เดซิเบลรัก ปรับจูนหัวใจนายรุ่นพี่ปากจัด•ตอนที่ 6

มื้อเที่ยงที่ไม่ได้ตั้งใจ

ผลงานโดย คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
“ถ้าเธอยังตีกลองด้วยจังหวะมั่วๆ แบบนี้ ฉันแนะนำให้ไปลงเรียนอนุบาลดนตรีใหม่ตั้งแต่พื้นฐานดีกว่านะ รินรดา” น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะเยعยหยันดังขึ้นทันทีที่รawดรัดก้าวเท้าพ้นประตูห้องซ้อมดนตรี เสียงสายกีตาร์โปร่งที่ถูกดีดเป็นโน้ตล้อเลียนดังขึ้นเบาๆ เป็นการตอกย้ำว่าเจ้าของเสียงตั้งใจรอจังหวะนี้อยู่ก่อนแล้ว คีย์นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังสีดำตัวเก่า แว่นตากรอบบางสะท้อนแสงไฟนีออนจนมองไม่เห็นประกายในดวงตาคู่นั้น แต่รอยยิ้มมุมปากที่ยกขึ้นสูงนิดๆ ก็เพียงพอจะทำให้เส้นเลือดที่ขมับของมือกลองสาวเต้นตุบๆ ได้ไม่ยาก รินรดาตวัดสายตามองค้อนใส่ร่างสูงโปร่งที่นั่งทำตัวเป็นเจ้าถิ่นทันที เธอวางไม้กลองลงบนโต๊ะเสียงดังปังจนมินท์ที่กำลังเก็บสายเบสสะดุ้งโหยง “ปากเก่งจังนะรุ่นพี่ ว่างมากนักหรือไงถึงมานั่งเฝ้าห้องซ้อมคนอื่นเขา หรือว่าไม่มีเพลงจะซ้อมจนต้องมานั่งจับผิดชีวิตชาวบ้านเขาไปวันๆ” รินรดาสวนกลับทันควัน ดวงตากลมโตเป็นประกายดุดันไม่ยอมแพ้ เธอเกลียดที่สุดคือพวกชอบดูถูกความพยายามของคนอื่น โดยเฉพาะไอ้รุ่นพี่ปากเสียที่ชื่อคีย์คนนี้ “ฉันไม่ได้ว่าง… แต่บังเอิญเสียงกลองเธอเมื่อกี้มันรบกวนสมาธิเวลาฉันแกะคอร์ดเพลงใหม่ต่างหาก” คีย์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาสอดมือข้างหนึ่งลงในกระเป๋ากางเกงยีนส์ ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ด้วยท่าทีสบายๆ ทว่าแววตากลับคมกริบราวกับสัตว์นักล่าที่กำลังจ้องมองเหยื่อ “หูคนฟังเขามีขีดจำกัดนะรินรดา ถ้าเธอยังคุมจังหวะกระเดื่องกับสแนร์ไม่ได้แบบนี้ วงเราคงไม่ต้องไปประกวดที่ไหนหรอก ไปเปิดหมวกข้างถนนยังอายคนอื่นเลย” “นี่!” รินรดาก้าวเข้าไปประชิดตัวเขาอย่างไม่เกรงกลัว ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงแค่คืบเดียว จนเธอได้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ ผสมกับกลิ่นอับของห้องซ้อม “ถ้าคิดว่าเก่งนักทำไมไม่มาลองตีเองล่ะคะ หรือว่าดีแต่ปาก พูดเก่งเป็นต่อ แต่ฝีมือติดลบ!” มินท์ที่ยืนมองสถานการณ์ตึงเครียดอยู่มุมห้องรีบส่งซิกให้ธันวาที่แอบอยู่หลังประตู ทั้งสองคนส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้กันตามแผนการที่วางไว้ตั้งแต่เมื่อคืน แผนการกระชับพื้นที่ (และกระชับหัวใจ) ที่พวกเขาลงทุนหลอกให้รินรดาอยู่ซ้อมคนเดียว เพื่อเปิดทางให้มื้อเที่ยงนี้กลายเป็น “มื้อเที่ยงบังคับ” ที่ไม่มีใครหนีรอด “เอ่อ… ริน แก” มินท์แกล้งทำเป็นเดินเข้ามาแทรกกลางแล้วเอ่ยเสียงอ่อย “คือฉันกับธันวามีธุระด่วนต้องไปเคลียร์เรื่องงบประมาณจัดซื้ออุปกรณ์กับอาจารย์ที่คณะตอนนี้เลยว่ะ พอดีอาจารย์เรียกกะทันหัน” “ห๊ะ? อะไรนะมินท์ ไหนแกบอกว่าจะไปกินก๋วยเตี๋ยวหน้ามอด้วยกันไง” รินรดาหันขวับไปมองเพื่อนสนิทด้วยความงุนงง “ธุระด่วนจริงๆ แก! ปล่อยให้ฉันไปเถอะน่า” มินท์ทำหน้าทำตาลุกลี้ลุกลนก่อนจะหันไปคว้าแขนธันวา “ไปกันเถอะธันวา เดี๋ยวไม่ทันอาจารย์” “อ้าว เฮ้ย เดี๋ยวสิ…” ธันวาทำท่าทางตกใจตามบทที่ซ้อมมาอย่างแนบเนียน ก่อนจะรีบโบกมือลา “เอ่อ ฝากดูแลรินรดาด้วยนะพี่คีย์ พอดีพวกผมรีบ!” ปัง! เสียงประตูปิดลงพร้อมกับฝีเท้าที่วิ่งหนีหายไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ห้องซ้อมดนตรีขนาดกว้างกลับมาเงียบสงบลงในพริบตา เหลือเพียงคนสองคนที่ยืนจ้องหน้ากันนิ่งสนิท บรรยากาศรอบตัวอلبอวลไปด้วยความอึดอัดที่ชวนให้หายใจไม่ทั่วท้อง รินรดากลอกตาขึ้นฟ้าอย่างหัวเสีย เธอกวาดสายตามองไปที่ประตูที่ถูกปิดตายก่อนจะหันกลับมามองพ่อหนุ่มมือกีตาร์จอมกวนประสาทที่ยืนกอดอกอมยิ้มมุมปากอยู่ตรงหน้า “ยิ้มอะไรฮะ? สะใจมากใช่ไหมที่เพื่อนฉันทิ้งให้ฉันอยู่กับคนปากเสียอย่างนาย” “ก็ไม่ได้สะใจ… แต่เรียกว่าสมเพช เอ้ย สมน้ำหน้ามากกว่า” คีย์จงใจเว้นจังหวะคำพูดเพื่อแกล้งยั่วโมโหเธอเล่น ดวงตาคมกริบกวาดมองใบเนียนใสที่ขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความโกรธ “แล้วนี่… ไหนๆ เพื่อนก็ทิ้งแล้ว จะยืนบื้ออยู่ตรงนี้อีกนานไหม หรือจะให้ฉันอุ้มเธอไปเลี้ยงข้าวข้อหาทำลายโสตประสาทฉันเมื่อกี้” “ใครจะไปให้นายอุ้มยะ! ฝันไปเถอะ” รินรดาสบัดหน้าหนี พยายามซ่อนความหวั่นไหวที่จู่ๆ ก็ตีรวนขึ้นมาในอกเมื่อเงยหน้าขึ้นไปสบตาคมคู่นั้นใกล้เกินไป “ฉันไปกินคนเดียวก็ได้ ไม่เห็นต้องง้อใคร” “ใครบอกว่าจะปล่อยให้เธอไปคนเดียว?” คีย์เอ่ยเสียงเรียบ ทว่าราบเรียบจนน่ากลัว เขาก้าวเข้าไปขวางทางเดินที่รินรดาจะใช้พุ่งตัวออกไปจากห้อง “จำไม่ได้หรือไงว่าเธอติดสัญญาต่อปากต่อคำกับฉันไว้ที่ห้องสภานักเรียนเมื่อสัปดาห์ก่อน คนอย่างคีย์ไม่ชอบกินข้าวคนเดียว และบังเอิญว่าตอนนี้ฉันหิวข้าวมาก… และเธอก็ต้องเป็นคนรับผิดชอบ” “นี่มันเผด็จการชัดๆ! นายไม่มีสิทธิ์มาบังคับฉันนะรุ่นพี่!” “มีสิทธิ์หรือไม่ เดี๋ยวก็รู้…” คีย์ไม่รอให้เธอได้เถียงต่อ มือเรียวยาวคว้าข้อมือเล็กของรินรดาไว้หลวมๆ ก่อนจะออกแรงดึงเบาๆ ให้เธอเดินตามออกมาจากห้องซ้อม “เลิกบ่นแล้วเดินตามมาน่า… ร้านป้าอ้วนหลังมอ ถ้าช้ากว่านี้ฉันจะหักคะแนนประเมินวงเธอจริงๆ ด้วย” รินรดาเม้มปากแน่นด้วยความเจ็บใจ แม้จะพยายามสะบัดข้อมือออกเท่าไหร่ก็สู้แรงของอีกฝ่ายไม่ได้ สุดท้ายเธอก็จำใจต้องเดินตามหลังร่างสูงโปร่งนั้นไปตามทางเดินตึกคณะ ลมร้อนยามเที่ยงพัดผ่านเข้ามาปะทะใบหน้า ท่ามกลางบรรยากาศรอบตัวที่มีเสียงพูดคุยจอแจของเหล่านักศึกษาที่เดินสวนกันไปมา แต่ทว่าสัมผัสอุ่นจากฝ่ามือของคนที่เดินนำหน้าอยู่กลับเด่นชัดเสียจนรินรดาต้องแอบก้มมองเงียบๆ แอบซ่อนรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากไว้อย่างมิดชิด โดยไม่รู้เลยว่า… คนที่เดินนำอยู่ข้างหน้าแอบอมยิ้มออกมาบางเบาไม่แพ้กัน ร้านอาหารตามสั่งหลังมออบ ล้วนเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของอาหารและควันโขมงจากเตาถ่าน คีย์เลือกโต๊ะมุมในสุดที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว ทันทีที่นั่งลง เขาก็ส่งเมนูเคลือบพลาสติกยับเยินให้รินรดาแบบไม่พูดไม่จา “อยากกินอะไรก็สั่ง อย่ามาทำเป็นเกรงใจ ฉันเลี้ยงเอง… ถือว่าไถ่โทษที่พูดจาไม่เข้าหูเมื่อเช้า” คีย์พูดด้วยน้ำเสียงห้วนๆ ตามสไตล์ แต่สายตากลับทอดมองมาด้วยความอ่อนโยนที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ รินรดาเลิกคิ้วขึ้นสูงอย่างประหลาดใจ “โอ้โห… วันนี้ฝนตกขี้หมูไหลหรือไงคะเนี่ย รุ่นพี่คีย์คนปากร้ายใจหินถึงกับยอมเป็นเจ้าภาพเลี้ยงข้าวฉัน แปลกแฮะ หรือว่าในอาหารมีวางยาพิษอะไรหรือเปล่า” “ถ้าอยากตายนักก็ลองสั่งเมนูแพงๆ ดูสิ เผื่อฉันจะเปลี่ยนใจให้เธอล้างจานแทน” คีย์สวนกลับทันควันตามฟอร์ม ปากบอกแบบนั้นแต่กลับหยิบกระดาษทิชชูมาเช็ดช้อนส้อมยื่นให้เธออย่างเบามือ “กินซะ จะได้มีแรงมาเถียงฉันต่อ” รินรดารับช้อนส้อมมาถือไว้ หัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่งกับความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ ที่มักจะซ่อนอยู่ภายใต้คำพูดกวนประสาทของเขาเสมอ บรรยากาศรอบตัวที่ควรจะอึดอัดกลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นประหลาด ทว่าในวินาทีที่เธอกำลังจะตักข้าวเข้าปากนั้นเอง… เสียงโทรศัพท์มือถือของคีย์ก็แผדเสียงดังขึ้นขัดจังหวะ ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเหลือบมองหน้าจอ ก่อนจะกดรับสายด้วยน้ำเสียงเรียบตึง “ว่าไง…” (คีย์! อยู่ไหนเนี่ย รีบมาที่ห้องสมุดด่วนเลยนะ! พ่อของนายท่านมาที่มหาลัยแล้ว ท่านกำลังรอพบเธออยู่ที่ห้องประชุมคณะบริหาร และดูท่าทางท่านกำลังโกรธมากด้วยเรื่องโปรเจกต์ดนตรีของเธอ!) เสียงปลายสายดังลอดออกมาจากลำโพงจนรินรดาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามได้ยินชัดเจน ทุกถ้อยคำทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของคีย์เลือนหายไปในพริบตา แววตาที่เคยอบอุ่นกลับแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาและแข็งกร้าวขึ้นมาทันทีอย่างน่าใจหาย คีย์วางสายลงช้าๆ มือหนากำโทรศัพท์แน่นจนข้อต่องนิ้วขึ้นสีขาวซีด เขาสบตากับรินรดาที่กำลังมองมาด้วยความตกใจและเป็นห่วง “รินรดา…” คีย์เอ่ยเสียงแหบพร่า ดวงตาคู่คมไหววับด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่ยากจะคาดเดา “ฉันคงต้องไปแล้วล่ะ… เอาไว้มื้อนี้ติดไว้ก่อนก็แล้วกันนะ” พูดจบ คีย์ก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเตรียมจะก้าวเดินออกไปจากร้านทันที แต่ทว่า… มือบางของรินรดากลับเอื้อมไปควชายเสื้อเชิ้ตของเขาไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว “เดี๋ยวก่อนรุ่นพี่…” รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาคมเข้มคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความกวนประสาทเหลืออยู่เลย มีเพียงความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ลึกๆ “เรื่องพ่อของนาย… ถ้ามันลำบากใจนัก นายไม่จำเป็นต้องแบกรับไว้คนเดียวก็ได้นะ” คีย์ชะงักฝีเท้าลง เขาก้มมองมือเล็กที่กำเสื้อเขาไว้แน่น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างไม่ปิดบัง ริมฝีปากหยักยิ้มฝืนๆ ออกมานิดๆ เป็นรอยยิ้มที่เจ็บปวดที่สุดเท่าที่รินรดาเคยเห็น “เธอกำลังเป็นห่วงฉันอยู่หรือไง… รินรดา” คีย์กระซิบเสียงแผ่วเบา ร่างสูงโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้าที่ข้างแก้มของเธอ ท่ามกลางเสียงจอแจรอบร้านที่ราวกับถูกปิดสวิตช์ลงในเสี้ยววินาที —-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาส่งแรงใจให้บทนี้นะครับ!
สารจากนักเขียน (คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เดซิเบลรัก ปรับจูนหัวใจนายรุ่นพี่ปากจัด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%