอับอาย
ถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวสะอาดในมือของราชครูหนุ่มมู่หรงเฟยบรรจุน้ำแกงสมุนไพรสีเข้มข้น ส่งกลิ่นฉุนกึกเตะจมูก ทว่าสิ่งที่ทำให้แม่นางน้อยผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครงอหายไปครึ่งค่อนวัน กลับไม่ใช่รสชาติขมปร่าของยาหม้อนี้ หากแต่เป็น "ความใส่ใจ" ระดับผิดมนุษย์มนาของท่านราชครูผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเย็นชาไร้หัวใจต่างหาก
นับตั้งแต่คืนวิกฤตที่เงาคมดาบเฉียดผ่านลำคอ และเสียงคำรามของผู้บุกรุกยังคงก้องกังวานในความทรงจำ มู่หรงเฟยก็แทบจะไม่ยอมก้าวเท้าออกจากกระโจมพักแรมของนางเลยแม้แต่ก้าวเดียว
ชุดขุนนางสีเข้มปักลายเมฆาอันสง่างามถูกถอดทิ้ง เหลือเพียงชุดลำลองผ้าไหมเนื้อนุ่มสีเทาอ่อน เส้นผมยาวสลวยที่เคยรวบตึงอย่างไร้ที่ติ บัดนี้กลับคลายออกปล่อยให้ปอยผมระต้นคอขาวผ่อง ดูผ่อนคลายและ... อันตรายต่อหัวใจดวงน้อยของเยว่ฉีเสียเหลือเกิน
"ท่านอาจารย์... ข้าไม่ใช่เด็กสามขวบนะคะ!" เยว่ฉีส่งเสียงประท้วงด้วยน้ำแหบแห้ง ดวงตากลมโตพยายามถลึงใส่เพื่อกลบเกลื่อนความสั่นไหวในอก "บาดแผลที่หัวไหล่นี่... ข้าทายาเองได้ ท่านออกไปตรวจค่ายเถอะค่ะ เดี๋ยวทหารกล้าพวกนั้นก็พากันซุบซิบว่าท่านราชครูผู้ทรงคุณธรรมกำลังถูกปีศาจสาวจำแลงกายล่อลวงหรอกเพคะ"
มู่หรงเฟยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคมกริบลึกล้ำราวน้ำลึกสะท้อนเงาใบหน้าบึ้งตึงของศิษย์สาว เขาไม่เพียงแต่ไม่ถอยห่าง แต่กลับตักน้ำแกงคำโตขึ้นเป่าเบาๆ จนไอความร้อนจางลง แล้วจ่อชิดริมฝีปากแห้งผากของนาง
"ซุบซิบหรือ..." เสียงทุ้มลอดไรฟันอย่างอารมณ์ดี "พวกเขาลือกันไปไกลกว่าที่เจ้าคิดแล้วต่างหาก เลิกพูดมากแล้วดื่มเสีย มิฉะนั้น... ข้าอาจจะต้องใช้วิธีป้อนยาแบบที่ตำราแพทย์เขาห้ามไว้"
*ป้อนยาแบบที่ตำราแพทย์ห้ามไว้?!*
เยว่ฉีสำลักน้ำลายตัวเองจนไอโขลกออกมาเบาๆ ใบหน้าร้อนผ่าวราวดื่มสุราฤทธิ์แรง นางรู้ซึ้งดีว่ามู่หรงเฟยเวลาเอาจริงน่ากลัวเพียงใด และสายตาคู่ที่จ้องมองมานั้นก็ไม่ได้ล้อเล่นเลยแม้แต่น้อย สุดท้าย ศิษย์สาวผู้เก่งกาจเรื่องพิษสงจึงทำได้เพียงยอมอ้าปากรับน้ำแกงรสขมปี๋ลงคอไปอย่างจำยอม ท่ามกลางรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากของราชครูหนุ่ม ซึ่งนานๆ ครั้งจึงจะได้เห็นสักครา
บรรยากาศภายในกระโจมเงียบสงบลง มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอและเสียงกheซ่านของใบไม้ด้านนอก ทว่าความสงบนั้นก็อยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อเงาร่างสีขาวนวลตัวจิ๋วพุ่งพรวดเข้ามาทางช่องลม พร้อมกับส่งเสียงโวยวายลั่น
"โฮ่ง! เจ้าพวกมนุษย์หน้าโง่นอกค่ายนั่นชักจะเอาใหญ่แล้วนะยัยตัวแสบ!" อาหลิน สุนัขวิเศษขนปุยกระโดดขึ้นมาเหยียบบนเตียงอย่างถือวิสาสะ ดวงตากลมใสแจ๋วฉายแววเจ้าเล่ห์ "ข้าเดินไปฟังพวกพลทหารตั้งวงกินน้ำชาเมื่อครู่ พวกเขาแทงพนันกันด้วยเบี้ยหวัดทั้งเดือนแล้วนะ ว่าท่านราชครูผู้เคร่งขรึมจะกลายสภาพเป็น ‘พ่อบ้านใจกล้า’ คอยพัดวีฮูหยินน้อยคนนี้ไปอีกกี่วัน!"
พรวด!
คราวนี้เยว่ฉีสำลักน้ำแกงจริงๆ จนมู่หรงเฟยต้องรีบใช้ผ้าเช็ดหน้าซับมุมปากให้ใหม่อย่างเบามือ ความห่วงใยที่แสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติและไร้การปรุงแต่งนี้ ยิ่งทำให้อาหลินส่งเสียงร้องแซว "อี๋..." ยาวเหยียด
"เจ้าสุนัขปากมาก อยากให้อาหารมื้อนี้กลายเป็นยาถ่ายพิษสุนัขบ้าหรืออย่างไร" มู่หรงเฟยปรายตามองอาหลินด้วยแววตาเย็นเยียบ ทว่าไร้ซึ่งรังสีสังหาร มีเพียงความเอือมระอาปนขบขัน
"แบร่! ข้าเป็นถึงสัตว์เทพนะ จะมากรอกยาพิษกระจอกๆ แบบนั้นใส่ข้าได้อย่างไรเล่า!" อาหลินแลบลิ้นใส่หน้าราชครูหนุ่มอย่างไม่เกรงกลัว ก่อนจะหันมาขยิบตาให้เยว่ฉี "ว่าแต่... เจ้าเถอะยัยโง่ อาการบาดเจ็บที่หัวไหล่ยังไม่หายดีแท้ๆ แต่จิตใจคงระส่ำระสายจนไม่ได้พักผ่อนเลยสินะ เพราะมี ‘บุรุษรูปงาม’ มาเฝ้าไข้ไม่ห่างตาแบบนี้ ระวังหัวใจดวงน้อยจะเต้นรัวจนธาตุไฟเข้าแทรกตายเสียก่อนล่ะ!"
"อาหลิน! เจ้าอยากโดนข้าจับไปต้มทำยาบำรุงกำลังจริงๆ ใช่ไหม!" เยว่ฉีหน้าแดงแจ๋ ยกกำปั้นขึ้นขู่เจ้าสุนัขจอมกวน ทว่ารอยยิ้มกลับระบายอยู่เต็มดวงหน้า
ความเหงา ความโดดเดี่ยว และความหวาดกลัวจากเหตุการณ์ลอบ Pมet ที่ซ่อนอยู่ลึกก้นบึ้งของหัวใจ บัดนี้กลับถูกละลายหายไปจนหมดสิ้นด้วยความอบอุ่นที่แผ่ซ่านมาจากฝ่ามือหนา ซึ่งเอื้อมมาจับมือเรียวบางของนางไว้หลวมๆ
มู่หรงเฟยไม่ได้เอ่ยคำหวานเลี่ยนเลี่ยนอันใด เขาเพียงแค่กุมมือนางไว้มั่น สัมผัสอุ่นซ่านถ่ายทอดความมั่นคงและปลอดภัยมาสู่จิตใจที่เหนื่อยล้า สายตาสื่อความหมายลึกซึ้งที่ทำให้อากาศในกระโจมดูจะเบาบางลงอย่างประหลาด
"ปล่อยให้พวกเขาพูดไปเถอะ..." น้ำเสียงของมู่หรงเฟยทุ้มนุ่มราวกับเสียงกระซิบข้างใบหู "ในเมื่อสิ่งที่พวกเขาลือ... มันคือความจริงที่ข้าตั้งใจจะให้เป็นอยู่แล้ว"
*ตึ้ก... ตึ้ก... ตึ้ก...*
หัวใจของหลินเยว่ฉีเต้นระรัวราวกับกลองศึก การรุกคืบทางความรู้สึกที่ไร้การตั้งตัวนี้ ทำให้สมองอันชาญฉลาดในการปรุงยาของนางถึงกับว่างเปล่า ประโยคเมื่อครู่ของเขามันหมายความว่าอย่างไรกันแน่? ราชครูผู้สูงศักดิ์ยอมรับต่อหน้าสัตว์เลี้ยงและตัวนางเองแล้วหรือว่า...
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังหวานชื่นจนมดแทบจะเดินขบวนขึ้นเตียงนอน เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก็ดังขึ้นอย่างเร่งรีบจากภายนอกกระโจม ตามมาด้วยเสียงตะโกนรายงานด้วยความตื่นตระหนกขององครักษ์เงา
"เรียนท่านราชครู! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ที่ชายแดนทิศเหนือ... กองกำลังทหารลึกลับสวมหน้ากากเหล็กปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับ... พร้อมกับตราประทับลับขององค์ชายสาม!"
รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าของมู่หรงเฟยแข็งค้างในเสี้ยววินาที ดวงตาคมกริบเปลี่ยนเป็นเยียบเย็นดั่งน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ในทันที บรรยากาศอบอุ่นเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่พุ่งจนอาหลินถึงกับขนลุกซู่
มือหนาที่เคยจับมือเยว่ฉีไว้ค่อยๆ คลายออก แต่สายตายังคงจ้องมองตรงไปที่นางด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก ราวกับเขากำลังชั่งน้ำหนักระหว่าง "ความปลอดภัยของหญิงสาวตรงหน้า" กับ "หน้าที่ที่ต้องปกป้องแผ่นดิน"
เยว่ฉีเม้มริมฝีปากแน่น ความรู้สึกหวาดหวั่นแล่นริ้วขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อตระหนักได้ว่า... สงครามชิงอำนาจที่แท้จริง เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นเอง!
---
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและเป็นกำลังใจให้ศิษย์สาวตัวป่วนกับท่านราชครูมาโดยตลอดนะคะ!
ศิษย์สาวตัวป่วนกับราชครูหนุ่มผู้เย็นชา•ตอนที่ 47
การฟื้นตัว
ผลงานโดย เสี่ยวเถาฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสี่ยวเถาฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์สาวตัวป่วนกับราชครูหนุ่มผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!