“ข้าสั่งให้เจ้าหยุด! หลินเยว่ฉี เจ้าได้ยินที่ข้าพูดหรือไม่!”
เสียงตวาดกร้าวของมู่หรงเฟยดังก้องไปทั่วห้องโถงหินที่เย็นเยียบ เงาของเขาทาบทับร่างบอบบางที่กำลังสั่นเทาอยู่บนพื้น เยว่ฉีกัดริมฝีปากจนห้อเลือด ดวงตาคู่สวยที่เคยเป็นประกายซุกซนบัดนี้พร่ามัวไปด้วยหยาดน้ำตาและพิษร้ายที่แล่นพล่านอยู่ในกาย
นางไม่ได้ตอบกลับ แต่กลับพยายามยันกายลุกขึ้นเพื่อหยิบขวดหยกในมือ กระบี่ที่เคยพกพาบัดนี้ตกหล่นอยู่ไกลออกไป เสื้อผ้าสีขาวเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดสีคล้ำ กลิ่นคาวเลือดผสมกับกลิ่นสมุนไพรจางๆ อบอวลอยู่ในอากาศชวนให้อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
“เจ้าจะดื้อรั้นไปเพื่ออะไร ในเมื่อทางรอดเดียวของเจ้าตอนนี้คือการละทิ้งปราณทั้งหมด!” ราชครูหนุ่มก้าวเท้าเข้ามาใกล้ ระยะห่างที่เคยมีช่องว่างของความสัมพันธ์ถูกทำลายลงจนหมดสิ้น มือหนาคว้าข้อมือของนางไว้แน่น สัมผัสที่เย็นเยียบของเขาทำให้เยว่ฉีสะดุ้งสุดตัว
“หากข้าไม่มีปราณ ข้าก็เป็นเพียงคนไร้ค่า... ท่านอาจารย์ ท่านจะให้ศิษย์คนนี้อยู่ไปโดยไร้หนทางปกป้องตัวเองได้อย่างไร” นางเค้นเสียงออกมาจากลำคอที่แห้งผาก
มู่หรงเฟยชะงัก สายตาที่เคยเรียบเฉยดุจผืนน้ำนิ่งในยามนี้กลับไหววูบ เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง พยายามค้นหาเศษเสี้ยวของความเข้มแข็งที่นางพยายามฝืนไว้ ทั้งที่รู้ดีว่าภายในเส้นชีพจรของนางกำลังถูกทำลายลงทีละน้อยจากพิษที่องค์ชายสามวางไว้ในงานเลี้ยงเมื่อคืน
“ไร้ค่าหรือ? สำหรับข้า... ชีวิตของเจ้าสำคัญกว่าคำนิยามเหล่านั้น!”
เขากระชากนางเข้ามาปะทะอกแกร่ง ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิบนพื้นหินที่เย็นเฉียบ มือข้างหนึ่งประคองแผ่นหลังของนางไว้ มั่นคงและหนักแน่น “นั่งลง หลับตาเสีย อย่าขัดขืน... หากเจ้ายังไม่อยากเห็นข้าต้องแบกศพเจ้าไปฝังที่ท้ายจวน”
“ท่านจะทำอะไร...” เยว่ฉีถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า แม้จะรู้คำตอบอยู่เต็มอก แต่หัวใจของนางกลับเต้นรัวด้วยความตระหนก
“ถ่ายทอดปราณรักษา” เขาตอบสั้นๆ น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจที่ไม่อาจโต้แย้ง “พิษนี่ดื้อรั้นนัก หากไม่ใช้ปราณบริสุทธิ์ของข้าชะล้างเส้นชีพจรเสียตอนนี้ อีกหนึ่งก้านธูปเจ้าได้กลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนแน่”
ท่ามกลางความเงียบงันที่บีบคั้น มู่หรงเฟยเริ่มโคจรพลังปราณสายหนึ่งขึ้นมา แสงสีทองอ่อนๆ ปรากฏขึ้นรอบปลายนิ้วของเขา ก่อนจะค่อยๆ ถ่ายทอดผ่านฝ่ามือเข้าสู่กลางหลังของเยว่ฉี ความร้อนผ่าวไหลผ่านร่างกายของนางราวกับกระแสธารที่ไหลบ่าเข้าสู่พื้นที่แห้งแล้ง แต่ละหยดหยาดของพลังนั้นคือการลดทอนอายุขัยของราชครูผู้สูงศักดิ์
เยว่ฉีรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ทวีคูณขึ้นราวกับมีเข็มพันเล่มทิ่มแทง แต่ในขณะเดียวกัน ความอบอุ่นจากฝ่ามือของมู่หรงเฟยกลับทำให้นางรู้สึกปลอดภัยอย่างน่าประหลาด นางหันไปมองใบหน้าที่มักจะดูเคร่งขรึมและหยิ่งผยอง บัดนี้เหงื่อกาฬผุดพรายเต็มหน้าผาก คิ้วเข้มขมวดมุ่นด้วยความอดทน
“ท่านอาจารย์... พอได้แล้ว” นางพึมพำ เมื่อสัมผัสได้ว่าไอเย็นจากตัวเขาเริ่มจางหายไปแทนที่ด้วยความอ่อนแรง
“หุบปาก” เขาตวาดเบาๆ แต่สัมผัสที่ไหล่กลับอ่อนโยนขึ้น “เจ้ามันเด็กโง่... รู้ทั้งรู้ว่าองค์ชายสามเป็นงูพิษ เหตุใดถึงยังรับจอกสุรานั้นมาดื่ม?”
“เพราะข้าไม่อยากให้ท่านต้องผิดใจกับเขาก่อนเวลาอันควร...” เยว่ฉีตอบเสียงอ้อมแอ้ม “หากข้าขัดขืน เกรงว่าเรื่องจะบานปลาย และท่านจะเสียชื่อเสียงที่อุตส่าห์รักษามานาน”
มู่หรงเฟยแค่นยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่งและดูเศร้าสร้อยอย่างบอกไม่ถูก “ชื่อเสียงข้ามีค่าเทียบกับเจ้าได้ที่ไหน... หลินเยว่ฉี เจ้าช่างประเมินค่าตัวเองต่ำเกินไป หรือไม่ก็ประเมินข้าสูงเกินไป”
ทันใดนั้น ลมปราณที่กำลังไหลเวียนอยู่ก็สะดุดกึก มู่หรงเฟยกระอักเลือดออกมาคำโต กระเซ็นลงบนพื้นหินจนเป็นรอยสีแดงฉาน ความผิดปกติของกระแสพลังในตัวเขาทำให้เยว่ฉีเบิกตากว้าง
“ท่านอาจารย์!” นางพยายามจะขยับตัว แต่แรงปราณของเขายังคงกดทับไว้อย่างแน่นหนา
“อย่าขยับ!” เขาตะคอกอีกครั้ง พลางฝืนโคจรพลังต่อ ร่างกายของมู่หรงเฟยเริ่มสั่นเทา พลังปราณที่เคยควบคุมได้ดั่งใจกลับปั่นป่วนเพราะพิษที่ถูกดึงออกมาจากร่างของเยว่ฉีเริ่มกัดกินตัวเขาแทน
ในจังหวะที่ทุกอย่างกำลังอยู่ในขั้นวิกฤต บานประตูห้องโถงลับที่ปิดสนิทก็ถูกผลักออกด้วยพลังมหาศาล เสียงฝีเท้าหนักแน่นของคนกลุ่มหนึ่งย่างกรายเข้ามา พร้อมกับกลิ่นอายสังหารที่คุกคาม มู่หรงเฟยลืมตาขึ้นทันที สายตาของเขาเปลี่ยนจากความอ่อนแรงเป็นคมกริบดุจใบมีด
เยว่ฉีหันไปมองตามทิศทางนั้น หัวใจของนางกระตุกวูบเมื่อเห็นชายในชุดสีน้ำเงินเข้มปักลายมังกรห้าเล็บก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มที่ดูอย่างไรก็ไม่น่าไว้วางใจ
“โอ้... ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจยิ่งนัก ราชครูผู้สูงส่งยอมเสียสละตนเองเพื่อศิษย์ตัวน้อยเพียงคนเดียว” องค์ชายสามกล่าวพลางหัวเราะร่า ก่อนจะกวาดสายตามองคนทั้งคู่ด้วยแววตาเหยียดหยาม “แต่น่าเสียดาย... ที่ความเมตตาของท่านในวันนี้ จะกลายเป็นจุดจบของท่านตลอดกาล”
เขาสะบัดมือเบาๆ ทหารองครักษ์นับสิบคนพุ่งตัวเข้ามาล้อมรอบทั้งคู่ไว้ในทันที มู่หรงเฟยยังคงนั่งอยู่กับที่ พลังปราณในร่างเขากำลังสั่นคลอนจากการถ่ายทอดเมื่อครู่ เยว่ฉีพยายามหยิบเข็มพิษที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ แต่ความอ่อนแรงจากอาการป่วยทำให้มือของนางสั่นจนแทบจะหยิบอะไรไม่ได้
มู่หรงเฟยขยับตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้จะดูอ่อนล้าแต่เขากลับแผ่รังสีอำนาจที่ทำให้เหล่าทหารไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้ามา เขากระซิบข้างหูของเยว่ฉีด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบกว่าน้ำแข็ง
“เมื่อข้าเริ่มเคลื่อนไหว... จงหนีไปให้ไกลที่สุด อย่าหันกลับมามอง ไม่ว่าเจ้าจะได้ยินเสียงอะไรก็ตาม”
เยว่ฉีเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “ไม่! ข้าไม่ทิ้งท่าน!”
“นี่ไม่ใช่คำขอร้อง... แต่เป็นคำสั่งสุดท้ายของอาจารย์เจ้า” มู่หรงเฟยเอื้อมมือไปคว้าด้ามกระบี่ที่ตกอยู่บนพื้น แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นเด็ดขาดดุจเทพสงครามที่พร้อมจะแลกทุกอย่างเพื่อรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับศิษย์สาวเพียงคนเดียว
ท่ามกลางเสียงหัวเราะขององค์ชายสามที่ดังก้อง มู่หรงเฟยก็ตวัดกระบี่ขึ้นฟ้า แสงจากกระบี่สะท้อนเข้าตาเหล่านักฆ่าในชั่วพริบตาเดียว!
เสี่ยวเถาฮวาขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านวินาทีเฉียดตายไปพร้อมกับเยว่ฉีและท่านราชครูนะคะ แล้วมาลุ้นกันต่อในตอนหน้าค่ะ!
ศิษย์สาวตัวป่วนกับราชครูหนุ่มผู้เย็นชา•ตอนที่ 22
การตัดสินใจของราชครู
ผลงานโดย เสี่ยวเถาฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสี่ยวเถาฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์สาวตัวป่วนกับราชครูหนุ่มผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!