เดซิเบลรัก ปรับจูนหัวใจนายรุ่นพี่ปากจัด•ตอนที่ 12

ของขวัญชิ้นแรก

ผลงานโดย คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
"บอกแล้วไงว่าอย่ามาแถวนี้... หูหนวกหรือไงวะน้องริน" เสียงทุ้มต่ำติดจะแหบพร่าของธันวาเอ่ยขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดบริเวณมุมอับของลานจอดรถหลังฮอลล์แสดงคอนเสิร์ต ร่างสูงโปร่งของนักร้องนำวงคู่แข่งก้าวเข้าไปประชิดตัวรินรดาอย่างคุกคาม ดวงตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความแค้นฝังหุ่นจากเรื่องวิวาทเมื่อเทอมก่อนกวาดมองร่างบางตั้งแต่หัวจรดเท้า รอยยิ้มเหยียดหยามปรากฏขึ้นที่มุมปาก ขณะที่ลูกน้องร่างหนาอีกสองคนยืนปิดกั้นทางถอยเอาไว้ทุกด้าน แต่มีหรือที่คนอย่าง รินรดา จะยอมก้มหัวให้ "ถอยไปก่อนที่ฉันจะทำให้โทรศัพท์เครื่องนี้กลายเป็นที่เขี่ยบุหรี่ในมือแก, ธันวา" รินรดาเชิดหน้าขึ้น นัยน์ตากลมโตไม่มีความหวาดกลัวเจืออยู่เลยแม้แต่น้อย มือเรียวกำโทรศัพท์ในมือแน่นจนข้อต่องนิ้วขึ้นสีขาว แม้ในใจจะประเมินสถานการณ์แล้วพบว่าตัวเองเสียเปรียบเรื่องแรงกาย แต่สัญชาตญาณความสู้คนไม่เคยยอมแพ้ใครทำให้เธอเลือกที่จะจ้องหน้าอีกฝ่ายกลับอย่างไม่ลดละ "ปากดีเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน... น่าเสียดายว่ะ มือกลองอนาคตไกล ถ้าเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นมาตอนนี้ วงของเธอคงจบเห่ตั้งแต่ยังไม่ทันได้ปล่อยอัลบั้มแรกสินะ" ธันวาหัวเราะในลำคอ ก้าวเท้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกก้าว จนระยะห่างเหลือเพียงไม่กี่คืบ เพล้ง! เสียงโลหะกระแทกพื้นคอนกรีตดังสนั่น ตามด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่วิ่งเข้ามาจากด้านหลังด้วยความเร็วดุจพายุ ท่ามกลางความตกใจของทุกคน ร่างสูงของใครบางคนพุ่งเข้ากระชากคอเสื้อของธันวาเต็มแรงจนเซถอยหลังไปหลายก้าว "ถอยปากเน่าๆ ของแกออกไปจากตัวเธอ, ธันวา" น้ำเสียงทุ้มต่ำที่กดต่ำจนน่ากลัวดังลอดไรฟัน ร่างของคีย์ยืนตระหง่านบังรินรดาไว้มิดชิด ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาฉายแวววาวโรจน์ด้วยโทสะที่พุ่งทะยานถึงขีดสุด เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด มือหนาที่กำรอบคอเสื้อของธันวาแน่นจนสั่นระริก ธันวาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ก่อนจะยิ้มเยาะออกมาเมื่อตั้งหลักได้ "อุ๊ย... มือกีตาร์อัจฉริยะผู้รักความยุติธรรมมาเอง ถึงว่าล่ะ กลิ่นความเสือกมันหึ่งมาแต่ไกล" "ปากดีแบบนี้ เดี๋ยวจะได้รู้ว่ากีตาร์โปร่งในมือฉัน กับกะโหลกหนาๆ ของแก อันไหนมันจะแข็งกว่ากัน" คีย์ไม่ได้ขู่ เขาง้างหมัดเตรียมจะซัดหน้าไอ้คนตรงหน้าให้หายแค้น แต่รินรดากลับเอื้อมมือไปแตะที่ต้นแขนของเขาเสียก่อน "พอเถอะคีย์... อย่าไปลดตัวลงไปคุยกับพวกหมาลอบกัดเลย เสียเวลาเปล่า" รินรดาเอ่ยเสียงเรียบ แม้หัวใจจะเต้นแรงด้วยความตกใจที่เห็นคีย์พุ่งเข้ามาช่วยแบบไม่คิดชีวิต แต่เธอก็ไม่อยากให้เขาต้องมีเรื่องชกต่อยจนเดือดร้อนเรื่องวงดนตรี คีย์หันกลับมามองคนด้านหลัง แววตาที่แข็งกร้าวเมื่อครู่ผ่อนคลายลงชั่วขณะเมื่อเห็นว่ารินรดาปลอดภัยดี แต่รังสีความหงุดหงิดก็ยังแผ่ซ่านรอบตัวเขาอยู่ดี เขากวาดสายตาดุร้ายไปมองธันวาและสมุนอีกครั้ง "ถ้าฉันเห็นพวกแกมาป้วนเปี้ยนใกล้เธอล่ะก็... คราวหน้าจะไม่ใช่แค่คอเสื้อแน่" ธันวากัดฟันกรอด ยอมถอยร่นไปตามแรงดึงของลูกน้อง "ฝากไว้ก่อนเถอะพวกแก..." มันทิ้งท้ายด้วยสายตาอาฆาตก่อนจะพากันเดินหายลับไปในความมืดของลานจอดรถ เมื่อความเงียบกลับมาเยือน บรรยากาศรอบตัวก็ยิ่งอึดอัดขึ้นไปอีก คีย์หันขวับกลับมาหารินรดา สีหน้าบึ้งตึงยิ่งกว่าตอนที่กำลังซ้อมดนตรีเสียอีก "เธอสมองเสื่อมหรือไง ถึงได้เดินมาคนเดียวหลังฮอลล์ตอนดึกๆ แบบนี้ รู้ตัวไหมว่าเกือบซวยไปแล้ว!" คีย์เปิดฉากต่อว่าทันทีด้วยน้ำเสียงกระชากห้วน ป้องกันความรู้สึกเป็นห่วงที่ล้นทะลักออกมาด้วยการทำตัวปากร้ายใส่ รินรดาถอนหายใจเฮือกใหญ่ เปลือกตากระตุกนิดๆ กับความซึนเดเระที่ไม่มีวันรักษาหายของคนตรงหน้า "นี่! ฉันเป็นคนโดนดักนะ ไม่ใช่คนเดินไปหาเรื่องเอง แล้วอีกอย่าง... ฉันก็จัดการได้น่า ไม่เห็นต้องวิ่งหน้าตาตื่นมาฮีโร่ขนาดนี้เลย" "จัดการได้? เธอเรียกการยืนให้ไอ้พวกนั้นแทะโลมด้วยสายตาว่าจัดการได้งั้นเหรอ รินรดา!" คีย์ขึ้นเสียงใส่ด้วยความโมโห ปนกับความหวาดกลัวที่ยังหลงเหลืออยู่ในอก หัวใจเขายังเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะตอนที่เห็นภาพผ่านหน้าจอโทรศัพท์ว่าเธอตกอยู่ในอันตราย "ถ้าฉันมาไม่ทัน... เธอคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นฮะ!" คำพูดที่หลุดออกมาด้วยความร้อนรนทำให้รินรดาชะงักไป เธอมองใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยร่องรอยความกังวล แม้ปากจะบอกว่าดุ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับแดงก่ำและสั่นระริกเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด ความรู้สึกอุ่นวาบแล่นพล่านขึ้นมาในอกจนเธอต้องเบือนหน้าหนีเพื่อซ่อนรอยยิ้มบางๆ ที่เผลอระบายออกมา "ก็... ขอบใจก็แล้วกันที่มาช่วย" รินรดาพึมพำเบาะเบา ยอมลดทิฐิลงนิดหน่อยตามสถานการณ์ คีย์แค่น "ฮึ" ในลำคอ เบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อซ่อนใบหน้าที่เริ่มขึ้นสีแดงเรื่อด้วยความเขินอายที่เผลอแสดงอาการเป็นห่วงออกไปมากเกินไป "ใครมาช่วยเธอ... ฉันแค่มารับมินท์มันต่างหาก เลิกเข้าข้างตัวเองได้แล้วยัยเตี้ย" "ใครเตี้ยยะ! รองเท้าผ้าใบนี่เสริมส้นตั้งสามเซน!" รินรดาแหวใส่ทันที ความซึ้งเมื่อครู่วันหายวับไปกับตา "ก็เห็นอยู่แค่นี้..." คีย์พึมพำงึมงำ, ก่อนจะควักกล่องกระดาษทรงยาวขนาดพอกล่องกีตาร์ขนาดย่อมออกจากเบาะหลังรถยนต์ของเขาที่จอดอยู่ใกล้ๆ ยื่นไปตรงหน้าเธอแบบส่งๆ "อ้า... นี่ ของเธอล่ะมั้ง ทำพังไปไม่ใช่หรือไง" รินรดาชะงัก ก้มมองกล่องกระดาษสีดำสนิทที่มีโลโก้แบรนด์ไม้กลองระดับโลกประทับอยู่ เธอนึกขึ้นได้ว่าไม้กลองคู่เก่งของเธอเพิ่งจะหักคามือไปเมื่อช่วงบ่ายระหว่างซ้อมใหญ่ เนื่องจากเธอตีแรงเกินไปจนเนื้อไม้ร้าว "นี่นาย..." รินรดารับกล่องนั้นมาด้วยความประหลาดใจ เปิดฝากล่องออกดูก็พบกับไม้กลองรุ่น Limited Edition ที่เธออยากได้มานานแต่ของหมดสต็อกไปตั้งแต่เดือนก่อน นอนเรียงอยู่อย่างสวยงาม "อย่าเข้าใจผิดนะว่าฉันไปเดินหาซื้อให้..." คีย์รีบชิงพูดดักคอ น้ำเสียงห้วนจัดกลบเกลื่อนความเขิน "บังเอิญว่าร้านแถวสตูดิโอมีของหลุดจองพอดี แล้วฉันก็รำคาญเวลาเห็นเธอตีกลองด้วยไม้หักๆ จนจังหวะเพี้ยน มันหนวกหูวงโว้ย!" รินรดายกยิ้มมุมปาก เงยหน้าขึ้นมองคนปากแข็งที่ตอนนี้กำลังเอามุกถูหลังคอแก้เก้อ ใบหูของเขากลายเป็นสีแดงจัดตัดกับผิวขาวๆ อย่างชัดเจน "ปากบอกว่ารำคาญ แต่จำได้แม้กระทั่งรุ่นไม้กลองที่ฉันอยากได้เนี่ยนะ... คีย์ นายเนี่ยนะ ปากกับใจไม่ตรงกันเอาซะเลย" รินรดาแกล้งแซว หยิบไม้กลองขึ้นมาหมุนเล่นในมือ ดวงตากลมโตเป็นประกายวิบวับด้วยความถูกใจ "ใครปากไม่ตรงกับใจ! พูดมากน่ารำคาญ ขึ้นรถไปได้แล้ว เดี๋ยวฉันไปส่ง... ยืนเกะกะลูกตาชะมัด" คีย์ผลักไหล่บางเบาให้เดินไปทางประตูรถฝั่งผู้โดยสาร ก่อนจะรีบเดินหนีไปเปิดประตูฝั่งคนขับเพื่อซ่อนรอยยิ้มกว้างที่หุบแทบไม่ทัน รถเก๋งคันสีดำเคลื่อนตัวออกจากลานจอดรถท่ามกลางความเงียบสงบยามค่ำคืน ภายในห้องโดยสารมีเสียงเพลงเบาๆ จากวิทยากรคลอเคล้าไปกับบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม รินรดานั่งมองไม้กลองคู่ใหม่ในมือสลับกับเสี้ยวหน้าด้านข้างของคนขับที่กำลังตั้งใจมองถนน แสงไฟข้างทางที่สาดส่องเข้ามาเป็นระยะเผยให้เห็นรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากของมือกีตาร์หนุ่มปากร้าย "ขอบใจนะ... คีย์" รินรดากระซิบเบาๆ แต่ท่ามกลางเสียงเพลงมันกลับชัดเจนพอที่จะทำให้คนฟังสะดุ้ง คีย์เหลือบมองเธอผ่านหางตา หัวใจกระตุกวูบอย่างแรงเมื่อได้สบเข้ากับดวงตากลมโตที่มองมาอย่างลึกซึ้งเป็นครั้งแรก ปากหยักอ้าจะเถียงกลับตามนิสัย แต่คำพูดทั้งหมดกลับติดอยู่ที่ลำคอเมื่อมือเรียวของรินรด เอื้อมมาแตะเบาๆ ที่หลังมือของเขาซึ่งวางอยู่บนเกียร์รถ สัมผัสอุ่นร้อนนั้นทำเอาคีย์แทบจะเหยียบเบรกกะทันหัน "ว่าแต่..." รินรดาโน้มตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด แววตาร้ายกาจฉายความเจ้าเล่ห์ "เมื่อกี้บอกว่ามารับมินท์เหรอ? แต่มินท์มันกลับไปกับธันวานานแล้วนะ... เอ้ย ไม่ใช่ กลับไปกับแฟนมันตั้งนานแล้วนี่นา" คีย์ชะงักกึก หันขวับมามองหน้าคนพูดทันที ดวงตาคมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความจนมุมเมื่อแผนการแก้เก้อของตัวเองถูกจับไต๋ได้คาหนังคาเขา รินรดายกยิ้มหวานหยดย้อย ส่งสายตารู้ทันชนิดที่ทำเอามือกีตาร์หนุ่มผู้ไม่เคยยอมใครถึงกับพูดไม่ออก กลืนไม่เข้าคายไม่ออกไปชั่วขณะ "ฉัน..." คีย์อ้าปากพะงาบๆ หน้าแดงลามไปถึงใบหู ร่างสูงพยายามจะหาข้อแก้ตัวแต่ก็สมองตื้อตันไปหมด รินรดาหัวเราะคิกคักในลำคออย่างอารมณ์ดี ความตึงเครียดจากเหตุการณ์เมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น เธอยังคงวางมือไว้บนหลังมือของเขาโดยไม่ยอมถอยออก คีย์ก้มมองมือของตัวเองที่ถูกกุมไว้ ก่อนจะค่อยๆ พลิกมือกลับแล้วกระชับนิ้วเรียวนั้นไว้แน่นโดยไม่พูดอะไรสักคำ บรรยากาศหวานละมุนโรยตัวเข้ามาแทนที่ความเงียบงันอย่างรวดเร็ว ทว่า... ในจังหวะที่รถกำลังจะเลี้ยวเข้าสู่ถนนใหญ่หน้ามหาวิทยาลัย โทรศัพท์มือถือบนคอนโซลหน้ารถของคีย์ก็สว่างวาบขึ้นมาพร้อมกับเสียงแจ้งเตือนข้อความขนาดยักษ์ที่เด้งขึ้นมากลางหน้าจอ [ข้อความจาก: ธันวา] "ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะ มือกีตาร์... ของขวัญชิ้นต่อไปที่ฉันจะส่งให้ยัยนั่น มันจะไม่ใช่แค่คำขู่แน่" พร้อมกันนั้น ภาพถ่ายใบหน้าของรินรดาในระยะประชิดขณะที่เธอกำลังเผลอ ก็ปรากฏขึ้นหราอยู่บนหน้าจอ... เป็นภาพที่ถูกถ่ายจากมุมมืดในรถคันอื่นที่จอดแอบอยู่ใกล้ๆ เมื่อไม่กี่นาทีก่อนนี่เอง! -------------------------------------------------- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเติมพลังใจให้กันเสมอนะครับ
สารจากนักเขียน (คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เดซิเบลรัก ปรับจูนหัวใจนายรุ่นพี่ปากจัด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%