"ถ้าคุณยังกล้าขยับเข้ามาใกล้ฉันอีกแค่เซนติเมตรเดียว ฉันจะเอาแฟ้มเอกสารนี้ฟาดหน้าคุณจริงๆ ด้วยนะคะคุณคริษฐา!"
เสียงหวานที่ลอดไรฟันออกมาด้วยความเคืองขุ่นดังแข่งกับเสียงสายฝนที่กระหน่ำซัดสาดลงมากระจกหน้าต่างรถยนต์หรูคันแพง พิมพ์พิชชาถอยร่นแผ่นหลังแนบชิดกับประตูรถฝั่งผู้โดยสารจนแทบจะสิงเข้าไปในเบาะหนังอยู่รำคาญใจ ดวงตากลมโตคู่สวยตวัดมองหญิงสาวร่างสูงโปร่งที่นั่งเบียดเสียดอยู่ข้างกันด้วยความรู้สึกร้อนรุ่ม ใบหน้าหวานแดงก่ำลามเลียไปถึงใบหู ร่องรอยความเร่าร้อนจากจังหวะกึ่งฉุดกระชากเมื่อครู่ยังคงทิ้งสัมผัสวาบหวามไว้บนริมฝีปากจนเธอต้องเม้มปากแน่นเพื่อระงับอาการสั่นไหวของหัวใจ
ให้ตายเถอะ! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน แค่มาเคลียร์งานโปรเจกต์ลับบ้าบอคอแตกนี่ ทำไมเธอต้องมาติดแหง็กอยู่ในรถหรูคันนี้ท่ามกลางสภาพการจราจรที่เป็นอัมพาตและพายุฝนฟ้าคะนองที่ไม่มีทีท่าว่าจะซาลงแต่อย่างใด แถมคนที่ควรจะรักษาระยะห่างในฐานะประธานบริษัทจอมเผด็จการ กลับทำตัวราวกับเสือดาวหิวโซที่จ้องจะขย้ำเหยื่อเข้าปากได้ทุกเมื่อ
คริษฐาปรายตามองท่าทีตื่นตระหนกราวกับกระต่ายตื่นตูมของคนตัวเล็กแล้วแค่นسหัวเราะในลำคออย่างนึกขัน ร่างสูงพิงสะโพกกับคอนโซลเบาะโดยสาร แขนเรียวแกร่งยกขึ้นกอดอก ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบหน้าเฉี่ยวคมทอดมองสำรวจเรือนร่างของพิมพ์พิชชาตั้งแต่เส้นผมเปียกชื้นลู่แนบกรอบหน้า ไปจนถึงเรียวปากอิ่มที่บวมเจ่อเล็กน้อยจากการกระทำของเจ้าตัวเมื่อครู่
"ฟาดฉันเหรอคะ?" คริษฐาทวนคำด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่จงใจลากเสียงยียวนประสาท "ลองดูสิคะพิมพ์พิชชา... เผื่อว่าคุณทำแบบนั้นแล้ว ฉันอาจจะไม่ได้แค่หยุดอยู่แค่การจูบเมื่อกู้อีกก็ได้นะ"
"คุณคริส! นี่คุณมัน... คนฉวยโอกาส!"
พิมพ์พิชชาโพล่งขึ้นอย่างเหลืออด มือเรียวคว้าแฟ้มเอกสารหนาปึ้กขึ้นมาถือไว้ราวกับโล่กำบัง แม้ในใจจะรู้ดีว่ามันไม่ได้ช่วยป้องกันอะไรความเจ้าเล่ห์ของอีกฝ่ายได้เลยแม้แต่น้อย บรรยากาศภายในห้องโดยสารที่ปิดทึบ มีเพียงแสงไฟสีส้มสลัวจากแผงหน้าปัดรถและแสงแฟลชจากท้องฟ้ายามวิกาล ยิ่งขับเน้นให้ระยะห่างระหว่างพวกเธอดูน่าอึดอัดและชวนใจเต้นระรัวจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง
ข้างนอกรถ... สายฝนยังคงเทกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย เสียงเม็ดฝนกระทบหลังคาเหล็กดังเซ็งแซ่ ตัดขาดพวกเธอออกจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง บนถนนสายหลักของมหานครแห่งนี้ ไฟท้ายของรถนับร้อยคันแดงฉานยาวเหยียดสุดสายตา เป็นสัญญาณเตือนว่าพวกเธอจะต้องติดแหง็กอยู่ในพื้นที่จำกัดนี้อีกนานหลายชั่วโมง
คริษฐาถอนหายใจยาวออกมาเบาๆ ก่อนจะขยับตัวเข้าหาช้าๆ อย่างไม่รีบร้อน ความสูงโปร่งและออร่าความกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวประธานสาวทำให้พิมพ์พิชชาเผลอกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ
"ถอยไปเลยนะ!" พิมพ์พิชชาเอ็ดเสียงเขียว พร้อมกับยกมือขึ้นดันลาดไหล่กว้างของอีกฝ่ายไว้ แต่นั่นกลับทำให้คริษฐายิ่งได้ใจ มือเรียวยาวเอื้อมไปคว้าข้อมือเล็กทั้งสองข้างรวบไว้ด้วยมือเดียวอย่างง่ายดาย ก่อนจะดันร่างบางให้แนบติดกับพนักพิงเบาะโดยไม่มีช่องว่าง
กลิ่นน้ำหอมแบรนด์ดังปะปนกับกลิ่นไอฝนจางๆ ลอยกรุ่นอยู่ปลายจมูก พิมพ์พิชชาใจเต้นรัวโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงมัน ใบหน้าคมคายของคริษฐาโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน แววตาคู่คมที่มักจะแข็งกร้าวและเย็นชาเสมอยามอยู่ในที่ทำงาน บัดนี้กลับฉายประกายความหวานเชื่อมและร้อนแรงเสียจนคนมองต้องเบือนหน้าหนี
"ปากเก่งจังนะคะ... ไหน ลองพูดประโยคเมื่อกี้ให้ฉันฟังใหม่อีกรอบซิคะ" เสียงกระซิบพร่าต่ำดังชิดริมหู ทำเอาขนลุกเกรียวไปทั้งร่าง พิมพ์พิชชาเม้มปากแน่น ไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมาอีก นอกจากส่งค้อนวงใหญ่ให้ด้วยความหมั่นไส้
"ปล่อยฉันนะ รถติดแล้วยังจะมาหาเรื่องแกล้งอีกหรือไง" พิมพ์พิชชาเปลี่ยนเรื่องกลบเกลื่อนความเขินอายที่เริ่มลามท่วมอก พยายามออกแรงข้อมือเพื่อบิดให้หลุดจากการพันธนาการ
"ใครแกล้งคะ ฉันแค่กำลังทวงสิทธิ์ของฉันต่างหาก" คริษฐาตอบเสียงเรียบ แต่แววตากลับพราวระยับ "จำไม่ได้เหรอคะว่าคุณเป็นคนเซ็นสัญญาอนุญาตให้ฉัน... ทำอะไรก็ได้เพื่อแลกกับการอนุมัติโปรเจกต์นั้น"
"สัญญาบ้าบออะไรนั่นฉันไม่ได้ตั้งใจจะ..."
"ลายเซ็นก็ลายเซ็นคุณ ตัวอักษรก็ตัวอักษรคุณ จะมาบอกว่าไม่ตั้งใจไม่ได้หรอกนะคะ คนสวย" คริษฐาแกล้งโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนริมฝีปากหยักสวยเกือบจะเฉียดผ่านแก้มเนียนใส "หรือว่า... คุณกำลังกลัวคะ?"
"ใครกลัว! ฝันไปเถอะ!" พิมพ์พิชชาสวนกลับทันควันตามสัญชาตญาณของการเป็นคนไม่ยอมคน แม้ว่าหัวใจดวงน้อยจะเต้นรัวจนแทบจะกระโจนออกมานอกอกอยู่แล้วก็ตาม "ฉันแค่รำคาญ... อื้อ!"
คำพูดท้าทายทั้งหมดถูกกลืนหายไปในลำคอทันที เมื่อคริษฐาฉวยจังหวะที่เธอเผลออ้าปากเถียง ประทับริมฝีปากลงมาปิดกั้นคำพูดทุกอย่างอย่างไร้ความปรานี จังหวะการจูบครั้งนี้ไม่ได้รุนแรงเร่งรีบเหมือนครั้งแรก แต่มันนุ่มนวล ลึกซึ้ง และเต็มไปด้วยความจงใจจะสูบเอาวิญญาณของคนใต้ร่างให้หลุดลอย
พิมพ์พิชชาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ มือที่เคยพยายามผลักไสค่อยๆ อ่อนแรงลงอย่างไร้ทิศทาง ความซ่านสยิวที่แล่นพล่านไปตามกระดูกสันหลังทำให้เธอเผลอเผยริมฝีปากออกอย่างไร้การควบคุม เปิดทางให้เรียวลิ้นร้อนชุกรุกรานเข้ามาตักตวงความหวานล้ำอย่างเอาแต่ใจ คริษฐาประคองท้ายทอยมนไว้มั่น บังคับให้อีกฝ่ายรับสัมผัสที่ทั้งวาบหวามและดุดันนี้อย่างจำยอม
เสียงหอบหายใจแผ่วเบาเคล้าคลอไปกับเสียงสายฝนที่ยังคงกระหน่ำซัดสาดรถยนต์คันหรู บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เหลือเพียงความอบอุ่นจากอ้อมกอดของคนทั้งคู่ที่หลอมละลายความเย็นชาและกำแพงทิฐิลงทีละน้อย
เนิ่นนานกว่าคริษฐาจะยอมถอนริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง ดวงตาคมฉ่ำเยิ้มไปด้วยแรงปรารถนาทอดมองใบหน้าหวานที่แดงก่ำและหอบสะท้านอย่างพึงพอใจ นิ้วเรียวเกลี่ยปอยผมที่ชื้นเหงื่อออกจากแก้มใสอย่างเบามือ
"ทีนี้... ยังจะกล้าเถียงฉันอีกไหมคะ" เสียงกระซิบแหบพร่าเอ่ยเย้า
พิมพ์พิชชาค้อนใส่ชุดใหญ่ด้วยความหมั่นไส้ระคนเขินอาย มือเรียวเตรียมจะเอื้อมไปหยิกต้นแขนอีกฝ่ายให้หายแค้น แต่ทว่า...
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะกระจกเบาๆ จากภายนอกรถ พร้อมกับแสงไฟฉายที่สาดส่องเข้ามาผ่านกระจกที่เปียกชุ่ม ทำเอาทั้งคู่สะดุ้งสุดตัว พิมพ์พิชชารีบผลักร่างของคริษฐาออกห่างทันทีด้วยความตกใจสุดขีด ขณะที่คริษฐาตวัดสายตาคมกริบมองไปยังต้นตอของการขัดจังหวะด้วยความหงุดหงิดระคนไม่พอใจ
เมื่อกระจกฝั่งคนขับลดลงครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นใบหน้าเปียกฝนของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรที่ยืนถือร่ม พร้อมกับน้ำเสียงจริงจังที่เอ่ยแทรกเข้ามาในความเงียบ
"ขอโทษนะครับคุณคริส... พอดีข้างหน้ามีอุบัติเหตุใหญ่ รถพ่วงสิบล้อพลิกคว่ำขวางถนน คาดว่าคืนนี้... น่าจะเคลียร์เส้นทางไม่ได้จนถึงเช้าครับ"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาฟินจิกหมอนด้วยกันนะคะ ขอให้สนุกกับตอนต่อไปค่ะ!
เล่ห์ร้ายพ่ายรักยัยตัวแสบ•ตอนที่ 16
ฝนตก รถติด และคนในอ้อมกอด
ผลงานโดย สการ์เล็ตโรส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สการ์เล็ตโรส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์ร้ายพ่ายรักยัยตัวแสบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!