"หากเจ้ายับยั้งสติสักนิด อาหลิน... เจ้าจิ้งจอกปากเสียตัวนี้คงไม่ต้องมานอนรอความตายอยู่ตรงนี้หรอกกระมัง!"
น้ำเสียงที่หลุดลอดออกมาจากริมฝีปากบางเฉียบของหลินเยว่ฉีสั่นเครือจนแทบขาดห้วง สองมือเรียวเล็กที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโลหิตสีดำคล้ำกำลังกดลงบนบาดแผลลึกบริเวณอกข้างซ้ายของสัตว์เทพคู่ใจอย่างสุดกำลัง กลิ่นอายความตายลอยคละคลุ้งปะปนไปกับกลิ่นฉุนกึกของสมุนไพรชั้นเลิศที่นางควานหามาจากก้นหีบอย่างลนลาน รอบกายของพวกนางในยามนี้หาใช่ค่ายพักแรมอันสงบเงียบดังเช่นทุกค่ำคืนที่ผ่านมา หากแต่เป็นดินแดนมรณะที่ถูกความเงียบงันและไอหมอกพิษสีม่วงจางๆ เข้าปกคลุมจนแทบมองไม่เห็นทางเบื้องหน้า
ปมปริศนาจากเหตุการณ์ลอบวางยาพิษเมื่อราตรีกาลก่อนยังไม่ทันได้รับการคลี่คลาย เหตุการณ์ไม่คาดฝันระลอกใหม่ก็โถมซัดเข้ามาประหนึ่งคลื่นใต้น้ำที่พร้อมจะกลืนกินลมหายใจของทุกคนในค่ายให้ดับดิ้นไปพร้อมกันในพริบตา
"มนุษย์... มนุษย์โง่เง่า..." เสียงแหบพร่าของอาหลินเล็ดลอดออกมาจากไรฟัน ดวงตาสีเพลิงที่เคยทอประกายหยิ่งผยองบัดนี้หม่นแสงลงจนน่าใจหาย ขนสีขาวบริสุทธิ์ถูกย้อมด้วยโลหิตจนกลายเป็นสีแดงชาด มันพยายามจะยกอุ้งเท้าขึ้นมาผลักไสร่างบางที่กำลังร่ำไห้ปริ่มขาดใจ แต่มี่ยวแรงอันน้อยนิดนั้นกลับทำให้เยว่ฉีรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบอัดจนแหลกสลาย
"อย่าพูดมากนะเจ้าคะ! ข้าบอกให้เจ้าหุบปากแล้วนอนนิ่งๆ!" เยว่ฉีตวาดเสียงเครือ หยาดน้ำตาเม็ดโตไหลร่วงหล่นกระทบลงบนขนเปียกโชกของมันอย่างห้ามไม่อยู่ รอยยิ้มจอมปลอมและท่าทีร่าเริงที่นางมักใช้กลบเกลื่อนความโดดเดี่ยวในใจมาตลอด บัดนี้ได้พังทลายลงจนไม่เหลือชิ้นดี ความหวาดกลัวที่เกาะกุมขั้วหัวใจทำให้ปลายนิ้วของนางเย็นเฉียบยิ่งกว่าน้ำค้างแข็ง
ทันใดนั้นเอง ประตูผ้าใบของกระโจมใหญ่ก็ถูกกระชากเปิดออกด้วยแรงมหาศาล สายลมเย็นเยียบยามดึกพัดโหมกระหน่ำจนเปลวไฟในตะเกียงไหววับเกือบดับมอด ร่างสูงโปร่งของมู่หรงเฟยในชุดคลุมสีเข้มก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าที่มั่นคง ทว่าแววตาคู่คมที่มักจะเรียบเฉยและเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี กลับไหววับด้วยระลอกคลื่นแห่งความตื่นตระหนกที่ยากจะพบเห็น
ราชครูหนุ่มกวาดสายตาสำรวจสภาพความเสียหายภายในกระโจมเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่ร่างสูงจะก้าวเข้าประชิดตัวหลินเยว่ฉีอย่างรวดเร็วราวกับภาพลวงตา
"ถอยไป เยว่ฉี" น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นอย่างเด็ดขาด แต่มันกลับแฝงไปด้วยความสั่นพร่าเจือจางที่แม้แต่เจ้าตัวก็ไม่อาจซ่อนเร้น มู่หรงเฟยทรุดกายลงคุกเข่าข้างหนึ่งบนพื้นดินชื้นแฉะ ไม่สนว่าอาภรณ์ราคาแพงจะเปื้อนคราบโคลนหรือโลหิตสีดำแม้แต่น้อย มือหนาที่ผ่านการถือกระบี่ปลิดชีพคนมานักต่อนักยื่นเข้ามาทาบลงบนข้อมือเรียวของนาง เพื่อถ่าย
"ท่านราชครู... พิษนี่มัน... มันไม่ใช่พิษธรรมดาเจ้าค่ะ!" เยว่ฉีเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาคู่งามที่เต็มไปด้วยความหวังและหยาดน้ำตาทำให้หัวใจของมู่หรงเฟยกระตุกวูบอย่างรุนแรง "ชีพจรของอาหลินกำลังถูกกัดกร่อน... หากอีกหนึ่งเค่อข้างหน้าพลังปราณต้านพิษไม่ไหลเวียนกลับมาเก้าส่วน แม้แต่เซียนเทพก็ไม่อาจยื้อชีวิตมันไว้ได้!"
มู่หรงเฟยไม่กล่าวคำใดตอบรับ ดวงตาคมกริบกวาดมองบาดแผลของสัตว์เทพอย่างใช้ความคิด สติปัญญาและความสุขุมรอบคอบที่ถูกฝึกฝนมาทั้งชีวิตถูกนำมาประมวลผลอย่างรวดเร็ว เขารู้ดีว่าเหตุการณ์ความวุ่นวายในค่ายคืนนี้หาใช่เรื่องบังเอิญ ลูกธอาบยาพิษที่พุ่งตรงเข้ามาหมายปลิดชีพออาหลินเมื่อครู่ ถูกยิงมาจากทิศทางของค่ายพักแรมฝ่ายใน—ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามที่มีเพียงคนสนิทขององค์ชายสามเท่านั้นที่ล่วงล้ำเข้าไปได้
หมายความว่า... มีหนอนบ่อนไส้อยู่ในกลุ่มของพวกเขา และเป้าหมายที่แท้จริงหาใช่เพียงแค่สัตว์เลี้ยงตัวนี้ หากแต่เป็นข้อความเลือดที่ถูกส่งตรงมาเพื่อข่มขวัญราชครูเช่นเขาต่างหาก!
"ตั้งสติเสีย เยว่ฉี" มู่หรงเฟยเอื้อมมือไปกอบกุมมืออันสั่นเทาของหญิงสาวไว้แน่น ฝ่ามือหนาที่อบอุ่นและแข็งแกร่งถ่ายทอดความมั่นคงผ่านผิวสัมผัสจนเยว่ฉีสะท้านเฮือก นางเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าคมคายที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม ในยามวิกฤตเช่นนี้ ความเย็นชาทั้งหมดของราชครูหนุ่มราวกับถูกหลอมละลาย เหลือเพียงความเด็ดเดี่ยวและสายตาที่พร้อมจะปกป้องนางไว้เบื้องหลัง "เจ้าเป็นหมอโอสถมือหนึ่งแห่งสำนัก หากเจ้าสูญเสียความสุขุมไปตอนนี้ แล้วใครเล่าจะช่วยชีวิตมัน?"
คำพูดเรียบง่ายแต่หนักแน่นราวกับค้อนเหล็กทุบลงกลางใจ ทำให้ลมหายใจที่ติดขัดของเยว่ฉีกลับมาเป็นปกติ นางสูดหายองลึกเข้าปอด พยายามสะกดกลั้นความหวาดกลัวและคราบน้ำตา แล้วพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น "เจ้าค่ะ... ข้าเข้าใจแล้ว"
นางหันกลับไปจัดการกับเข็มเงินและขวดโอสถในย้อมอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ปลายนิ้วเรียวพรมลงบนจุดชีพจรของอาหลินราวกับสายน้ำไหลริน พลังปราณสีฟ้าอ่อนถูกหลอมรวมเข้ากับตัวยาเพื่อกดจุดระงับพิษร้ายไม่ให้ลุกลามเข้าสู่หัวใจ
บรรยากาศภายในกระโจมกลับมาเงียบงันอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจรวยรินของอาหลินและเสียงหยดน้ำที่ซึมผ่านหลังคาผ้าใบลงมาเป็นจังหวะ มู่หรงเฟยคอยอารักขาอยู่เคียงข้างไม่ห่าง กายสูงใหญ่แผ่รังสีอำมหิตปกป้องคุ้มครองรอบด้าน สายตาคมกวาดมองออกไปนอกกระโจมผ่านรอยแยบของผ้าใบ ความมืดมิดยามวิกาลภายนอกช่างดูยาวนานและอันตรายยิ่งนัก
ผ่านไปชั่วเค่อหนึ่ง เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผากมนของเยว่ฉี อาการกระตุกของอาหลินเริ่มสงบลง ลมหายใจที่เคยติดขัดเริ่มสม่ำเสมอขึ้นทีละน้อย แม้พิษร้ายจะยังไม่ถูกขับออกทั้งหมด แต่อย่างน้อยที่สุด... พวกนางก็ยื้อเวลาชีวิตของมันกลับคืนมาได้ทัน
"สำเร็จแล้ว..." เยว่ฉีพึมพำเบาๆ ด้วยความอ่อนล้า ร่างบางทรุดฮวบลงพิงกับแผ่นอกกว้างของมู่หรงเฟยโดยไม่รู้ตัว ความเหนื่อยล้าจากการใช้สมาธิขั้นสูงและแรงกดดันทางจิตใจทำให้สติของนางเริ่มพร่าเลือน
มู่หรงเฟยโอบประคองร่างบางไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอมโดยสัญชาตญาณ ไออุ่นจากร่างกายของนางทำให้ความเย็นชาในหัวใจของราชครูหนุ่มผ่อนคลายลง ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะเอ่ยปากปลอบโยนหญิงสาว
"ครืน—!"
เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่าดังขึ้นจากบริเวณคลังเสบียงท้ายค่าย เปลวเพลิงสีแดงฉานพวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรี แสงไฟสีส้มสว่างวาบสะท้อนภาพเงาของความโกลาหลที่กำลังลุกลามเข้ามาใกล้กระโจมของพวกเขาอย่างรวดเร็ว
และก่อนที่มู่หรงเฟยจะได้ขยับตัว ปลายดาบคมกริบเล่มหนึ่งก็พุ่งทะลุผ้าใบกระโจมเข้ามาด้วยความเร็วสูง ปักลงบนพื้นดินห่างจากเท้าของพวกเขาไม่ถึงคืบ พร้อมกับเงาร่างลึกลับในชุดดำสนิทที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ พร้อมรอยยิ้มเยือกเย็นที่สลักไว้ด้วยสัญลักษณ์รูปดอกบัวโลหิต—ตราประทับลับขององค์ชายสาม!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมลุ้นและเดินทางเคียงข้างความระทึกขวัญครั้งนี้กับเสี่ยวเถาฮวานะคะ
ศิษย์สาวตัวป่วนกับราชครูหนุ่มผู้เย็นชา•ตอนที่ 40
สัมผัสถึงความตาย
ผลงานโดย เสี่ยวเถาฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสี่ยวเถาฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์สาวตัวป่วนกับราชครูหนุ่มผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!