“อุ๊ย ขอโทษทีที่ขัดจังหวะความหวานนะ...”
เสียงทุ้มติดจะเยعยหยันของธันวาดังก้องขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องซ้อมดนตรีอับทึบ กลิ่นอับของพรมเก่าๆ และหยาดเหงื่อจางๆ ดูจะไร้ความหมายไปถนัดตา เมื่อประโยคเมื่อครู่กำลังทำหน้าที่เหมือนก้อนอิฐตกลงกลางกระจกใส รินรดากัดริมฝีปากแน่นจนขึ้นสีแดงจัด ดวงตากลมโตฉายแวววาวด้วยความกรุ่นโกรธ มือเรียวที่กำไม้กลองอยู่ข้างตัวสั่นระริกด้วยแรงอารมณ์ เธอไม่เคยชอบรอยยิ้มมุมปากของธันวา รอยยิ้มที่เคลือบยาพิษและความเหนือกว่าไว้ทุกอณู
ในขณะที่คีย์—มือกีตาร์หนุ่มอัจฉริยะผู้ขึ้นชื่อเรื่องความปากร้ายและเยือกเย็น กลับนิ่งเงียบ แผ่นหลังกว้างใต้เสื้อฮู้ดสีเข้มตึงเกร็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สันกรามคมขบเข้าหากันจนขึ้นเป็นสันนูน ดวงตาคู่คมที่มักจะมองโลกด้วยความเบื่อหน่าย บัดนี้กลับมืดสนิทราวกับท้องฟ้ายามพายุตั้งเค้า
“พินัยกรรมทางการเงินของชมรม และสิทธิ์ในการใช้ชื่อวง ‘เดซิเบล’ ตอนนี้... จะตกเป็นของฉันคนเดียวแล้วล่ะนะ คีย์”
ประโยคประกาศิตนั้นทิ้งน้ำหนักลงบนความเงียบ ธันวาก้าวเท้าเข้ามาใกล้แสงไฟสลัวจากหลอดนีออน เอกสารในแฟ้มหนังสีดำถูกยกขึ้นระดับอกเพื่อตอกย้ำความพ่ายแพ้ที่กำลังจะมาถึง วง ‘เดซิเบล’ คือหยาดเหงื่อ คือความฝัน และคือตัวตนของรินรดาและคีย์ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา การสูญเสียสิทธิ์ในการใช้ชื่อวงให้แก่คู่ปรับตัวฉกาจอย่างธันวา ก็ไม่ต่างอะไรกับการถูกตัดแขนขาต่อหน้าต่อตา
“นายพูดบ้าอะไรของนาย ธันวา” รินรดาแทรกตัวขึ้นยืนบังร่างสูงของคีย์เอาไว้โดยสัญชาตญาณ ดวงตาคู่วาวจ้องเขม็งไปที่อีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว “เอกสารนั่นมันเป็นแค่เล่ห์เหลี่ยมสกปรกของนาย นายรู้ดีว่าพวกเราไม่มีทางยอมเซ็นสัญญาบ้าๆ นั่นแน่!”
“เล่ห์เหลี่ยมเหรอ รินรดา?” ธันวาหัวเราะในลำคอ ดวงตาเรียวรีมองหญิงสาวหัวรั้นด้วยความสมเพชเจือความเอ็นดูที่น่าขนลุก “ในโลกธุรกิจดนตรี ไม่มีคำว่ายุติธรรมหรอก มีแต่คนโง่ที่ยอมเซ็น กับคนฉลาดที่ถือไพ่เหนือกว่า... และตอนนี้ คีย์ก็คือนักดนตรีถังแตกที่กำลังจะพาเพื่อนร่วมวงตกเหวไปด้วยกัน”
“หยุดพูดจาน่ารังเกียจสักที!”
คีย์กระชากเสียงต่ำลอดไรฟัน ร่างสูงก้าวข้ามผ่านรินรดาออกมาเผชิญหน้ากับธันวาโดยตรง รังสีความกดดันรอบตัวของมือกีตาร์หนุ่มพุ่งทะยานขึ้นจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบ มือใหญ่เอื้อมไปกระชากปกเสื้อของธันวาเข้าหาตัวอย่างแรงจนอีกฝ่ายเซถอยหลังไปสองก้าว รอยยิ้มเยาะบนใบหน้าของธันวาเลือนหายไปชั่วขณะ แต่แววตากลับยิ่งเปล่งประกายด้วยความสะใจ
“คิดจะใช้กำลังเหรอ คีย์? ดีสิ เอาเลย... ต่อยฉันเลย หน้าห้องซ้อมตอนนี้มีคณะกรรมการงบประมาณเดินตรวจอยู่พอดี ถ้าข่าวหลุดออกไปว่ามือกีตาร์อัจฉริยะทำร้ายร่างกายคนอื่นเพื่อแย่งสิทธิ์ในวง คิดดูสิว่าอนาคตของนายกับวง ‘เดซิเบล’ จะเหลือซากอะไรให้เก็บอีก”
คำขู่ที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมทำให้คีย์ชะงัก นิ้วมือที่กำรอบปกเสื้อของธันวาสั่นเทาด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกล่ามโซ่ไว้ด้วยเหตุผล ความรับผิดชอบต่ออนาคตของเพื่อนร่วมวงและความฝันของรินรดาคือโซ่ตรวนที่ผูกมัดเขาไว้ไม่ให้ใช้กำลังแก้ปัญหา ธันวาปัดมือของคีย์ออกจัดเสื้อผ้าของตัวเองให้เรียบง่ายด้วยท่าทางกวนประสาท ก่อนจะหันหลังเดินกลับออกไปพร้อมกับทิ้งท้ายด้วยเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
“ฉันให้เวลาพวกนายคิดถึงพรุ่งนี้เช้า... ถ้าไม่อยากให้ชื่อ ‘เดซิเบล’ กลายเป็นแค่ชื่อวงใต้ดินกากๆ ก็เตรียมตัวมาเซ็นรับเงื่อนไขของฉันซะ”
ปัง!
เสียงประตูกระแทกปิดลงอย่างรุนแรง ดึงเอาความเงียบงันและบรรยากาศอันหนักอึ้งกลับคืนมาสู่ห้องซ้อมอีกครั้ง รินรดายืนนิ่งค้าง หัวใจเต้นรัวด้วยความตระหนกและความคับแค้นใจ เธอนึกไม่ถึงว่าธันวาจะเล่นสกปรกได้ถึงเพียงนี้ ทางรอดเดียวที่จะพลิกสถานการณ์ได้คือการหาทุนสนับสนุนสำรองและการซ้อมเพลงรอบสุดท้ายให้สมบูรณ์แบบที่สุดเพื่อตบหน้าพวกมันในงานออดิชั่นใหญ่สัปดาห์หน้า
ทว่า... เมื่อหันกลับไปมองคีย์ รินรดาก็ต้องกลืนก้อนสะอื้นลงคอ
ร่างสูงทรุดตัวลงนั่งพิงกับขาตั้งลำโพงเสียง ทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดลงบนพื้นพรมเก่าๆ ดวงตาคมกริมหลับลงช้าๆ มือข้างหนึ่งยกขึ้นเสยกลุ่มผมสีเข้มจนยุ่งเหยิง ร่องรอยความเครียดและความกดดันที่สะสมมานานนับเดือนฉายชัดบนใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะตีสีหน้านิ่งเฉยอยู่เสมอ ในยามนี้ คีย์ไม่ได้เป็นแค่มือกีตาร์ปากจัดที่ชอบกวนประสาทเธอ แต่เขาคือมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่า และมันกำลังจะพังทลายลงมาทับเขาแหลกละเอียด
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความรู้สึกบางอย่างที่ตีรวนอยู่ในอกทำให้เธอไม่อาจปล่อยให้เขาจมดิ่งอยู่กับความมืดมนเพียงลำพังได้
ขาเรียว้าวเดินเข้าไปใกล้ร่างสูงอย่างเงียบเชียบ เธอย่อตัวลงนั่งคุกเข่าลงบนพื้นพรมตรงหน้าเขา กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นบุหรี่จางๆ และกลิ่นเหงื่อจากการซ้อมลอยเข้าจมูก รินรดาช้อนสายตามองใบหน้าด้านข้างของชายหนุ่มที่สันกรามยังคงขบเข้าหากันแน่น
“คีย์...” เสียงหวานเอמהเรียกแผ่วเบา ไร้ซึ่งความแข็งกร้าวหรือท่าทีปากเก่งอย่างเคย
คีย์ไม่ตอบ เขาเพียงแค่เบือนหน้าหนีเล็กน้อย ราวกับต้องการซ่อนความอ่อนแอไม่ให้เธอได้เห็น “กลับห้องไปซะ รินรดา... วันนี้พอแค่นี้เถอะ เลิกเพ้อฝันเรื่องวง ‘เดซิเบล’ บ้าๆ นี่ได้แล้ว ในเมื่อมันไม่มีทางรอด ธันวาพูดถูก... ฉันมันก็แค่นคนอวดดีที่พาพวกเธอมาซวย”
เพี๊ยะ!
ไม่ใช่เสียงตบหน้า แต่เป็นเสียงฝ่ามือบางที่ฟาดลงบนพื้นไม้ข้างตัวคีย์อย่างแรงจนชายหนุ่มสะดุ้งลืมตาขึ้นมองด้วยความตกใจ รินรดาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาดำสนิทคู่นั้น แววตาของเธอสั่นระริกแต่เปี่ยมไปด้วยความเด็ดเดี่ยวที่ทรงพลังยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
“นายพูดบ้าอะไรออกมา คีย์!” น้ำเสียงของเธอสั่นพร่าด้วยความโกรธปนน้อยใจ “นายเป็นคนบอกฉันเองไม่ใช่เหรอว่าเสียงกีตาร์ของนายมันเจ๋งพอที่จะเปลี่ยนโลกได้ นายเป็นคนลากฉันเข้ามาในวงนี้ แล้วตอนนี้ทำไมถึงจะเป็นคนผลักฉันออกไปง่ายๆ แบบนี้ล่ะวะ!”
“เพราะฉันไม่อยากให้นํ้าตาเธอต้องไหลเพราะความล้มเหลวของฉันไงเล่า!” คีย์ตวาดกลับเสียงดังลั่นห้อง ดวงตาคมกริมแดงก่ำด้วยอารมณ์ที่ปะทุขึ้นในอก เขาหันมาจ้องมองเธอราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ “เธอไม่เข้าใจอะไรเลย รินรดา! ครอบครัวฉันคาดหวังให้ฉันเรียนบริหารและรับช่วงต่อบริษัท สัญญาบ้าๆ ที่ธันวאถืออยู่ มันคือทางออกเดียวที่ครอบครัวฉันจะยอมรับถ้านายอยากให้ฉันหลุดพ้นจากกรอบบ้าบอนั่น... แต่ถ้าฉันทำแบบนั้น ชื่อวง ‘เดซิเบล’ จะไม่มีวันเป็นของพวกเราอีกต่อไป!”
ความจริงที่ถูกเก็บงำไว้ภายใต้ท่าทีหยิ่งยโสและปากจัดถูกระเบิดออกมาจนหมดเปลือก รินรดานิ่งงัน หัวใจกระตุกวูบเมื่อตระหนักได้ถึงภาระอันหนักหน่วงที่ชายหนุ่มผู้ชายคนนี้แบกรับไว้โดยไม่เคยปริปากบ่นให้ใครฟังเลยสักครั้ง ปมปัญหาครอบครัวที่คอยบีบคั้นเขาอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มเยาะหยันและคำพูดเชือดเฉือน
บรรยากาศรอบตัวเงียบลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเก่าๆ ที่ส่งเสียงครางหึ่งๆ แข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวในอกของคนทั้งคู่ รินรดาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ มือเรียวยื่นออกไปช้าๆ ก่อนจะวางทابลงบนหลังมือหนาที่กำลังกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน สัมผัสอุ่นจัดจากปลายนิ้วของเธอทำให้คีย์สะดุ้งเล็กน้อย แต่เขาไม่ได้สะบัดหนี
“งั้นก็...” รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ แววตากลมโตฉายประกายความมุ่งมั่นที่สว่างไสวที่สุดในค่ำคืนนี้ “อย่าเพิ่งยอมแพ้สิ คีย์”
มือกีตาร์หนุ่มชะงัก ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อได้ยินคำพูดนั้นจากปากหญิงสาว
“ยื้อไว้... อย่าเพิ่งไป” รินรดาขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนแทบไม่เหลือพื้นที่ว่าง “ถ้าธันวามันคิดว่าเราจะยอมจำนนด้วยเศษกระดาษแผ่นเดียว มันก็ตาถั่วเต็มทีแล้วล่ะ นายยังมีฉัน มีมินท์ และมีเสียงกีตาร์บ้าๆ ของนายอยู่ตรงนี้... ถ้าเรายังไม่หยุดเล่น เพลงมันก็ยังไม่จบไม่ใช่เหรอ?”
คีย์มองใบหน้างดงามที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม แววตาที่ดื้อรั้นและเต็มไปด้วยความท้าทายคู่นั้น... มันคือแสงสว่างดวงเดียวที่เขารอคอยมาตลอด หัวใจที่ด้านชาและเหนื่อยล้ามานานนับปีกลับเต้นรัวกระหน่ำขึ้นมาอีกครั้งอย่างบ้าคลั่ง ความรู้สึก “คลั่งรัก” ที่พยายามกดทับเอาไว้ภายใต้กำแพงความซึน พรั่งพรูออกมาจนยากจะควบคุม
มือหนาที่เคยสั่นเทาพลิกกลับมาคว้าจับมือบางของเธอไว้แน่น ราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะเป็นเพียงภาพลวงตาที่จะสลายหายไปในอากาศ คีย์โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้เธอมากขึ้นเรื่อยๆ จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้าที่พวงแก้มเนียน
“เธอนี่มัน... ดื้อด้านเป็นบ้าเลยนะ รินรดา” เสียงกระซิบพร่าต่ำลอดออกมาจากริมฝีปากหยักที่อยู่ห่างกันเพียงไม่กี่เซนติเมตร น้ำเสียงนั้นไม่มีเค้าลางความเย็นชาเหลืออยู่เลย มีเพียงความห่วงหาอาทรและแรงปรารถนาที่ระอุร้อน
“ปากจัดนักนะ นายเนี่ย...” รินรดาพึมพำตอบด้วยรอยยิ้มบางๆ บนริมฝีปากที่สั่นระริก เธอไม่ได้ถอยหนี แต่กลับเงยหน้ารับสัมผัสอันตรายนั้นด้วยหัวใจที่เต้นระรัวราวกับกลองชุดในจังหวะโซโล่
ดวงตาคมกริมของคีย์ทอดมองเรียวปากอิ่มสวยของหญิงสาวสลับกับดวงตากลมโตที่ฉายแววท้าทาย เขาขยับใบหน้าเข้าไปใกล้จนริมฝีปากแทบจะแนบชิดกันอยู่แล้ว ร่างกายทั้งสองร่างแนบชิดกันจนสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้า ท่ามกลางความกดดันและวิกฤตที่โหมกระหน่ำเข้ามา เคมีที่ดึงดูดทั้งคู่เข้าหากันกลับรุนแรงเสียจนโลกทั้งใบราวกับหยุดหมุน
ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากของทั้งสองกำลังจะสัมผัสกันเพื่อปิดผนึกคำสัญญาอันดุดัน
แกร๊ก... เสียงบานประตูกระจกห้องซ้อมถูกผลักเปิดออกอย่างกะทันหัน พร้อมกับแสงไฟสว่างจ้าที่สาดส่องเข้ามา
“อุ๊ย! ฉันไม่ได้ตั้งใจขัดจังหวะรักรอบสองใช่ไหมเนี่ยเพื่อนรัก?”
เสียงใสแจ๋วของมินท์ มือเบสสาวเพื่อนสนิทตัวชงประจำวง ดังแทรกขึ้นกลางอากาศ พร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ฉาบอยู่บนใบหน้า รินรดากับคีย์ผละออกจากกันแทบจะไม่ทันด้วยความตกใจ ร่างสูงของคีย์ดีดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอย่างเก้อเขิน ใบหน้าหล่อเหลาขึ้นสีแดงเรื่ออย่างเห็นได้ชัด แม้พยายามจะตีหน้านิ่งกลบเกลื่อนความเขินอายแทบไม่ทัน ส่วนรินรดาก็รีบหันหน้าหนีไปอีกทาง ยกมือขึ้นลูบแก้มที่ร้อนผ่าวของตัวเองด้วยความประหม่า
“มินท์! เธอเข้ามาทำไมไม่เคาะประตูก่อนฮะ!” รินรดาแหวใส่เพื่อนสนิทเสียงดังกลบเกลื่อนอาการใจเต้นรัว
มินท์ยักไหล่ด้วยท่าทางไม่สะทกสะท้าน ชูสมาร์ทโฟนในมือขึ้นสูงหน้าตาเฉย “โทษทีๆ พอดีฉันเพิ่งเช็กอีเมลจากสภาวะแวดล้อมทางดนตรี... และดูเหมือนว่า เราเพิ่งเจอ ‘ช่องโหว่’ ในพินัยกรรมที่ธันวาเอามาขู่พวกเธอเข้าแล้วล่ะนะ!”
คำพูดเพียงประโยคเดียวของมินท์ ทำให้คีย์และรินรดาหันขวับมามองเป็นตาเดียว บรรยากาศภายในห้องซ้อมที่เคยตึงเครียด กลับพลิกผันกลายเป็นความหวังที่สว่างวาบขึ้นมาในความมืดทันที!
---
*(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและส่งเสียงเชียร์ให้จังหวะหัวใจของคีย์กับรินรดาดังไปด้วยกันนะครับ)*
เดซิเบลรัก ปรับจูนหัวใจนายรุ่นพี่ปากจัด•ตอนที่ 19
ยื้อไว้อย่าเพิ่งไป
ผลงานโดย คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เดซิเบลรัก ปรับจูนหัวใจนายรุ่นพี่ปากจัด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!