ไฟหน้าจากรถยนต์คันปริศนาที่จอดอยู่เลยออกไปสามช่วงเสาไฟสาดส่องเข้ามาภายในห้องโดยสารผ่านกระจกบานหน้าจนเกิดเป็นเงาทอดยาวพาดผ่านคอนโซลรถ ทว่าความสนใจทั้งหมดในวินาทีนี้ไม่ได้อยู่ที่แสงไฟรบกวนภายนอก หากแต่ตรึงอยู่กับภาพหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่สว่างวาบขึ้นมาในความมืด พร้อมกับภาพถ่ายใบหน้าของรินรดาในระยะประชิดขณะที่เธอกำลังเผลอ—เป็นมุมกล้องที่ถูกแอบถ่ายมาจากด้านข้างและมาจากรถคันที่จอดซุ่มอยู่นั้นอย่างไม่ต้องสงสัย
“นี่มัน… อะไรกันเนี่ย”
รินรดาพึมพำกับตัวเอง เสียงของเธอแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความระแวง เธอหันขวับกลับมามองหน้าคนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยทันที ทว่าคีย์ในตอนนี้ไม่ได้แสดงท่าทีตกใจอย่างที่เธอคาดคิด ใบหน้าคมสันภายใต้เงาสลัวกลับนิ่งสนิท กรามขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน ดวงตาคู่คมที่มักจะใช้มองเธอด้วยแววตาดุดันและเย Dยหยันเสมอ บัดนี้กำลังจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์เครื่องนั้นด้วยประกายตาวาวโรจน์ที่แม้แต่คนไม่ค่อยคิดอะไรมากอย่างเธอยังรู้สึกได้ถึงรังสีความน่ากลัวที่แผ่ออกมาจากตัวเขา
“เก็บโทรศัพท์ซะ ริน” คีย์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงต่ำทุบ ห้วนสั้น และราบเรียบจนน่ากลัว ผิดวิสัยคนปากจัดที่ชอบหาเรื่องถกเถียงกับเธอทุกครั้งที่มีโอกาส
“เก็บเหรอ? นายเห็นภาพนี้เมื่อกี้ใช่ไหมคีย์! รถคันนั้น… มันถ่ายรูปฉัน นายรู้จักคนในรถคันนั้นใช่ไหม ถึงได้ทำหน้าเหมือนอยากจะลงไปกระชากคอเสื้อใครสักคนแบบนั้นน่ะ” รินรดาไม่ยอมปล่อยผ่าน มือเรียวคว้าแขนเสื้อของรุ่นพี่หนุ่มไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว แรงอารมณ์พุ่งพล่านจนลืมความระ3มัดระวังตัวไปเสียสนิท เธอเกลียดการถูกคุกคาม และยิ่งเกลียดมากกว่าถ้ามีใครมาเล่นตลกอะไรลับหลังเธอแบบนี้
คีย์หันมามองมือที่กำแขนเสื้อของเขาไว้ ก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นมาสบตากับดวงตากลมโตที่กำลังฉายแววเอาเรื่องและสงสัยในเวลาเดียวกัน ความเงียบปกคลุมห้องโดยสารอยู่ชั่วอึดใจ มีเพียงเสียงเครื่องยนต์เบาๆ และเสียงหัวใจที่เต้นรำไม่เป็นจังหวะของคนทั้งคู่
“ฉันไม่จำเป็นต้องตอบคำถามของเธอทุกเรื่อง” คีย์เอ่ยเสียงลอดไรฟัน พยายามดึงแขนตัวเองออกเบาๆ ทว่ารินรดากลับยิ่งยื้อไว้แน่นกว่าเดิม
“แต่นี่มันเรื่องของฉันนะ! รูปฉันถูกถ่ายไปเผยแพร่ที่ไหนก็ไม่รู้ นายจะทำเป็นทองไม่รู้ร้อนไม่ได้หรอกคีย์ บอกมานะว่ามันคือใคร… หรือว่าธันวา? หรือว่าพวกวงคู่แข่งของนายส่งคนมาตามสะกดรอยพวกเรา?” ชื่อของคู่ปรับตัวฉกาจถูกพ่นออกมาจากริมฝีปากบางด้วยความหงุดหงิด ชื่อนี้มักจะโผล่มาสร้างความน่ารำคาญให้วงของพวกเธอเสมอ และความเป็นไปได้มันก็สูงเสียจนเธออดระแวงไม่ได้
คีย์แค่น A หัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสนุกสนานโดยสิ้นเชิง เขายื่นมือไปกดล็อกหน้าจอโทรศัพท์ก่อนจะคว่ำมันลงกับเบาะข้างคนขับอย่างไม่ไยดี ร่างสูงขยับตัวหันมาเผชิญหน้ากับเธอเต็มตัวในพื้นที่แคบๆ ของรถยนต์คันเก่ง ระยะห่างระหว่างใบหน้าของเขากับเธอลดลงจนแทบจะสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่ปะทะกัน
“เธอคิดว่าตัวเองสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอ รินรดา” ประโยคยั่วประสาทที่คุ้นเคยถูกหยิบยกขึ้นมาใช้อีกครั้งเพื่อกลบเกลื่อนบางอย่าง แต่ครั้งนี้แววตาของเขาไม่ได้ซ่อนความกวนประสาทไว้เหมือนเคย มันกลับเต็มไปด้วยความอึดอัดบางอย่างที่เจ้าตัวพยายามแบกรับไว้คนเดียว
“อย่ามาเปลี่ยนเรื่องนะคีย์!” รินรดาเชิดหน้าขึ้น ไม่ยอมแพ้ต่อแรงกดดันจากแววตาคมกริบนั้น “นายชอบทำเป็นผลักไส ไล่ฉันให้พ้นทาง ทำปากจัดใส่ ทำเหมือนรำคาญฉันนักหนa… แต่พอมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น นายกลับทำท่าทางเหมือนรู้เห็นอะไรบางอย่างแต่ไม่ยอมบอก”
เธอนิ่งไปนิดเมื่อเห็นสันกรามของเขาขยับอีกครั้ง ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะได้รูปนั้นจะเม้มเข้าหากันแน่น
“แล้วถ้ามันใช่ล่ะ… ถ้าสิ่งที่ฉันทำอยู่ทั้งหมด มันคือการพยายามดึงเธอให้ออกห่างจากเรื่องพวกนี้ เพราะฉันไม่อยากให้เธอต้องมาเจ็บตัวหรือเดือดร้อนเพราะความซวยของฉันล่ะ เธอจะว่ายังไง?” คีย์สวนกลับด้วยน้ำเสียงที่จริงจังจนน่าตกใจ มันเป็นน้ำเสียงที่ไม่เคยหลุดออกมาจากปากมือกีตาร์หนุ่มอัจฉริยะคนนี้มาก่อน น้ำเสียงที่ท1ลายกำแพงความกวนประสาทลงจนหมดสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกดิบแท้ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความซึน
รินรดาชะงักไป ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อพบว่าระยะห่างระหว่างเธอกับเขามันใกล้เกินกว่าที่จะตั้งสติทัน หัวใจเจ้ากรรมเริ่มประท้วงเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ จนกลบเสียงรอบข้างเสียหมด
“นาย… พูดอะไรของนายเนี่ย” เธอพยายามบังคับให้เสียงตัวเองมั่นคงที่สุด แม้ว่ามือที่จับแขนเขาไว้จะเริ่มสั่นระริกโดยไม่รู้สาเหตุ
“พูดความจริงไง” คีย์ถอนหายใจยาวออกมาเฮือกหนึ่ง ราวกับยอมจำนนต่อบางสิ่งบางอย่างที่เขาพยายามอดกลั้นมานาน มือหนาข้างหนึ่งยกขึ้นเกลأยกลุ่มผมยาวสลวยของเธอที่หลุดลุ่ยลงมาปรกใบหน้าออกให้อย่างเบามือ—สัมผัสที่อ่อนโยนจนผิดคาดทำให้รินรดานิ่งค้างไปสนิท สมองของเธอน็อกดาวน์ชั่วขณะ
ไม่มีคำด่า ไม่มีคำพูดจาถางถาง มีเพียงสัมผัสอุ่นที่ข้างแก้มและสายตาที่ลึกล้ำเกินกว่าจะคาดเด
“ฉันปากจัด… ใช่ ฉันยอมรับ” คีย์กระซิบแผ่วเบa ชิดริมใบหูของเธอจนขนลุกชัน “ฉันหงุดหงิดทุกทีที่เห็นเธอไปยิ้มให้ไอ้พวกเวรนั่น ฉันโมโหทุกครั้งที่เธอทำเป็นเก่งไม่กลัวใครทั้งที่ตัวนิดเดียว… แต่รู้ไหมว่าอะไรที่ทำให้ฉันประสาทกินมากที่สุด?”
รินรดารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังสูญเสียการควบคุม เธอไม่กล้าแม้แต่จะกระพริบตา ทำได้เพียงจ้องมองริมฝีปากที่กำลังขยับพูดถ้อยคำที่สั่นคลอนหัวใจเธอทีละนิด
“อะไร…?” เธอถามออกไปเสียงเบาหวิว ราวกับถูกสะกดจิต
คีย์นิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตาคู่คมจับจ้องลึกลงไปในดวงตาของเธอ ราวกับต้องการค้นหาคำตอบบางอย่างในนั้น ก่อนที่เขาจะตัดสินใจเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของรินรดาหยุดหมุนไปชั่วขณะ
“คือการที่ฉันต้องมานั่งทำเป็นไม่แคร์เธอ ทั้งที่ความจริงแล้ว… ฉันโคตรจะคลั่งรักเธอเลยต่างหาก ริน”
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ในรถทันทีหลังจากสิ้นเสียงทุ้มต่ำนั้น ไม่มีเสียงเพลง ไม่มีเสียงรถราภารอบ มีเพียงเสียงหัวใจของคนสองคนที่ดังสะท้อนก้องอยู่ในอก รินรดารู้สึกเหมือนมีผีเสื้อนับร้อยตัวบินวนอยู่ในท้อง ใบ้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ความรู้สึกหลากหลายตีรวนกันจนพูดไม่ออก สมองขาวโพลนไปหมด
นี่เธอกำลังหูฝาดไปใช่ไหม? มือกีตาร์ปากจัดจอมหยิ่งยะโสคนนี้น่ะนะ กำลังบอกว่า… คลั่งรักเธอ?
“นาย… นายพูดจริงเหรอ” รินรดาเค้นเสียงถามออกไปได้แค่นั้น มือเรียวปล่อยจากการจับแขนเสื้อของเขา เปลี่ยนมาเป็นกำชายเสื้อตัวเองแน่นเพื่อยึดเหนี่ยวสติที่หลุดลอยไปไกล
คีย์ไม่ได้ตอบคำถามในทันที เขายกยิ้มมุมปากเล็กน้อย รอยยิ้มที่ไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกที แต่เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความโล่งอกและความจริงใจที่ยากจะปฏิเสธ ใบหน้าหล่อเหลาโน้มเข้ามาใกล้เธอเรื่อยๆ จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดอยู่บนพวงแก้ม
“ถ้าไม่เชื่อ… จะลองพิสูจน์ดูหน่อยไหมล่ะครับ” เขาเอמהกระซิบชิดริมฝีปากของเธอ น้ำเสียงทุ้มต่ำและแววตาพราวระยับนั้นทำเอาสติที่เหลืออยู่ไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ของรินรดาพังทลายลงในพริบตา
ทว่า… ก่อนที่ระยะห่างระหว่างริมฝีปากของทั้งคู่จะถูกลดทอนลงจนหมดสิ้นด้วยแรงดึงดูดประหลาด
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะกระจกฝั่งคนขับดังขึ้นอย่างกะทันหัน พร้อมๆ กับแสงไฟฉายสว่างวาบที่ส่องทะลุกระจกเข้ามาแยงตาจนทั้งคู่ต้องผละออกจากกันด้วยความตกใจ รินรดาสะดุ้งสุดตัวรีบถอยกรูดไปชิดติดประตูอีกฝั่งแทบไม่ทัน ขณะที่คีย์สบถออกมาเบาๆ อย่างหัวเสีย ใบหน้าหล่อเหลากลับมาบึ้งตึงด้วยความหงุดหงิดขั้นสุดทันทีที่หันไปมองต้นตอของการขัดจังหวะ
เมื่อคีย์เลื่อนกระจกมืดลงช้าๆ ใบหน้าของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำตึกก็ปรากฏขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มเจื่อนๆ และคำพูดที่ทำให้บรรยากาศโรแมนติกเมื่อครู่ปลิวหายไปในอากาศ
“ขอโทษนะครับคุณคีย์ พอดีมีคนแจ้งว่ามีรถต้องสงสัยจอดแช่อยู่นานเกินไป… แล้วก็นั่นครับ! มีคนฝากซองเอกสารนี้มาให้คุณรินรดา บอกว่าเป็น ‘ของขวัญต้อนรับ’ จากคนที่เธอกำลังตามหาอยู่ครับ!”
พนักงาน รปภ. ยื่นซองกระดาษสีน้ำตาลทึบเข้ามาให้ผ่านช่องกระจก คีย์รับมาด้วยสีหน้าถมึงทึง ก่อนจะดึงมันเข้ามาดู ดวงตาคมกริบกวาดมองข้อความที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ หน้าซองเพียงแวบเดียว ร่างสูงก็ชะงักกึก สันกรามขบเข้าหากันแน่นจนขึ้นสันนูนอีกครั้งด้วยความโกรธจัด
รินรดารีบชะโงกหน้าเข้ามาดูด้วยความสงสัย และเมื่อเธอเห็นสิ่งที่อยู่บนหน้าซองกระดาษนั้น หัวใจที่เต้นรัวด้วยความเขินอายเมื่อครู่ก็หล่นวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที
มันคือภาพถ่ายโพลารอยด์ใบใหม่… เป็นภาพด้านหลังของเธอขณะที่กำลังเดินเข้าร้านสะดวกซื้อเมื่อช่วงหัวค่ำ พร้อมกับข้อความสั้นๆ ที่เขียนด้วยปากกาหมึกสีแดงฉานจนน่ากลัว
*‘เจอตัวแล้วนะ… เจ้าหญิงของวง’*
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะเวียนมาสัมผัสจังหวะหัวใจบทนี้ด้วยกันนะครับ!
เดซิเบลรัก ปรับจูนหัวใจนายรุ่นพี่ปากจัด•ตอนที่ 13
คำถามที่ไม่มีคำตอบ
ผลงานโดย คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เดซิเบลรัก ปรับจูนหัวใจนายรุ่นพี่ปากจัด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!