หัตถ์โอสถพลิกแผ่นดิน: รอยจารึกใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 2

วิชาแพทย์ฝังเข็มพิฆาต

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
“หากเจ้าต้องการจะฆ่าคน จงอย่าใช้ดาบที่เปื้อนเลือด แต่จงใช้จุดตายที่ไม่มีใครล่วงรู้” คมมีดพกสั้นสะท้อนแสงจันทร์วับวาวที่พุ่งผ่านม่านหน้าต่างเข้ามา ไม่ได้ทำให้หลินเหวินอี้สะดุ้งสะเทือน นางเพียงขยับกายเบี่ยงหลบอย่างเชื่องช้าทว่าแม่นยำดุจสายน้ำไหลหลบเลี่ยงก้อนหิน เงาร่างสีดำสามร่างโถมกายเข้ามาในห้องนอนที่อบอวลไปด้วยกลิ่นสมุนไพรแห้ง พวกมันคือมือสังหารเดนตายที่ถูกส่งมาเพื่อเก็บกวาด 'หมอหญิง' ที่บังอาจล่วงรู้ความลับของวังหลัง เหวินอี้ไม่ได้หยิบอาวุธใดๆ ขึ้นมา นัยน์ตาคู่สวยของนางฉายแววเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งใต้เงาจันทร์ นางหยิบเข็มเงินเล่มบางที่ใช้สำหรับฝังเข็มรักษาโรคขึ้นมาสามเล่มระหว่างนิ้วมือเรียวงาม “วิชาแพทย์อาจใช้ช่วยชีวิต... แต่หากปรับเปลี่ยนทิศทางเพียงนิดเดียว มันคือวิชาที่พรากวิญญาณได้โดยไร้ร่องรอย” เสียงนุ่มนวลของนางเอ่ยขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันที่บีบคั้น มือสังหารคนแรกโถมเข้ามาพร้อมกระบี่ในมือ เหวินอี้ก้าวเท้าตามจังหวะก้าวสั้นๆ ของวิชาตัวเบาที่ดูนุ่มนวลแต่ลึกซึ้ง นางพุ่งผ่านช่องว่างระหว่างกระบี่ ปลายเข็มเงินในมือตวัดวาดเป็นเส้นโค้งที่มองแทบไม่ทัน—นางปักเข็มลงไปที่จุด 'ไป่ฮุ่ย' บนกะโหลกศีรษะของมันเพียงเสี้ยววินาที แรงกระแทกนั้นไม่ใช่การทำลาย แต่เป็นการสะกัดจุดที่ทำให้ระบบประสาทหยุดทำงานอย่างฉับพลัน มือสังหารผู้นั้นตัวแข็งทื่อก่อนจะล้มฟุบลงไปกองกับพื้นราวกับหุ่นเชิดที่ถูกตัดสายป่าน อีกสองคนที่เหลือชะงักด้วยความตระหนก พวกมันไม่เคยพบเห็นการต่อสู้ที่ไร้ซึ่งไอสังหารเช่นนี้มาก่อน “จุด ‘จี๋เฉวียน’ ใต้รักแร้ หากแทงลึกไปหนึ่งชุ่น หัวใจจะหยุดเต้นในสามลมหายใจ และจุด ‘ฉวี่ฉือ’ ที่ข้อศอก... จะทำให้เจ้าไม่มีวันจับอาวุธได้อีกตลอดกาล” เหวินอี้กล่าวขณะขยับกายดุจผีเสื้อร่ายรำ แต่มือของนางนั้นหนักแน่นดั่งขุนเขา นางสะบัดมืออีกครั้ง เข็มเงินพุ่งออกจากปลายนิ้วราวกับศรธนูที่มองไม่เห็น มันฝังลึกลงในจุดที่นางกล่าวไว้ มือสังหารคนสุดท้ายที่กำลังจะเงื้อกระบี่ฟันลงมากลับพบว่าแขนขวาของตนชาหนึบจนไร้ความรู้สึก กระบี่ร่วงหล่นลงพื้นส่งเสียงดังเคร้ง เหวินอี้ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ นางก้าวประชิดตัว ใช้ฝ่ามือกระแทกเข้าที่จุดชีพจรใต้คางอย่างรุนแรงจนร่างนั้นกระเด็นไปอัดกับผนังไม้จนสลบเหมือด ภายในห้องกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง ทิ้งไว้เพียงกลิ่นคาวเลือดจางๆ และร่างของนักฆ่าที่นอนระเกะระกะบนพื้น หลินเหวินอี้ถอนหายใจแผ่วเบา นางเดินไปหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดเข็มเงินอย่างใจเย็น ราวกับว่าเมื่อครู่นี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นนอกจากภารกิจรักษาคนไข้ที่ผิดพลาดเล็กน้อย ทว่า ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่มั่นคงผิดปกติก็ดังขึ้นจากด้านนอกประตู พร้อมกับกลิ่นหอมของไม้จันทน์หอมที่คุ้นเคย ประตูห้องถูกเปิดออกอย่างแผ่วเบา ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทขลิบทองของจ้าวเฟยหลงก้าวเข้ามา สายตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวของชินอ๋องกวาดมองสภาพห้องและร่างนักฆ่าที่นอนกองอยู่ก่อนจะหยุดลงที่ดวงตาของหญิงสาวตรงหน้า “ดูเหมือนว่าข้าจะมาถึงช้าไปหน่อย... หรือไม่ เจ้าก็จัดการได้เร็วกว่าที่ข้าคาดการณ์ไว้เสียอีก” น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำ ทรงอำนาจ แต่แฝงไปด้วยความรื่นรมย์ในที เหวินอี้เก็บเข็มเงินลงซองผ้า “ท่านอ๋องมาถึงในเวลาที่พอเหมาะพอดีเสมอเพคะ เพียงแต่หม่อมฉันไม่ใคร่ชอบใจนักที่ต้องเปื้อนเลือดในห้องที่เพิ่งอบกลิ่นกำยานไปเมื่อครู่” จ้าวเฟยหลงก้าวเข้ามาใกล้จนระยะห่างระหว่างเขาทั้งสองเหลือเพียงไม่กี่ชิ่ง เขายื่นมือหนาออกมาหยิบเส้นผมที่ปรกลงบนไหล่ของนางอย่างถือวิสาสะ สายตาของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง ราวกับต้องการค้นหาความลับบางอย่างที่นางซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีเยือกเย็น “เจ้าไม่ได้เป็นเพียงหมอหญิงธรรมดาแน่นอน เหวินอี้... กองกำลังเงาของข้าเพิ่งรายงานมาว่า มีราชโองการลับจากในวังหลวงถูกส่งมายังจวนตระกูลเจ้าในคืนนี้ และเนื้อความในนั้น... เกี่ยวข้องโดยตรงกับ ‘หัตถ์โอสถ’ ที่ฝังรอยจารึกอยู่บนแผ่นหลังของเจ้า” หัวใจของเหวินอี้กระตุกวูบ แต่นางยังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉยไว้ได้สนิท นางรู้ดีว่าความลับที่ถูกบันทึกไว้ในตำราโบราณที่สลักลงบนผิวหนังของนางนั้น คือต้นเหตุที่ทำให้แผ่นดินต้องลุกเป็นไฟ จ้าวเฟยหลงหยิบม้วนกระดาษประทับตราครั่งสีแดงสดออกมาจากแขนเสื้อแล้ววางลงบนโต๊ะไม้ใกล้ๆ “พวกเขาต้องการตัวเจ้าไป เพื่อเป็นเครื่องสังเวยให้กับโอสถอมตะที่ฮ่องเต้ถวิลหา และข้า... คือคนที่จะต้องเป็นผู้ส่งตัวเจ้าไปให้ถึงมือพวกเขาด้วยตนเอง” เขาขยับใบหน้าเข้ามาใกล้จนเหวินอี้สัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ของเขา “บอกข้ามาว่าข้าควรจะทำอย่างไรดี... ส่งตัวเจ้าให้พวกเขาไป หรือจะให้ข้าประกาศสงครามกับทั่วทั้งแผ่นดินเพื่อปกป้อง ‘สมบัติ’ ชิ้นนี้ของข้า?” เหวินอี้เงยหน้าขึ้นสบตากับเขาอย่างท้าทาย ในจังหวะที่นางกำลังจะเอ่ยตอบ เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่และเสียงอาวุธกระทบกันดังแว่วมาจากนอกกำแพงจวน ประกายไฟจากคบเพลิงสว่างจ้าขึ้นรอบทิศทาง พร้อมกับเสียงตะโกนขององครักษ์หลวงที่ดังสนั่นขึ้นว่า “ชินอ๋องจ้าวเฟยหลง! พระราชโองการด่วนจากฝ่าบาท ให้ท่านคุมตัวนักโทษอดีตหมอหลวงหลินเหวินอี้ไปรับโทษประหาร ณ คุกหลวงเดี๋ยวนี้!” ท่ามกลางความตึงเครียด จ้าวเฟยหลงยกถ้วยชาที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นจิบอย่างใจเย็น ก่อนจะหันมามองนางด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา แล้วเอ่ยกระซิบเบาๆ เพียงคำเดียว “ดื่มเสีย... แล้วเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเดินทางที่ไม่มีวันหวนกลับ” หวังว่าทุกท่านจะเพลิดเพลินไปกับความเข้มข้นที่กำลังจะพุ่งทะยานสู่จุดแตกหักในบทถัดไปนะครับ นักเล่าประวัติศาสตร์
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หัตถ์โอสถพลิกแผ่นดิน: รอยจารึกใต้เงาจันทร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%