“ผมไม่ได้บอกให้คุณลุกขึ้นมาแต่งตัวเป็นตุ๊กตาจัดงานกาล่าเพื่ออวดใคร แต่ผมแค่บอกว่า งานนี้คุณต้องไปในฐานะ ‘ตัวแทน’ บริษัท ไม่ใช่ฐานะอื่น... เข้าใจที่พูดไหม กันต์ธีร์”
เสียงทุ้มต่ำติดจะห้วนของคณาธิปดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในรถยุโรปคันหรูที่กำลังแล่นอยู่บนทางด่วนมุ่งหน้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ บรรยากาศภายในรถอึดอัดเสียจนแทบจะคว้ามีดมาหั่นอากาศได้
กันต์ธีร์หันไปมองร่างสูงที่นั่งอยู่ข้างคนขับ ดวงตาคมกริบของเขาจ้องมองเพียงถนนเบื้องหน้า ราวกับไม่อยากจะสบตาคนที่เพิ่งผ่านคืนวันอันเงียบสงบในต่างจังหวัดมาด้วยกันเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
“เข้าใจครับ ท่านประธาน” กันต์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนเกือบเย็นชา “ผมก็แค่สถาปนิกธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ได้มีหน้าที่ต้องไปประดับบารมีใคร แต่ถ้าคุณคณาธิปต้องการให้ไป ‘แสดงละคร’ ผมก็ยินดีครับ เพราะยังไงชีวิตผมก็มีแต่เรื่องงานอยู่แล้วนี่”
คณาธิปขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นรูปชัดเจน เขาหันขวับมามองร่างบางที่นั่งกอดอกพิงเบาะอยู่ข้างๆ ทันที สายตาที่เคยอ่อนโยนในช่วงเวลาที่อยู่กันสองคน บัดนี้กลับกลายเป็นสายตาเรียบเฉยเย็นชาแบบที่เขามักใช้กับลูกน้องในที่ทำงาน
“ปากดีนักนะ” เขากระซิบ เสียงนั้นต่ำจนสั่นประสาท “อย่าลืมว่าหน้าที่ของคุณคืออะไร อย่าให้ผมต้องเสียเวลามานั่งสอนงานคุณในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง”
“หึ...” กันต์แค่นหัวเราะในลำคอ “เสียเวลาสอนงาน? งั้นผมคงต้องขอบคุณมั้งครับที่ทำให้ผมรู้ว่า หลังจากกลับจากทริปนี้ เราสองคนก็เป็นได้แค่ ‘เจ้านายกับลูกน้อง’ เหมือนเดิม... หรือจริงๆ แล้วไม่เคยเป็นอะไรที่มากกว่านั้นเลยตั้งแต่แรก”
รถหรูเลี้ยวเข้าจอดที่หน้าอาคารสำนักงานใหญ่ ทันทีที่ประตูเปิดออก แรงกดดันจากภายนอกก็ถาโถมเข้าใส่ทันที สื่อมวลชนบางส่วนที่ทราบข่าวการกลับมาของประธานหนุ่มเริ่มตั้งกล้อง แต่ที่น่าสะดุดตายิ่งกว่าคือร่างระหงของหญิงสาวในชุดเดรสแบรนด์เนมราคาแพงที่ยืนรออยู่หน้าล็อบบี้
มีนารา... คู่หมั้นทางธุรกิจที่มักจะปรากฏตัวในจังหวะที่คณาธิปต้องการแสดงความ ‘ชัดเจน’ ต่อหน้าผู้ใหญ่
“กรณ์คะ!” หญิงสาวโพล่งขึ้นทันทีที่เห็นร่างสูงก้าวลงจากรถ เธอรีบตรงเข้ามาควงแขนเขาโดยไม่สนใจสายตาของคนที่ก้าวตามลงมาทีหลัง “มีนรอเก้อไปตั้งสองชั่วโมง คุณไปทำธุระส่วนตัวที่ไหนมาคะถึงได้เพิ่งกลับมา”
คณาธิปชะงักไปเล็กน้อย แต่ไม่ได้สะบัดแขนออกทันที เขาเพียงเหลือบสายตามองไปยังกันต์ที่ยืนห่างออกไปไม่กี่ก้าวด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
“มีธุระด่วนที่โครงการต่างจังหวัดน่ะครับ มีน” คณาธิปตอบเสียงนิ่ง “แล้วที่มาวันนี้ มีเรื่องอะไรหรือเปล่า”
“ก็งานกาล่าการกุศลอาทิตย์หน้าไงคะ คุณพ่อบอกว่าอยากให้เราควงคู่กันไปเปิดงาน... อ้าว คุณกันต์” มีนาราหันมามองสถาปนิกหนุ่มด้วยรอยยิ้มที่ดูเป็นมิตร ทว่าแฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ทำให้คนถูกมองรู้สึกเหมือนกำลังถูกกดทับด้วยกำแพงที่มองไม่เห็น “กลับมาด้วยกันเหรอคะ ดูเหนื่อยๆ นะคะเนี่ย ไปทำงานลำบากแย่เลยใช่ไหมคะ”
“ครับ คุณมีนารา” กันต์ตอบสั้นๆ “งานที่โครงการต้องการความใส่ใจสูง ผมก็เลยต้องไป ‘ดูแล’ ให้ทุกอย่างเรียบร้อยตามมาตรฐานของคุณคณาธิปน่ะครับ”
คำว่า ‘ดูแล’ ที่กันต์เน้นย้ำทำเอาคณาธิปหรี่ตามองคนตัวเล็กกว่าอย่างจับผิด เขารู้ดีว่ากันต์กำลังประชด และเขาก็รู้ดีว่าถ้าปล่อยไว้แบบนี้ ความสัมพันธ์ที่เพิ่งจะเริ่มขยับเขยื้อนจะพังทลายลงในพริบตา
“คุณกันต์ กลับไปเตรียมตัวที่ออฟฟิศซะ” คณาธิปสั่งเสียงเรียบ “ส่วนงานกาล่า... ผมจะพิจารณาอีกที”
“พิจารณา?” มีนาราทวนคำ “แต่คุณพ่อบอกว่า...”
“ผมบอกว่า ‘พิจารณา’ ครับ” คณาธิปพูดแทรก เสียงของเขามีอำนาจจนมีนาราต้องเงียบปากไปทันที
กันต์ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาโค้งตัวเล็กน้อยเป็นการแสดงความเคารพตามมารยาทก่อนจะเดินเลี่ยงเข้าไปในตัวตึก ทิ้งให้คณาธิปยืนอยู่กับคู่หมั้น ท่ามกลางสายตาของพนักงานที่คอยสอดส่องความเคลื่อนไหวของท่านประธานผู้เยือกเย็น
ภายในลิฟต์ส่วนตัวที่กำลังพุ่งขึ้นสู่ชั้นบนสุด กันต์ธีร์ถอนหายใจออกมาแผ่วเบา ความรู้สึกจุกในอกมันเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เขาพยายามหลอกตัวเองมาตลอดว่าความสัมพันธ์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาคือเรื่องจริง แต่วินาทีที่เห็นมีนารา เขาก็เข้าใจทันทีว่าในโลกความเป็นจริงนี้ เขาคือ ‘คนนอก’ ที่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะยืนข้างๆ ในที่สาธารณะ
เมื่อถึงห้องทำงาน กันต์ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยความเหนื่อยล้า เขาหยิบเอกสารขึ้นมาบังหน้าเพื่อซ่อนความสั่นไหวในดวงตา แต่ไม่กี่นาทีต่อมา เสียงเปิดประตูดังขึ้นอย่างรุนแรง
คณาธิปก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขาปิดประตูล็อคกลอนดัง ‘กริ๊ก’ ก่อนจะตรงดิ่งมาหาคนที่นั่งหน้าจอมอนิเตอร์
“ใครอนุญาตให้เดินหนีไปดื้อๆ แบบนั้น?” คณาธิปถามเสียงเข้ม
“ผมเป็นแค่ลูกน้องครับ จะไปไหนก็น่าจะเป็นสิทธิ์ของผม ไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องตามมาจู้จี้” กันต์เงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้น
“สิทธิ์เหรอ?” คณาธิปโน้มตัวลงมา มือหนายันกับโต๊ะทำงานกักขังร่างบางไว้ในวงแขน กลิ่นน้ำหอมประจำตัวของเขาอบอวลไปทั่วบริเวณจนกันต์ต้องกลั้นหายใจ “คุณจำได้ไหมว่าคืนก่อนคุณพูดอะไรกับผมที่ระเบียงห้องพัก...”
กันต์ชะงักไป หัวใจเต้นรัวแรง “ผมพูดอะไร... ผมไม่เห็นจำได้”
คณาธิปยิ้มมุมปาก เป็นยิ้มร้ายกาจที่ทำให้หัวใจของคนมองแทบหยุดเต้น เขาโน้มใบหน้าลงมาจนหน้าผากเกือบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นๆ รดลงบนใบหน้าของกันต์จนคนถูกต้อนต้องเอนหลังหนี
“งั้นผมจะทวนความจำให้...” คณาธิปกระซิบข้างหู “ว่าคำว่า ‘ชอบ’ ที่คุณพูดในคืนนั้น... ผมไม่ปล่อยให้มันเป็นแค่ลมปากหรอกนะ”
จังหวะที่คณาธิปกำลังจะโน้มใบหน้าลงมาสัมผัสริมฝีปากที่สั่นเทาของคนตรงหน้า เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะทันที ตามมาด้วยเสียงของปกรณ์ที่โผล่พรวดเข้ามาโดยไม่รอฟังคำอนุญาต
“เฮียกรณ์! เอกสารงานกาล่าด่วน... อ้าว... โทษทีว่ะ กูนึกว่าห้องนี้ว่าง”
ปกรณ์ชะงักค้างอยู่หน้าประตู เมื่อเห็นภาพที่ทั้งสองคนอยู่ใกล้กันจนแทบจะรวมร่าง คณาธิปถอยออกห่างทันทีด้วยสีหน้าเรียบเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่กันต์ธีร์กลับหน้าแดงซ่านจนถึงใบหู
คณาธิปหันไปมองเพื่อนสนิทด้วยสายตาพิฆาต “มึงเข้ามาทำไมไม่เคาะประตู! แล้วมีเรื่องอะไรก็วางไว้ตรงนั้น แล้วออกไปซะ!”
“เออๆ กูวางไว้ตรงนี้แหละ แต่มีเรื่องด่วนกว่านั้นนะเฮีย...” ปกรณ์ทำหน้าเครียดขึ้นมาทันที “เมื่อกี้คุณมีนาราโทรมาบอกว่า... คุณพ่อของเขากำลังนั่งรอเฮียอยู่ที่ห้องรับรองชั้นล่าง พร้อมกับนักข่าวสายธุรกิจกลุ่มใหญ่ที่เขาเชิญมาด้วยตัวเอง เพื่อประกาศเรื่อง ‘งานแต่งงาน’ ของพวกเฮีย”
โลกทั้งใบของกันต์ธีร์ดูเหมือนจะหยุดหมุนในวินาทีนั้น เขามองคณาธิปที่ยืนนิ่งสนิท ดวงตาคมกริบของท่านประธานหันกลับมามองเขาทันทีด้วยแววตาที่ดูสับสนและตื่นตระหนกเป็นครั้งแรกที่กันต์เคยเห็น
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนที่ 23 นี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ! - มหายุทธ์ไร้เทียมทาน
ท่านประธานครับ... เลิกซึนแล้วมาเป็นแฟนผมที•ตอนที่ 23
กลับมาสู่โลกความจริง
ผลงานโดย มหายุทธ์ไร้เทียมทาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มหายุทธ์ไร้เทียมทาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านประธานครับ... เลิกซึนแล้วมาเป็นแฟนผมที นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!