ปลายกระบี่สีนิลกาฬที่แผ่ไอเย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปี ห่างจากหว่างคิ้วของมู่หรงเฟยเพียงมิลลิเมตรเดียวเท่านั้น ลมปราณกดดันที่แผ่ออกมาจากคมกระบี่ทำเอาเส้นผมสีดำสนิทของราชครูหนุ่มปลิวไสวไปตามแรงกดอากาศ แต่ดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับไม่มีแม้แต่ร่องรอยของความหวาดกลัว มีเพียงประกายความเย็นชาที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า
“คิดจะลงมือต่อหน้าเป้าหมายของข้าอย่างนั้นหรือ... เจ้าสารเลวชุดดำ” เสียงทุ้มต่ำที่ลอดไรฟันของมู่หรงเฟยเต็มไปด้วยจิตสังหารที่น่าสะพรึงกลัว
เงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน “ฮึ... ราชครูมู่หรงผู้ยิ่งใหญ่ บัดนี้พลังลมปราณของท่านถูกผลาญจนหมดสิ้นจากการช่วย “ยัยตัวแสบ” คนนั้นไปมิใช่หรือ? สภาพของท่านในตอนนี้ ไม่ต่างอะไรกับลูกแกะที่รอวันเชือดหรอกนะ”
ฉับพลันนั้น ประกายแสงสีทองวาววับก็พุ่งแหวกอากาศเข้ามาปะทะกับปลายกระบี่สีนิลอย่างจังจนเกิดประกายไฟสارتวับ!
“บังอาจนัก! เจ้าเงาโสมm หน้าตัวเมีย บังجอาจมากล้าขู่ขวัญเจ้านายของข้า อาหลินผู้ยิ่งใหญ่จะควักลูกตาเจ้าออกมาต้มกินเสียเดี๋ยวนี้!” เสียงแหลมเล็กแต่เปี่ยมด้วยความเกรี้ยวกราดดังขึ้น พร้อมกับร่างขนปุกปุยสีขาวราวหิมะที่พุ่งกระโจนเข้าใส่ใบหน้าของมือสังหารชุดดำอย่างไม่กลัวตาย
ความชุลมุนวุ่นวายเบื้องหน้าไม่ได้เข้าโสตประสาทของหลินเยว่ฉีแม้แต่น้อย ร่างบางของศิษย์สาวจอมแก่นนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นหญ้าที่ชุ่มไปด้วยหยาดน้ำค้าง ดวงตาสีพฤกษ์ที่เคยเป็นประกายระยิบระยับด้วยความเจ้าเล่ห์ บัดนี้ปิดสนิทสนิท ลมหายใจแผ่วเบาราวกับสายลมที่ใกล้จะมอดดับ ร่างกายของนางเย็นเฉียบจนน่าใจหาย ผลกระทบจากการฝืนใช้พลังวิญญาณบรรพกาลเกินขีดจำกัดในศึกก่อนหน้านี้ ทำให้เส้นชีพจรทั่วร่างของนางแตกซ่าน และนั่นคือกุญแจสำคัญที่ทำให้นาง “หลับใหล” ไม่ยอมตื่นขึ้นมาเลยตลอดหลายวันที่ผ่านมา
เวลาผ่านไปกี่วันแล้วนะ... สำหรับมู่หรงเฟย มันช่างยาวนานราวกับผ่านไปนับรบกวน
ภายในห้องพักส่วนตัวที่เงียบสงบ กลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรจีนลอยอวลไปทั่วบรรยากาศ แสงจันทร์สีนวลสาดส่องผ่านหน้าต่างกระดาษสาเข้ามาตกกระทบ1ใบหน้าที่ซีดเซียวไร้เลือดฝาดของเยว่ฉี
มู่หรงเฟย นั่งนิ่งอยู่ข้างเตียงมาเนิ่นนาน มือหนาที่มักจะถือพู่กันสะบัดฎีกาสั่งการทั่วแผ่นดิน บัดนี้กลับสั่นเทาเล็กน้อยขณะเอื้อมไปกุมมือเรียวบางที่เย็นเยียบของนางเอาไว้แนบแน่น ดวงตาที่เคยราบเรียบดั่งน้ำนิ่งในบึงลึก บัดนี้กลับฉายแววความเจ็บปวดและความกังวลที่ถูกเก็บกดไว้ภายใต้ความเงียบงันอย่างมิดชิด
“เจ้าเด็กโง่... เจ้าสัญญาแล้วมิใช่หรือว่าจะคอยก่อกวนชีวิตอันน่าเบื่อของข้าไปให้ตลอดรอดฝั่ง เหตุใดตอนนี้จึงนอนนิ่งเป็นศิษย์ไร้สำนึกเช่นนี้เล่า” เสียงทุ้มแหบพร่าเอמהกระซิบแผ่วเบาข้างหูของคนบนเตียง ราวกับกลัวว่าหากพูดดังเกินไปจะทำให้นางตื่นตระหนก... หรือในทางกลับกัน กลัวว่านางจะไม่ได้ยินเสียงของเขาจริงๆ
ที่มุมห้อง อาหลินนั่งกอดอกทำหน้าหงิกงอ ขนฟูฟ่องลู่ลงด้วยความเศร้าสร้อย เจ้าตัวน้อยส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ “ฮึ่ย! ถ้ารู้ว่าฝืนใช้พลังแล้วจะกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราเช่นนี้ อาหลินจะยอมให้ยัยนี่ต้มยาขมๆ ให้กินทุกวันไม่ให้ขาดเลยคอยดูสิ! ท่านราชครู... นางจะ... นางจะไม่เป็นอะไรใช่ไหมขอรับ?” ประโยคหลังน้ำเสียงของสัตว์เลี้ยงตัวน้อยสั่นเครือจนแทบฟังไม่เป็นศัพท์
มู่หรงเฟยไม่ตอบคำถาม สายตายังคงจ้องมองใบหน้ายามหลับใหลของเยว่ฉีไม่วางตา ความรู้สึกผิดตีตื้นขึ้นมาในอกจนจุกแน่น หากในวันนั้น... เขามีความสามารถมากกว่านี้ หากเขาไม่ต้องรอให้นางต้องเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องเขาจากเงื้อมมือขององค์ชายสามและมือสังหารพวกนั้น นางก็คงไม่ต้องมานอนทนทุกข์ทรมานอยู่ตรงนี้
เขาคือนักปราชญ์ผู้รอบรู้ คือราชครูผู้กุมอำนาจครึ่งราชสำนัก แต่กลับปกป้องคนที่ตนเองปรารถนาจะปกป้องไว้ไม่ได้แม้แต่คนเดียว ช่างน่าขันสิ้นดี!
ทันใดนั้นเอง นิ้วเรียวเล็กของหลินเยว่ฉีที่เขาจับไว้ก็เกิดอาการกระตุกเบาๆ อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย!
มู่หรงเฟยชะงักกายทันที ลมหายใจของเขาแทบจะหยุดชะงัก ดวงตาคมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตื่นตะลึง
“เยว่ฉี!” เขาเรียกชื่อนางเสียงพร่า
เปลือกตาบางที่ปิดสนิทมาหลายวันค่อยๆ ขยับไหว ขนตางอนงามแพยาวทาบลงบนโหนกแก้มขาวซีด ก่อนที่ดวงตาสีพฤกษ์คู่สวยจะค่อยๆ ปรือเปิดขึ้นอย่างช้าๆ แสงสว่างภายในห้องทำให้ingต้องหยีตาลงเล็กน้อยเพื่อปรับโฟกัส
เยว่ฉีรู้สึกราวกับว่าร่างทั้งร่างถูกหินผาน้ำหนักพันชั่งทับถม สมองมึนงงราวกับล่องลอยอยู่ในความฝันอันยาวนาน รสชาติขมปร่าติดอยู่ที่ปลายลิ้น นางกระพริบตาปริบๆ สองสามครั้ง ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบห้องด้วยความงุนงง และภาพแรกที่สะท้อนเข้ามาในคลองดวงตาก็คือ ใบหน้าอันหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยร่องรอยความอ่อนล้า แต่กลับฉายแววความโล่งใจอย่างสุดซึ้งของผู้ชายคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “ราชครูผู้เย็นชา”
“อ๊ะ... อาจารย์?” เสียงของเยว่ฉีแหบแห้งราวกระดาษทรายถูกับทราย “ท่าน... มานั่งทำหน้าเป็นยักษ์เฝ้าหลุมศพอะไรตรงนี้เล่า หน้าตาดูไม่ได้เลยนะเจ้าคะ... อูย... เจ็บชะมัด...” นางพยายามจะขยับตัวลุกขึ้นนั่ง แต่ความเจ็บปวดแปลบปลาศที่แล่นริ้วไปทั่วเส้นชีพจรทำให้ต้องนิหน้าด้วยความเจ็บปวด
“อย่าขยับ!” มู่หรงเฟยรีบกดไหล่บางให้นอนลงอย่างนุ่มนวล น้ำเสียงของเขาดุแกมเอ็ดเบาๆ แต่แฝงความห่วงใยจนปิดไม่มิด “นอนนิ่งๆ เจ้าเพิ่งจะฟื้นจากการหลับใหลไปเจ็ดวันเต็ม รู้ตัวบ้างหรือไม่ว่าเจ้าทำเรื่องบุ่มบ่ามอะไรลงไป!”
“เจ็ด... เจ็ดวันเลยหรือเจ้าคะ?” เยว่ฉีเบิกตากว้างอย่างตกใจ นี่นางนอนกินบ้านกินเมืองไปตั้งหนึ่งสัปดาห์เชียวหรือ? แล้วภารกิจปราบคนชั่วล่ะ? แล้วองค์ชายสามล่ะ?
“ใช่ เจ้าหลับไปนานจนข้าเกือบจะสั่งให้คนเตรียมโลงศพมารออยู่แล้ว” เสียงทุ้มเอ่ยเย้าแหย่ แม้ใบหน้าจะพยายามทำขรึม แต่มุมปากกลับกระตุกขึ้นเล็กน้อยอย่างโล่งอก
“โຫ! อาจารย์ใจร้ายเกินไปแล้วนะเจ้าคะ ลูกศิษย์ป่วยการเมืองอยู่ทั้งคน ท่านยังจะแช่งให้ข้าตายอีกรึ!” เยว่ฉีทำแก้มป่องโดยอัตโนมัติ ความขี้เล่นและอาการปากดีเริ่มกลับคืนสู่ร่างเดิมอย่างรวดเร็ว แม้ใบจะยังซีดเซียวอยู่ก็ตามที
“เจ้าฟื้นขึ้นมาก็ต่อปากต่อคำเก่งกาจเช่นเดิม แสดงว่าอาการคงดีขึ้นมากแล้วสินะ” มู่หรงเฟยถอนหายใจยาวออกมาอย่างโล่งอก เขาเอื้อมมือไปหยิบถ้วยกระเบื้องเคลือบที่บรรจุน้ำอุ่นมาจ่อริมฝีปากของนาง “ดื่มน้ำเสียหน่อย เสียงของเจ้าแหบแห้งหมดแล้ว”
เยว่ฉีมองถ้วยน้ำสลับกับใบหน้าของราชครูหนุ่ม หัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง นางไม่เคยเห็นมู่หรงเฟยในโหมดอ่อนโยนและใส่ใจรายละเอียดถึงเพียงนี้มาก่อน ปกติแล้วเขาจะสั่งให้อาหลินหรือสาวใช้จัดการเรื่องพวกนี้ แต่วันนี้เขากลับลงมือปรนนิบัตินางด้วยตนเอง... หรือว่าวิญญาณท่านราชครูจะถูกสับเปลี่ยนไปแล้วตอนที่นางหลับ?
“มองหน้าข้าเช่นนี้ มีอะไรติดอยู่บนหน้าหรือไร?” มู่หรงเฟยเลิกคิ้วถามเมื่อเห็นสายตาซอกแซกของศิษย์สาว
“เปล่าเจ้าค่ะ... แค่รู้สึกว่า วันนี้อาจารย์ดู... หล่อเหลาและใจดีเป็นพิเศษ จนข้าคิดว่าตัวเองยังอยู่ในความฝันเสียอีก” นางแกล้งหยอกลอเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่าที่จู่ๆ ก็พุ่งพล่านขึ้นมาในอก
มู่หรงเฟยชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมกริบมองลึกเข้าไปในดวงตาสีพฤกษ์ของนาง ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะได้เอื้อnคำใดออกมาตอบโต้...
*ปัง!*
เสียงประตูห้องพักถูกถีบเปิดออกอย่างแรงจนกระแทกผนังเสียงดังสนั่นหวั่นไหว!
แรงลมกระโชกแรงพัดพาเอาฝุ่นผงและกลิ่นอายอันตรายที่คุ้นเคยเข้ามาภายในห้อง ร่างของใครคนหนึ่งก้าวเข้ามาอย่างเย่อหยิ่ง พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ชวนให้ขนหัวลุก
“ฮ่าๆๆๆ ดูท่าทางพวกเจ้าจะสวีทหวานชื่นกันจนลืมโลกไปเลยกระมัง น่าประทับใจเสียจริง... ราชครูมู่หรงผู้สูงส่ง!”
มู่หรงเฟยหันขวับไปมองที่ประตูทันที ดวงตาคมหรี่แคบลงด้วยความระแวกระวัง จิตสังหารระเบิดออกรอบตัวอีกครั้งเมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยแต่เต็มไปด้วยรอยยิ้มบิดเบี้ยวของแขกไม่ได้รับเชิญ
ในขณะที่เยว่ฉีเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เมื่อเห็นร่างของบุรุษในชุดคลุมหรูหราก้าวเข้ามาพร้อมกับกระบี่ที่เปื้อนคราบเลือดสดๆ... องค์ชายสาม!
“หึ... เจ้าคิดว่าหลบมาอยู่ที่นี่แล้วจะปลอดภัยจากข้าอย่างนั้นหรือ หลินเยว่ฉี... ส่ง ‘ตำนานโอสถบรรพกาล’ มาให้ข้าเสียดีๆ มิฉะนั้น วันนี้... ศิษย์กับอาจารย์คู่นี้จะได้ตายตกตามกันไปพร้อมๆ กันอย่างแน่นอน!”
--------------------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ที่น่ารักทุกท่านที่อยู่เคียงข้างและเป็นกำลังใจให้เยว่ฉีกับท่านราชครูมาโดยตลอดนะคะ!
ศิษย์สาวตัวป่วนกับราชครูหนุ่มผู้เย็นชา•ตอนที่ 46
ผลกระทบหลังใช้พลัง
ผลงานโดย เสี่ยวเถาฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสี่ยวเถาฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์สาวตัวป่วนกับราชครูหนุ่มผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!