คมดาบสีนิลนับสิบเล่มสะท้อนแสงจันทร์ครึ่งเสี้ยวจนเกิดเป็นประกายระยิบระยับดั่งเกล็ดปลาในความมืดมิด องค์ชายสามแย้มสรวลเหี้ยมเกรียม แผ่นหยกในมือของเขายังคงสั่นระริกและปล่อยไอพลังสีม่วงจางๆ ออกมา ซึ่งเข้ากันได้อย่างพอดิบพอดีกับรอยประทับรูปดอกบัวเหมันต์ที่ต้นคอของมู่หรงเฟย ราชครูหนุ่มเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง แววตาที่เคยราบเรียบดั่งผืนน้ำไร้ระลอกคลื่น บัดนี้กลับไหววับด้วยประกายแห่งความโกรธเกรี้ยวและ... ความลับที่ถูกเปิดโปง
"ไม่นึกเลยว่าราชครูผู้ทรงคุณธรรมแห่งต้าฉี จะเป็นผู้กุมความลับของราชวงศ์แคว้นหลีเอาไว้เสียเอง"
เสียงทุ้มต่ำขององค์ชายสามเย้ยหยัน พลางกวาดสายตาคมกริบมายังร่างของหลินเยว่ฉีที่ยืนบังอยู่เบื้องหน้ามู่หรงเฟยด้วยความตกตะลึง
"องค์ชายสาม! พระองค์ทรงเล่นตลกอันใดกัน!" เยว่ฉีตะโกนแทรกขึ้นมา เสียงของนางสั่นเล็กน้อยแต่ยังคงความดื้อรั้น มือเล็กๆ กำด้ามกระบี่ไม้พะยุงแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด "ปล่อยพวกเราไปเสีย มิฉะนั้น..."
"มิฉะนั้นอันใดหรือ แม่นางหลิน?" องค์ชายสามหัวเราะในลำคอ ดวงตาเจ้าเล่ห์ทอดมองนาฏศิลป์แห่งความเป็นความตายด้วยความสนุกสนาน "เจ้าคิดว่าเด็กกะโหลกะลาอย่างเจ้า จะปกป้อง 'ปีศาจ' ที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังความยุติธรรมของแผ่นดินนี้ได้จริงๆ หรือ? ถามเขาสิ... ถามราชครูผู้สูงส่งของเจ้าดูสิว่า รอยประทับบนคอของเขานั้น... แลกมาด้วยชีวิตของคนสกุลมู่ทั้งตระกูลกี่ชีวิต!"
เยว่ฉีเบิกตากว้าง นางหันขวับไปมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลัง ร่างสูงโปร่งของมู่หรงเฟยสั่นเทาน้อยๆ ลมหายใจของเขาติดขัด ดวงตาคู่นคมที่เคยทอดมองนางด้วยความดุดุนุ่มนวลเสมอ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดร้าวลึกที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน
"ท่านอาจารย์..." นางเอ่ยเสียงแผ่วเบา หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบ
"เยว่ฉี... ถอยไป" มู่หรงเฟยเอ่ยเสียงแหบพร่า มือหนาเอื้อมมาจับเรียวแขนของนางไว้แน่น แรงบีบนั้นสะท้อนถึงความหวาดกลัวที่เขาพยายามปิด The
ซูมมม!
ยังไม่ทันที่มู่หรงเฟยจะได้อธิบายอันใด ท้องฟ้าที่เคยไร้เมฆาแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทชั่วพริบตา สายลมกรรโชกแรงพัดกระหน่ำจนต้นไม้ใหญ่โยก20องศา เมฆฝนทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วดั่งภูตผีอาละวาด และเพียงอัศดงเดียวกระหน่ำลงมา สายฟ้าฟาดผ่าลงมากลางวงล้อมของนักฆ่าชุดดำจนเกิดประกายไฟสว่างวาบไปทั่วผืนป่า!
"พายุทมิฬ... หุบเขาอสูรคลั่ง!" อาหลินที่ซ่อนอยู่ในอกเสื้อของเยว่ฉีส่งเสียงร้องแหลมด้วยความตื่นตระหนก "เยว่ฉี รีบหนีเร็ว! พายุนี้ไม่ธรรมดา มันคืออาคมธรรมชาติ!"
ความชุลมุนบังเกิดในพริบตา เมื่อกระแสลมหมุนวนขนาดมหึมาพัดพาเอาฝุ่นผง เศษใบไม้ และกิ่งไม้หนาให้กลายเป็นพายุย่อยๆ บดบังวิสัยทัศน์จนมองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้ว องค์ชายสามคำรามลั่นด้วยความขัดเคืองเมื่อร่างของมู่หรงเฟยและเยว่ฉีถูกกระแสลมซัดกระเด็นตกลงไปในรอยแยกของหน้าผาเบื้องล่าง!
"ท่านอาจารย์—!"
เสียงกรีดร้องของเยว่ฉีขาดหายไปในสายลม ร่างทั้งสองร่วงหล่นลงสู่ความมืดมิด ก่อนที่สติของนางจะดับวับไปพร้อมกับเสียงคำรามก้องของฟ้าฝน
***
ความเงียบงันและกลิ่นอับชื้นของดินชุ่มฝนคือสิ่งแรกที่ปลุกสติของหลินเยว่ฉี
นางพยายามกะพริบตาปรับโฟกัสในความมืดมิด รอบกายมีเพียงเสียงหยดน้ำที่ดัง 'ติ๋ด... ติ๋ด...' เป็นจังหวะสม่ำเสมอ แผ่นหลังแนบชิดอยู่กับผนังหินเย็นเฉียบ ทว่า... รอบตัวนางกลับไม่ได้หนาวเหน็บอย่างที่ควรจะเป็น กลับมีไออุ่นแปลกประหลาดแผ่ซ่านมาจากร่างที่อยู่ใกล้ชิดกันจนแทบไม่เหลือช่องว่าง
"อ๊ะ..." เยว่ฉีส่งเสียงประหลาดใจเมื่อขยับตัว แล้วพบว่าแขนข้างหนึ่งของนางกำลังพาดอยู่บนแผงอกกว้างของใครบางคน
"อย่าขยับ..."
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นเหนือศีรษะ แหบพร่าและเจือความเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด มู่หรงเฟยกำลังนอนพิงผนังถ้ำโดยมีร่างของนางเกยทับอยู่ครึ่งหนึ่ง มือข้างหนึ่งของเขาโอบเอวบางของนางไว้หลวมๆ เพื่อป้องกันไม่ให้นางไถลลงไปกระแทกพื้นหินเปียกชื้นเบื้องล่าง
เยว่ฉีหน้าแดงซ่านจนร้อนผ่าว แม้ในความมืดนางก็รู้ว่าใบหน้าของตนเองคงแดงก่ำราวกับผลอิงเถา นางรีบยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างเก้ๆ กังๆ จนเผลออุทานออกมาด้วยความเจ็บแปลบที่ข้อเท้า
"โอ๊ย..."
"ข้อเท้านางน่าจะพลิกตอนที่ร่วงลงมา" มู่หรงเฟยเอ่ยเรียบๆ พลางขยับตัวเล็กน้อย เสียงโซ่ตรวนหรือเสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ดังขึ้น เขาหยิบหินเรืองแสงที่พกติดตัวออกมาจุดประกายไฟสีส้มสลัวๆ ขึ้นมา เพื่อให้แสงสว่างรำไรภายในถ้ำแคบๆ แห่งนี้
แสงไฟวับแวมเผยให้เห็นสภาพของทั้งคู่ในยามนี้ มู่หรงเฟยมีรอยเปื้อนฝุ่นดินและคราบเลือดจางๆ ที่มุมปาก เส้นผมสีดำสนิทหลุดลุ่ยไม่เป็นระเบียบคลอเคลียอยู่ข้างแก้มสาก ทำให้ราชครูผู้เคร่งขรึมและเย็นชาผู้นี้ดู... ดึงดูดสายตาอย่างประหลาดจนเยว่ฉีเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
"มองอันใด?" มู่หรงเฟยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สายตาคมกราบมองสำรวจเนื้อตัวของนาง "บาดเจ็บตรงไหนอีกหรือไม่?"
"ข... ข้าไม่เป็นไรค่ะ" เยว่ฉีรีบสบัดหน้าหนี แสร้งทำเป็นสนใจหินเรืองแสงในมือเขา "แล้วที่นี่... ที่ไหนกัน ทำไมพายุถึงรุนแรงนัก"
"ถ้ำมืดหุบเขาอสูร... ทางออกถูกหินถล่มปิดตายจากพายุเมื่อครู่แล้ว" มู่หรงเฟยตอบเสียงเรียบ เขานั่งชันเข่าข้างหนึ่งขึ้น ปลดสายคาดเอวออกเพื่อนำผ้าสะอาดภายในมาพันแผลที่ต้นแขนของตนเอง ซึ่งถูกเศษหินบาดลึกจนเลือดซึมออกมาเปื้อนอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์
เยว่ฉีเห็นดังนั้น ความเป็นหมอยาและสัญชาตญาณความห่วงใยก็พุ่งพล่านขึ้นมาทันที นางลืมความเขินอายเมื่อครู่ไปจนหมดสิ้น คลานเข่าเข้าไปใกล้เขาโดยไม่ลังเล "ท่านอาจารย์! แผลฉีกขาดกว้างถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงไม่ยอมบอก!"
"ข้าไม่เป็นไร แผลแค่นี้..."
"อย่าดื้อค่ะ!" เยว่ฉีเสียงแข็งขึ้นโดยไม่รู้ตัว นางดึงมือเขาออกแล้วหยิบขวดหยกบรรจุผงสมานแผลจากถุงเฉียนคุนออกมาอย่างคล่องแคล่ว "นั่งนิ่งๆ ถ้ารักษาไม่ดี เดี๋ยวแผลติดเชื้อเน่าตายขึ้นมา ข้าไม่แบกท่านกลับสำนักหรอกนะบอกไว้ก่อน!"
มู่หรงเฟยชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาสนเท่ห์มองหญิงสาวตรงหน้า รอยยิ้มบางเบาที่หาดูได้ยากยิ่งปรากฏขึ้นที่มุมปากของราชครูหนุ่ม เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มีความเยียบเย็นหรือการเสแสร้งใดๆ มีเพียงความอ่อนโยนที่ซ่อนเร้นอยู่ลึกซึ้ง
"เจ้านี่นะ... ปากคอเราะร้ายเสียจริง ทั้งที่เมื่อครู่เพิ่งจะร้องไห้ขี้มูกโป่งตอนร่วงลงมา"
"ข้าไม่ได้ร้องไห้เสียหน่อย!" เยว่ฉีเถียงเสียงดัง ใบหน้างอง้ำจนแก้มป่อง นางกดผงยาลงบนแผลของเขาแรงกว่าปกติเล็กน้อยเป็นการแก้แค้น ทำให้มู่หรงเฟยส่งเสียงซี๊ดออกมาเบาๆ
"โอ๊ย... มือหนักนัก แม่นางน้อย"
"สมน้ำหน้าค่ะ" เยว่ฉีพึมพำ แต่ถึงกระนั้นเรียวมือเล็กๆ ก็ยังคงบรรจงพันผ้าพันแผลให้อย่างเบามือและทะนุถนอมที่สุด กลิ่นอายบุรุษจางๆ ผสมผสานกับกลิ่นฝนและกลิ่นสมุนไพรเฉพาะตัวของมู่หรงเฟยลอยเข้าจมูกของนาง ทำให้หัวใจดวงน้อยเริ่มเต้นผิดจังหวะอีกครั้ง บรรยากาศภายในถ้ำแคบๆ ที่มีเพียงแสงไฟสลัว เริ่มอบอวลไปด้วยความเงียบงันที่เต็มไปด้วยความหมาย
ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ลดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเยว่ฉีเงยหน้าขึ้นมา และพบว่าปลายจมูกของพวกเขาสัมผัสกันเกือบจะชิด
ดวงตากลมโตของเยว่ฉีเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ลมหายใจของมู่หรงเฟยอุ่นร้อนที่รินรดอยู่บนพวงแก้มทำให้นางสมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ ส่วนมู่หรงเฟยเองก็ชะงักค้าง แววตาคมกริบกวาดมองริมฝีปากอิ่มที่เผยอขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ ก่อนจะเลื่อนขึ้นสบตากับดวงตากลมโตคู่นั้น
ความรู้สึกบางอย่างที่ทั้งสองพยายามกดทับและหลบ 20 มาตลอด บัดนี้กำลังระเบิดออกราวกับลาวาใต้พื้นพิภพ
"เยว่ฉี..." เสียงของมู่หรงเฟยแหบพร่ากว่าเดิม ราวกับเสียงกระซิบที่ลอยมากับสายลม
นางไม่ได้ขยับหนี นางเพียงแต่... หลับตาลงช้าๆ ยอมจำนนต่อแรงดึงดูดอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกที
ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่ริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะแตะเข้าหากัน เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก็ดังขึ้นจากบริเวณผนังถ้ำด้านหลัง ซึ่งควรจะเป็นผนังทึบตัน!
ครืนนน—!
ผนังหินศิลาแลงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ก่อนที่กลไกบางอย่างจะทำงาน และเปิดออกเผยให้เห็นทางเดินลับที่ทอดยาวสู่ความมืด พร้อมกับเงาร่างของชายผู้หนึ่งในชุดคลุมสีทองปักลายมังกรห้าเล็บ ที่ก้าวออกมาพร้อมรอยยิ้มเยียบเย็น
"ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง..."
เสียงหัวเราะเยาะหยันขององค์ชายสามดังขึ้นก้องถ้ำมืด พร้อมกับปลายกระบี่อาบยาพิษที่จ่อตรงมาที่ลำคอของมู่หรงเฟยอย่างแม่นยำ!
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและหัวใจเต้นไปพร้อมกับความป่วนและละมุนของศิษย์สาวกับราชครูหนุ่มในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าด้วยความตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิมนะคะ!
ศิษย์สาวตัวป่วนกับราชครูหนุ่มผู้เย็นชา•ตอนที่ 10
ความใกล้ชิดในถ้ำมืด
ผลงานโดย เสี่ยวเถาฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสี่ยวเถาฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์สาวตัวป่วนกับราชครูหนุ่มผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!