"หากเจ้ายังขยับตัวทำเสียงดังกุกกักเช่นนี้ ข้าจะโยนเจ้าออกไปนอกกระโจมเสีย เดี๋ยวนี้!"
น้ำเสียงเย็นเยียบดุจน้ำแข็งขั้วโลกของมู่หรงเฟยดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิด หลินเยว่ฉีนิ่งค้างไปในท่าพยายามจะดึงชายผ้าห่มที่ถูกจอมราชครูตวัดไปพันรอบตัวเขาจนหมดสิ้น นางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ในความมืด พยายามระงับอารมณ์ที่อยากจะกระโดดเข้าไปเหยียบหน้าคนที่นอนนิ่งสงบราวกับรูปปั้นหินนั่น
"ท่านราชครูคะ นี่มันคือค่ายทหาร ไม่ใช่ห้องสมุดในวังหลวง ท่านจะให้ศิษย์นอนบนพื้นดินแข็งๆ ที่มีแต่ฝุ่นคละคลุ้งเช่นนี้จริงๆ หรือเจ้าคะ?" เยว่ฉีเอ่ยถาม เสียงของนางสั่นพร่าด้วยความอดกลั้นและหิวโหย
"หน้าที่ของทหารคือการอยู่รอดในทุกสภาพแวดล้อม หากเจ้าทนไม่ได้ ก็จงกลับไปเสียตั้งแต่ตอนนี้" มู่หรงเฟยพลิกตัวหันหลังให้ ทิ้งแผ่นหลังกว้างที่ดูห่างเหินไว้เบื้องหน้าศิษย์สาว
เยว่ฉีแค่นหัวเราะในลำคอ นางรู้ดีว่าเขาไม่ได้ต้องการไล่นางจริงๆ แต่ความเย็นชาของเขาก็เปรียบเสมือนกำแพงน้ำแข็งที่นางพยายามปีนป่ายมาตลอดหลายเดือน นางกอดอกตัวเองไว้แน่น ความหนาวเหน็บยามค่ำคืนในค่ายทหารชายแดนนั้นไม่ได้ร้ายแรงเท่าความโดดเดี่ยวที่นางแบกรับมาตลอดทาง อาหลิน—เจ้าสัตว์เลี้ยงตัวจ้อยที่บัดนี้หมอบนิ่งอยู่ข้างหมอนนาง—ขยับตัวมาใกล้แล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงแหลมเล็กที่ได้ยินกันเพียงสองคน
*‘เจ้ามนุษย์หน้าตายผู้นี้น่ะหรือที่เจ้าถวิลหา? จิตใจเขาก็เหมือนหินผา ต่อให้เจ้าทำดีจนตาย เขาก็ไม่รับรู้หรอกนะเยว่ฉี’*
เยว่ฉีเมินคำค่อนขอดของอาหลิน นางค่อยๆ ยันกายลุกขึ้น นั่งกอดเข่ามองเงาร่างของชายหนุ่มที่นอนนิ่งสนิท แม้จะโกรธเคือง แต่ลึกๆ ในใจนางกลับรู้สึกนับถือความอดทนของเขา ราชครูผู้สูงศักดิ์ยอมทิ้งความสุขสบายมาตกระกำลำบากในที่แห่งนี้เพียงเพื่อตรวจสอบเสบียงกรังที่ถูกยักยอกไป ส่วนนาง... นางแค่ไม่อยากห่างจากเขา
รุ่งเช้าวันต่อมา กลิ่นโคลนและกลิ่นคาวเลือดจางๆ จากสนามฝึกทำให้เยว่ฉีต้องรีบดึงผ้าปิดจมูก นางไม่ได้มาที่นี่เพื่อเป็นคุณหนูสำอาง นางหยิบห่อสมุนไพรที่เก็บได้จากเนินเขาหลังค่ายออกมาวางเรียงบนโต๊ะไม้ผุๆ มือเรียวบางที่เคยจับพู่กันเขียนอักษร บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบดินจากการขุดรากไม้
"นั่นเจ้าทำอะไร?" เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นที่หน้ากระโจม
เยว่ฉีเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มซุกซนปรากฏบนใบหน้าที่เปื้อนฝุ่น "ปรุงยาสมานแผลให้พวกทหารไงเจ้าคะ ท่านราชครู ท่านไม่เห็นหรือว่าพวกเขาทรมานเพียงใดจากการฝึกที่หนักหน่วงเกินกว่าร่างกายจะรับไหว"
มู่หรงเฟยเดินเข้ามาใกล้ กวาดสายตามองสมุนไพรที่ถูกคัดแยกอย่างเป็นระเบียบ แววตาของเขาไหววูบเพียงชั่วครู่ก่อนจะกลับไปนิ่งสนิทตามเดิม "เจ้าไม่มีหน้าที่ต้องทำเช่นนั้น"
"หน้าที่มีไว้ให้คนขี้เกียจทำเจ้าค่ะ แต่ศิษย์ผู้ซื่อสัตย์เช่นข้ามีไว้เพื่อช่วยงานท่าน" เยว่ฉีลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นตามตัวออกอย่างคล่องแคล่ว "วันนี้ข้าจะไปที่ห้องครัว จะไปดูว่ามีอะไรพอจะปรุงเป็นยาบำรุงกำลังให้ทหารได้บ้าง ท่านก็... อย่าหักโหมนักนะเจ้าคะ"
เยว่ฉีเดินออกมาจากกระโจมด้วยท่าทางฮึกเหิม ทว่าเมื่อเดินผ่านโถงทางเดินของค่าย นางกลับพบกับสายตาเหยียดหยามจากเหล่าทหารที่มองนางเป็นเพียงตัวภาระ และนั่นยังไม่เท่ากับเงาร่างของชายผู้หนึ่งที่ยืนรออยู่ตรงมุมมืดของโรงเก็บเสบียง
องค์ชายสาม...
เขายืนพิงเสาไม้ ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวจ้องมองมาที่นางด้วยรอยยิ้มที่ไม่น่าไว้วางใจ "แม่นางเยว่ฉี ช่างขยันขันแข็งเสียจริง แต่เจ้าคิดหรือว่าการรักษาทหารปลายแถวพวกนี้ จะทำให้เจ้ามีที่ยืนในใจของมู่หรงเฟยได้?"
เยว่ฉีชะงักฝีเท้า นางเชิดหน้าขึ้นสู้ "ข้าไม่ได้ทำเพื่อใคร แต่ทำเพื่อมโนธรรมของข้า องค์ชายต่างหากที่ควรจะเอาเวลาว่างไปคิดเรื่องเสบียงที่หายไป แทนที่จะมายืนดักหน้าสตรีในค่ายทหารเช่นนี้"
"มโนธรรมงั้นหรือ?" องค์ชายสามหัวเราะร่า ก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้จนเยว่ฉีต้องถอยหลังจนแผ่นหลังชนกับผนังไม้ที่เย็นเยียบ "เขารู้ตัวไหมล่ะ ว่าศิษย์รักของเขากำลังเล่นกับไฟ... และไฟที่ว่านี้กำลังจะเผาไหม้ค่ายทหารแห่งนี้ให้เป็นจุณในไม่ช้า"
องค์ชายสามโน้มตัวลงมากระซิบที่ข้างหูของนาง "คืนนี้ หากเจ้าอยากรู้ว่ามู่หรงเฟยปิดบังความลับอะไรไว้ที่ใต้หอตำราหลวง... จงมาหาข้าที่ท้ายค่าย อย่าให้เขาจับได้ล่ะ มิเช่นนั้น ความเชื่อใจที่เจ้ามีให้เขา จะกลายเป็นเพียงเศษธุลี"
เยว่ฉีรู้สึกหัวใจเต้นผิดจังหวะ นางพยายามผลักร่างสูงใหญ่ขององค์ชายสามออก แต่เขากลับกุมข้อมือนางไว้แน่น พลางมองไปทางกระโจมที่พักของมู่หรงเฟยด้วยสายตาอาฆาต
ในขณะที่เยว่ฉีกำลังจะอ้าปากโต้ตอบ ทันใดนั้น เสียงดาบชักออกจากฝักก็ดังขึ้นข้างหลังนางอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายสังหารอันคุ้นเคยแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ
"องค์ชายสาม ทรงลืมไปแล้วหรือว่าที่นี่คือเขตอำนาจการดูแลของข้า" เสียงมู่หรงเฟยเย็นยะเยือกจนน่าขนลุก เขายืนอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว ในมือถือกระบี่เล่มประจำกายที่ปลายคมชี้ตรงมาที่หัวใจขององค์ชายสาม
บรรยากาศรอบข้างเงียบสนิทลงในทันที เยว่ฉีมองสลับระหว่างชายหนุ่มทั้งสอง ความตึงเครียดพุ่งสูงขึ้นจนนางแทบจะหยุดหายใจ
ทว่า ในวินาทีนั้นเอง เสียงระฆังเตือนภัยดังลั่นจากหอสังเกตการณ์เหนือค่ายทหาร... เสียงที่เป็นสัญญาณของการรุกรานจากศัตรูที่ไม่คาดฝัน และสิ่งที่ทำให้เยว่ฉีต้องเบิกตากว้างคือเงาดำนับร้อยที่กำลังโอบล้อมค่ายทหารนี้จากทุกทิศทาง โดยที่มีธงสัญลักษณ์ของ 'กองทัพกบฏ' โบกสะบัดอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดงที่เปลี่ยนเป็นสีเลือด!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาที่แสนบีบคั้นของเยว่ฉีมาด้วยกันนะคะ เสี่ยวเถาฮวาสัญญาว่าจะรีบมาเฉลยความลับในตอนต่อไปค่ะ
ศิษย์สาวตัวป่วนกับราชครูหนุ่มผู้เย็นชา•ตอนที่ 38
ชีวิตที่ลำบากกลางค่ายทหาร
ผลงานโดย เสี่ยวเถาฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสี่ยวเถาฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์สาวตัวป่วนกับราชครูหนุ่มผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!