“เจอตัวแล้วนะ… เจ้าหญิงของวง”
เสียงทุ้มต่ำที่กระซิบอยู่ข้างใบหูท่ามกลางเสียงคำรามกึกก้องของฟ้าผ่าด้านนอก ทำให้รินรดาถึงกับสะดุ้งสุดตัว มือเล็กที่กำลังจะคว้าไม้กลองเก็บเข้ากระเป๋าชะงักค้าง เธอนิ่งงั้นไปชั่วขณะเมื่อหันกลับมาแล้วพบว่าระยะห่างระหว่างเธอกับคีย์มันใกล้จนเกินกว่าที่มนุษย์มนาเขาเว้นกัน—ใกล้เสียจนได้ยินเสียงลมหายใจอุ่นๆ ที่ปะปนกับกลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ
ห้องซ้อมดนตรีใต้ดินของคณะสถาปัตย์ยามนี้มืดสลัวและเย็นยะเยือก เนื่องจากพายุฝนฤดูร้อนกระหน่ำลงมาอย่างหนักจนหม้อแปลงระเบิด ไฟฟ้าทั้งตึกจึงดับสนิท เหลือเพียงแสงไฟฉุกเฉินสีส้มสลัวสาดส่องลงมาจากมุมห้อง เงาดำทอดตัวยาวทับซ้อนกัน สร้างบรรยากาศชวนใจเต้นแรงอย่างช่วยไม่ได้
“ถอยไปเลยนะรุ่นพี่คีย์ มายืนประชิดตัวแบบนี้อยากโดนไม้กลองฟาดกบาลสักทีเหรอไง”
รินรดาเม้มริมฝีปากแน่นพยายามซ่อนความประหม่าไว้ภายใต้ใบหน้าดื้อรั้น เธอเชิดคางขึ้นเล็กน้อยตามสไตล์สาวมั่นที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร แม้ว่าหัวใจดวงน้อยข้างในจะเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอกอยู่แล้วก็ตาม
คีย์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาที่สะท้อนแสงไฟสลัวมองเธอนิ่ง ขยับยิ้มมุมปากที่เป็นเอกลักษณ์—รอยยิ้มแบบที่กวนประสาทที่สุดในสามโลกแต่กลับทำเอาคนมองใจสั่นเล่น
“ปากเก่งจังนะ แม่มือกลอง... เมื่อกี้ใครกันที่วิ่งหนีฝนจนสะดุดขาตัวเองเกือบหัวคะมำ ถ้าฉันไม่คว้าเอวเธอไว้ป่านนี้หัวโนปูดไปแล้วมั้ง” คีย์สวนกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงแววเย้าแหย่ ปากจัดเป็นเอกลักษณ์ตามสไตล์รุ่นพี่ตัวแสบ แต่ทว่ามือหนาที่ยังคงวางอยู่บนเอวบางของเธอตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ กลับไม่ได้ขยับหนีไปไหนเลยสักนิด
รินรดารีบผลอกตัวถอยหลังกรูดทันที ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ เธอหว.าดหวั่นกับความใกล้ชิดนี้เสียยิ่งกว่าตอนขึ้นเวทีคอนเสิร์ตใหญ่เสียอีก “ใครบอกว่าฉันจะล้ม ฉันแค่จะก้าวหลบต่างหากเล่า! แล้วก็... ปล่อยมือจากเอวฉันได้แล้วมั้งรุ่นพี่ ฉันไม่ได้ตัวติดกับคุณนะ”
คีย์ชักมือกลับช้าๆ อย่างนึกสนุก เขาสอดมือทั้งสองข้างเข้ากระเป๋าเสื้อฮู้ดสีดำตัวเก่ง สายตายังคงจดจ้องมองร่างบางที่ยืนกอดอกพิงชั้นวางแผ่นเสียงเพื่อสร้างอาณาเขตป้องกันตัว
“พูดจาแบบนี้ใส่ผู้มีพระคุณตลอด... ไม่แปลกใจทำไมวงเธอถึงยังหาแนวทางลงตัวไม่ได้สักที ปากแบบนี้ระวังจะไม่มีใครคบนะรินรดา”
“อุ๊ย! ปากแบบนี้นี่แหละค่ะที่ทำให้วงของฉันติดท็อปชาร์ตในมหาลัยได้ ไม่เหมือนวงคุณหรอก... ที่เก่งแต่ทำหน้าหล่อไปวันๆ แต่เพลงที่แต่งออกมาไม่มีวิญญาณเอาซะเลย” รินรดาย้อนกลับทันควัน ตาโตๆ จ้องเขม็งอย่างไม่ยอมแพ้
“ไม่มีวิญญาณ?” คีย์ทวนคำ เสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้แววตาของเขามีประกายบางอย่างไหววับ มันเป็นความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะหาคำมาอธิบาย “เธอนี่นะ... ไม่เคยรู้อะไรเลยจริงๆ”
บรรยากาศในห้องซ้อมเริ่มเปลี่ยนไป เสียงฝนที่สาดซัดกระทบกระจกด้านนอกกลายเป็นเพียงฉากหลัง ความเงียบงันเข้ามาแทนที่บทสนทนาเชือดเฉือน รินรดาลอบมองใบหน้าด้านข้างของชายหนุ่มที่ยืนพิงเปียโนแกรนด์สไตน์ ยามที่แสงไฟสลัวตกกระทบสันจมูกโด่งและกรามคมชัด มันทำให้คีย์ในโหมดจริงจังดูมีเสน่ห์จนน่ากลัว... เสน่ห์แบบที่เธอพยายามหลบเลี่ยงมาตลอดหลายเดือน
“มองอะไร หน้าฉันมีเนื้อติดอยู่หรือไง” คีย์หันมาสบตาโดยไม่ทันตั้งตัว ทำให้รินรดาต้องรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่นทันทีด้วยความเขินอาย
“เปล่า แค่คิดว่า... ทำไมรุ่นพี่ถึงต้องทำตัวปากร้ายใส่ฉันตลอดเวลาด้วย ฉันไปทำอะไรให้คุณนักหนา ถึงได้คอยตามขัดขา ตามคอมเมนต์ติโน่นตินี่ในทุกไลฟ์ของวงฉันตลอด” สุดท้ายรินรดาตัดสินใจโยนคำถามคาใจออกไปตรงๆ น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวเจือแววตัดพ้อเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
คีย์ชะงักไปนิด แววตาดุจดั่งประกายไฟในเตาผิงวูบไหวลงชั่วขณะ เขาลดมือออกจากกระเป๋าเสื้อ เดินช้าๆ เข้ามาใกล้ชั้นวางแผ่นเสียงที่เธอยืนพิงอยู่ ก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งค้ำยันกำแพงไว้ กักตัวเธอไว้ในวงแขนอย่างจำยอม
รินรดากลั้นหายใจ หัวใจเต้นรัวแรงจนแทบจะกระกระโดดออกมานอกอกเมื่อใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงมาใกล้จนหน้าผากเกือบจะชนกัน
“อยากรู้จริงเหรอ...” เสียงทุ้มต่ำเอמהกระซิบแผ่วเบา ชิดริมใบหูจนขนลุกซู่ “ที่ฉันต้องคอยจับตาดูเธอ... คอยติเพื่อก่อ... คอยขวางไม่ให้เธอไปยุ่งกับไอ้ธันวาวงนั้น... เธอยังดูไม่ออกจริงๆ หรือว่าแกล้งโง่กันแน่ รินรดา”
“ฉัน... ฉันจะไปรู้ได้ยังไงเล่า!” รินรดาเสียงสั่น เธอพยายามดันอกแกร่งออกห่างแต่กลายเป็นว่าร่างกายกลับยิ่งแนบชิดกันเข้าไปอีกเมื่อพื้นที่มันจำกัด “คุณเกลียดฉันรึไง ถึงชอบมาปั่นประสาทอยู่เรื่อย”
“เกลียดเหรอ...” คีย์ยิ้มขมื่น ดวงตาสีเข้มมองลึกลงไปในนัยน์ตาของเธอ สะท้อนภาพความจริงที่เขาเก็บงำไว้ภายใต้ความซึนเดเระมาตลอด “ถ้าเกลียด... ฉันคงไม่นั่งแกะเพลงวนไปวนมาทั้งคืนจนตาโหลแบบนี้หรอก... ถ้าเกลียด... ฉันคงไม่ยอมโดนไอ้ธันวาหาเรื่องบนเวทีวันนั้นเพื่อปกป้องฟอร์มวงของเธอหรอกนะ”
รินรดาเบิกตากว้าง ความอุ่นวาบแผ่ซ่านขึ้นมาในอก คำพูดตรงไปตรงมาแต่เจือความน้อยใจของคีย์ ทำให้ปมในใจที่เธอสงสัยมานานถูกคลายออกทีละเปลาะ
“รุ่นพี่...”
“รู้ไหม... ที่ฉันต้องกดดันตัวเอง ต้องแบกความคาดหวังบ้าๆ ของครอบครัวที่อยากให้ฉันไปเรียนต่อบริหารธุรกิจที่ต่างประเทศ ก็เพราะฉันไม่อยากยอมแพ้...” คีย์ถอนหายใจยาว แววตาฉายแววเจ็บปวดลึกๆ ที่ไม่เคยแสดงให้ใครเห็น “แต่สิ่งที่ทำให้ฉันยังยืนหยัดอยู่ตรงนี้ได้... ยังคงจับกีตาร์โปร่งตัวเก่าเล่นเพลงเดิมๆ ได้... ไม่ใช่เพราะความฝันลมๆ แล้งๆ หรอกนะ”
เขาเว้นจังหวะ สายตาสื่อความหมายลึกซึ้งจนรินรดาไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
“แต่มันเป็นเพราะ... ทุกครั้งที่ฉันเห็นเธอนั่งตีกลองด้วยรอยยิ้มมั่นใจแบบนั้น มันทำให้ฉันรู้ว่า... ฉันไม่อยากหายไปจากโลกของดนตรีที่มีเธออยู่ตรงนั้นด้วย”
คำสารภาพที่หลุดออกมาท่ามกลางเสียงฝนตกกระหน่ำ ทำให้โลกทั้งใบของรินรดาหยุดหมุนไปชั่วขณะ ความรู้สึกอุ่นวาบกระจายตัวจากกลางอกลามไปทั่วร่าง ใบหน้าของเธอร้อนผ่าวขึ้นสีแดงจัดจนลามไปถึงใบหู สมองที่เคยฉลาดเป็นกรดและปากเก่งไม่ยอมใคร ตอนนี้กลับตื้อตันจนพูดอะไรไม่ออกสักคำ
“นี่คุณ... พูดบ้าอะไรเนี่ย...” เธอพึมพำเบาๆ หลบสายตาคมกริบที่จ้องมองมาอย่างเว้าวอน
“ไม่ได้บ้า...” คีย์ขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนปลายจมูกแทบจะชนกัน มือหนาเอื้อมขึ้นมาเกลี่ยปอยผมที่ชื้นเหงื่อออกจากแก้มเนียนอย่างแผ่วเบา ความอ่อนโยนที่ขัดกับลุคปากร้ายโดยสิ้นเชิง ทำเอารินรดารู้สึกเหมือนกำลังจะละลายกลายเป็นน้ำ
“ฉันไม่ได้ปากจัดใส่เธอเพราะเกลียด... แต่ฉันปากจัดเพราะหวงต่างหาก ยัยตัวแสบ”
รินรดานิ่งงัน หัวใจเต้นระทึกดั่งเสียงกลองชุดที่เธอตีโชว์บนเวที ความเงียบงันและความใกล้ชิดทำให้บรรยากาศระหว่างทั้งคู่หวานล้ำเกินกว่าจะควบคุมได้ คีย์โน้มใบหน้าลงมาช้าๆ สายตาจับจ้องที่ริมฝีปากอิ่มของเธอนิ่งนาน ราวกับกำลังขออนุญาตกลายๆ
รินรดาหลับตาลงช้าๆ หัวใจยอมจำนนต่อท่วงทำนองรักที่กำลังบรรเลงขึ้นในห้องซ้อมแคบๆ แห่งนี้
ทว่า...
*แอ๊ด...*
เสียงประตูห้องซ้อมดนตรีที่ไม่ได้ล็อกสนิทถูกผลเปิดออกอย่างกะทันหัน พร้อมกับแสงไฟฉายสว่างวาบที่สาดส่องเข้ามาในความมืด พร้อมกับเสียงทุ้มห้าวของบุคคลที่ไม่คาดฝันที่ตะโกนแทรกเสียงฝนเข้ามา
“เฮ้ย! คีย์! ริน! พวกนายยังติดอยู่ในนี้กันอยู่—อุ๊ย ขอโทษที ขัดจังหวะอะไรหรือเปล่าเนี่ย?”
คีย์ชะงักค้าง รินรดาลืมตาโพลงด้วยความตกใจ ทั้งคู่ผละออกจากกันอย่างรวดเร็วราวกับโดนไฟช็อต ใบหน้าของหญิงสาวแดงก่ำด้วยความเขินอายปนตกใจสุดขีดเมื่อหันไปเห็นร่างสูงของ ‘ธันวา’ ยืนถือไฟฉายยิ้มกริ่มมองพวกเขาอยู่ตรงประตูหน้าตาเฉย!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะเวียนมาฟังเพลงรักจังหวะหัวใจตอนนี้ด้วยนะครับ
เดซิเบลรัก ปรับจูนหัวใจนายรุ่นพี่ปากจัด•ตอนที่ 14
ฝนตกกับความอบอุ่น
ผลงานโดย คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เดซิเบลรัก ปรับจูนหัวใจนายรุ่นพี่ปากจัด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!