เสียงเบสทุ้มต่ำกระแทกกระทั้นผ่านผนังห้องซ้อมดนตรีจนแผ่นหลังของรินรดาสั่นสะเทือน แต่สิ่งที่สั่นไหวรุนแรงยิ่งกว่ากลับเป็นหัวใจดวงน้อยที่กำลังเต้นระรัวด้วยความอัดอั้น
"ถ้าตีกลองได้แค่นี้ ก็กลับไปนอนกอดหมอนข้างอยู่ที่บ้านเถอะครับ อย่ามาเสียเวลาคนอื่นเขาเลย"
ประโยคเชือดเฉือนจากปากมือกีตาร์หนุ่มอัจฉริยะยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท มันไม่ใช่แค่คำวิจารณ์งานดนตรี แต่มันคือคมมีดที่กรีดลึกลงกลางใจของคนฟัง รินรดากำไม้กลองในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขึ้นสีขาว รอยยิ้มหยันที่มุมปากของคีย์ในตอนนั้นยังคงติดตา สายตาดุดันที่เต็มไปด้วยความหึงหวงตอนที่เขาเห็นเธอก้าวเข้ามาในผับ Zonic เมื่อคืน มันปะปนอยู่กับคำพูดใจร้ายที่เขาจงใจพ่นออกมาเพื่อไล่เธอให้พ้นทาง
ความรู้สึกน้อยใจ ความโกรธ และความเหนื่อยล้าประเดประดังเข้ามาพร้อมกันจนขอบตาร้อนผ่าว มือเรียวบางที่เคยจับไม้กลองด้วยความมั่นใจกลับสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่
นี่เธอกำลังพยายามทำบ้าอะไรอยู่?
ความฝันที่จะพา *เดซิเบล* ไปยืนบนเวทีใหญ่ร่วมกัน มันมีความหมายอะไรในเมื่อคนที่เราอยากให้ยอมรับที่สุด กลับเป็นคนแรกที่เหยียบยละความพยายามของเธอลงกับพื้น?
รินรดาปล่อยไม้กลองทั้งสองข้างร่วงหล่นกระทบพื้นห้องเสียงดังลั่น *เคร้ง!*
มินท์ที่กำลังนั่งตั้งสายเบสอยู่มุมห้องสะดุ้งสุดตัว เงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสนิทด้วยความตกใจ "ริน... เป็นอะไรน่ะ?"
"พอแค่นี้เถอะมินท์" เสียงหวานที่เคยสดใสและแข็งกร้าวมาตลอดกลับสั่นเครือจนแทบฟังไม่เป็นศัพท์ "ฉันพอแล้ว"
"เดี๋ยวสิ ริน! หมายความว่ายังไงที่บอกว่าพอแล้ว?" มินท์รีบวางกีตาร์เบสลงแล้วลุกขึ้นพุ่งเข้ามาคว้าแขนเพื่อนไว้ สีหน้าของมือเบสสาวตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด "เพราะคำพูดของพี่คีย์เมื่อวานเหรอ? แกจะยอมแพ้ง่ายๆ แค่นี้เนี่ยนะ ไม่เหมือนรินรดาคนเดิมเลยนะเว้ย!"
"ฉันไม่ได้ยอมแพ้เพราะเขา..." รินรดาแค่นหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา ดวงตาคู่สวยแดงก่ำแต่ไม่มีหยดน้ำตาไหลรินออกมาสักหยด เธอฝืนกลั้นมันไว้ด้วยความทิฐิ "แต่ฉันเพิ่งรู้ตัวว่า... ความพยายามของฉันมันไร้ค่าในสายตาเขา ขนาดคนในวงเดียวกันยังมองว่าฉันเป็นตัวถ่วง แล้วเราจะดันทุรังทำวงนี้ต่อไปเพื่ออะไรล่ะ?"
"รินรดา!" เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังแทรกขึ้นที่หน้าประตูห้องซ้อม ประตูกระจกถูกผลักเปิดออกกว้าง พร้อมกับร่างสูงสมส่วนของคีย์ที่ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าดวงตาสีเข้มคู่นั้นกลับไหววูบอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นไม้กลองที่ตกอยู่บนพื้นและท่าทีแข็งกร้าวของหญิงสาว
คีย์ยืนกอดอกพิงกรอบประตู สายตากวาดมองสภาพห้องและใบหน้าที่ซีดเผือดของรินรดา แม้ภายในใจเขาจะร้อนรุ่มดั่งไฟเผาตั้งแต่เห็นเธอเดินออกจากผับเมื่อคืนจนถึงตอนนี้ แต่ฟอร์มและมาดของมือกีตาร์ตัวพ่อก็ยังคงสั่งให้เขาแสดงท่าทางเย่อหยิ่งออกมาตามความเคยชิน
"ถ้าแค่โดนติแค่นี้แล้วจะงอแงทิ้งวง ก็แสดงว่าที่ผ่านมาเธอไม่ได้จริงจังกับดนตรีตั้งแต่แรกอยู่แล้วสินะครับ" คีย์เอ่ยเสียงเรียบ น้ำเสียงราบเรียบนั้นช่างบาดลึกหัวใจคนฟังเสียเหลือเกิน
รินรดาหันขวับไปมองหน้าเขา ดวงตาคู่สวยลุกโชนด้วยไฟโทสะ ความเสียใจเมื่อครู่ถูกแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธเกรี้ยวจนพุ่งปรี๊ด เธอเดินดุ่มๆ เข้าไปหยุดยืนตรงหน้าชายหนุ่ม ระยะห่างระหว่างกันเหลือเพียงไม่กี่คืบ จนได้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ ผสมกับกลิ่นบุหรี่ที่ติดตัวเขามา
"ใช่! ฉันมันไม่เอาไหนเองแหละ!" รินรดาตวาดใส่หน้าเขาเสียงดังลั่น หยดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ในที่สุดก็เอ่อล้นทะลักขอบตาไหลอาบแก้มเนียน แต่น้ำเสียงของเธอยังคงพยายามเค้นความแข็งกระด้างออกมาไม่ให้ดูอ่อนแอ "พอใจหรือยังล่ะพี่คีย์! คนไร้ความสามารถคนนี้กำลังจะเดินออกไปจากชีวิตพี่แล้วไง! ไม่ต้องมาทนเห็นหน้าฉันซ้อมดนตรีห่วยๆ ให้รกหูรกตาอีกแล้ว!"
คีย์ชะงักกึก ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นน้ำตาของเธอ หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะปกติกลับกระตุกวูบอย่างแรง ความตั้งใจที่จะพูดจายั่วโมโหเพื่อให้เธอฮึดสู้พังทลายลงในพริบตา เมื่อเห็นหยดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มรินรดา เขาก็รู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบหัวใจจนหายใจไม่ออก
ไอ้ปากบ้าเอ้ย! เขาไม่ได้ตั้งใจจะพูดแบบนั้นสักหน่อย!
มินท์ที่ยืนมองสถานการณ์อยู่เงียบๆ ลอบถอนหายใจยาวเหยียด รู้สึกอึดอัดกับเคมีมาคุของคนทั้งคู่จนอยากจะเอาหัวโขกฝาผนัง สองคนนี้รักกันจะตายแต่ปากแข็งยิ่งกว่าหินผา สุดท้ายก็พากันเจ็บทั้งคู่
"ฉันไม่ได้หมายความว่า..." คีย์ขยับปากจะแก้ตัว มือหนายื่นออกไปตามสัญชาตญาณเพื่อจะคว้าข้อมือเรียวเล็กเอาไว้
"ถอยไป!" รินรดาปัดมือเขาออกอย่างแรง แววตาที่มองมาเต็มไปด้วยความผิดหวังและตัดพ้อ "อย่ามาแตะต้องตัวฉัน! และจำไว้เลยนะพี่คีย์... ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป รินรดาคนนี้จะไม่มีวันเหยียบเข้ามาในห้องซ้อมนี้อีก!"
พูดจบ รินรดาก็สะบัดหน้าหนี คว้ากระเป๋าเป้คู่ใจขึ้นมาสะพายไหล่ แล้ววิ่งสวนตัวเขาออกไปจากห้องซ้อมทันที เสียงฝีเท้ากระทบพื้นดังรัวเร็วสะท้อนความเจ็บปวดในใจ ก่อนที่ประตูกระจกจะปิดลงเสียงดังปัง!
"ริน!" คีย์ตะโกนเรียกชื่อเธอสุดเสียง เขาก้าวเท้าตามออกไปทันที แต่เมื่อเปิดประตูออกมาทางเดินยาวนอกห้องก็ว่างเปล่าเสียแล้ว หญิงสาวหายลับไปจากตึกซ้อมดนตรีด้วยความเร็ว
มินท์เดินเข้ามาตบไหล่ชายหนุ่มเบาๆ สีหน้าของมือเบสสาวเต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่าย "สมใจพี่แล้วสินะครับ... ปากแข็งดีนัก ระวังเถอะ คราวนี้พี่อาจจะเสียรินไปตลอดกาลจริงๆ"
คำพูดของมินท์เหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อม คีย์ยืนนิ่งงัน มือหนากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่จนจุกอก เขาเพิ่งทำเรื่องที่โง่เง่าที่สุดลงไป เพียงเพราะอีโก้บ้าๆ และความหึงหวงที่ไม่เข้าเรื่อง
ในขณะที่คีย์กำลังยืนเคว้งคว้างด้วยความสำนึกผิดและร้อนรนจนแทบคลั่ง ประตูทางเข้าตึกซ้อมดนตรีก็ถูกผลักเปิดออกอีกครั้งอย่างแรง พร้อมกับร่างสูงโปรดของใครบางคนก้าวเข้ามาด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
ธันวา... นักร้องนำวงคู่แข่งตัวฉกาจ ยืนถือช่อดอกไม้ช่อใหญ่ในมือ สายตาคมกริบกวาดมองเข้ามาในห้องซ้อมก่อนจะยกยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยัน
"อ้าว... บรรยากาศมาคุชมัดเลยนะเนี่ย" ธันวาเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงกวนประสาท "ได้ข่าวว่ามือกลองคนเก่งของวง *เดซิเบล* เพิ่งวิ่งร้องไห้หนีออกไปทางหน้าตึก... แบบนี้แปลว่าวงพวกนายกำลังจะแตกสลายคามือฉันแล้วใช่ไหมล่ะ พี่คีย์?"
________________________________________
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาส่งกำลังใจให้พี่คีย์คนซึนกับน้องรินคนสตรองในตอนนี้นะครับ!
เดซิเบลรัก ปรับจูนหัวใจนายรุ่นพี่ปากจัด•ตอนที่ 26
คำพูดทำร้ายใจ
ผลงานโดย คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เดซิเบลรัก ปรับจูนหัวใจนายรุ่นพี่ปากจัด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!