“ไอ้ปกรณ์! หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ! เข้ามาเคลียร์ปัญหานรกนี่เดี๋ยวนี้เลยไอ้เพื่อนเวร!”
เสียงตะโกนลั่นผ่านโทรศัพท์มือถือของคณาธิปดังสะท้อนก้องห้องทำงานกระจกใส แต่มันไม่ใช่ปัญหาของไอ้ปกรณ์เพื่อนรักที่กำลังลอยชายอยู่สนามกอล์ฟหรอกครับ เพราะร่างโปร่งบางของกันต์ธีร์ สถาปนิกหนุ่มมือหนึ่งผู้ขึ้นชื่อเรื่องฝีปากกล้า ตอนนี้กำลังฟุบหน้าลงกับโต๊ะทำงานอย่างหมดสภาพ ลมหายใจร้อนผ่าวที่พ่นออกมาผ่านริมฝีปากแห้งผากเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่า พิษไข้เล่นงานคนอวดเก่งเข้าให้อย่างจังแล้ว
แฟ้มแบบร่างโครงการรีสอร์ตหรูที่ต้องส่งให้ลูกค้าบ่ายนี้ยังกองอยู่บนโต๊ะ แต่เจ้าตัวกลับไม่มีแรงแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองมันด้วยซ้ำ
กร๊อก... เสียงเปิดประตูห้องทำงานส่วนตัวเบาหวิว คณาธิปในชุดสูทคัตติ้งเนี้ยบก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย แววตานิ่งสนิทคู่นั้นกวาดมองสภาพของคนป่วยที่นอนหมดแรงอยู่บนโต๊ะทำงาน แล้วขมวดคิ้วมุ่นทันที
“นี่คุณ ทำงานหรือมานอนกินแรงบริษัทครับ สถาปนิกเงินเดือนหลักแสน ถึงเวลางานมาฟุบหลับแบบนี้ ลูกค้าเขาไม่รอหรอกนะ”
น้ำเสียงเยียบเย็นและคำพูดเชือดเฉือนถูกพ่นออกมาตามความเคยชินของประธานหนุ่มปากร้าย แต่ทว่า... ทันทีที่กันต์ธีร์ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาด้วยใบหน้าซีดเซียว ดวงตาคู่วันที่ปกติเคยฉายแววดื้อรั้นและพยศ ตอนนี้กลับแดงก่ำและปรือปรอยอย่างน่าสงสาร ริมฝีปากแห้งแตกขยับจะเถียงแต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา
คณาธิปชะงักไปชั่ววินาที หัวใจกระตุกวูบอย่างหาสาเหตุไม่ได้ ภาพความหงุดหงิดเมื่อครรภ์หายวับไปกับตา แทนที่ด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่ตีรวนขึ้นมาในอก
“มองอะไรครับ จะกินหัวผมหรือไง” กันต์ธีร์เค้นเสียงแหบแห้งออกมาจนแทบเป็นกระซิบ มือเรียวพยายามจะหยิบปากกาขึ้นมาทำงานต่อ แต่ปลายนิ้วกลับสั่นเทาจนทำมันร่วงหล่นลงพื้น
“ดื้อด้านสิ้นดี” คณาธิปสบถเบาๆ ในลำคอ ขายาวก้าวฉับเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว ฝ่ามือหนายื่นไปทาบหน้าผากมนทันทีโดยไม่ทันให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว
“อ๊ะ! คุณคณาธิป... จะทำอะไรน่ะ ปล่อยนะ ตัวผมสกปรก...” กันต์ธีร์พยายามเบี่ยงตัวหนีด้วยความถือดี แต่แรงแค่นั้นจะไปสู้ประธานหนุ่มตัวโตได้อย่างไร
“เงียบไปเลยครับ ตัวร้อนซะขนาดนี้ยังจะมาอวดเก่งอยู่ได้ ป่วยจนสมองกลับไปแล้วหรือไงถึงไม่ยอมลาหยุด” คณาธิปเอ็ดเสียงเข้ม แต่สัมผัสจากฝ่ามือที่แนบหน้าผากกลับอ่อนโยนกว่าคำพูดลิบลับ ความร้อนที่ส่งผ่านผิวเนื้อทำให้เขาขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม “ไข้ขึ้นสูงขนาดนี้ นั่งทำงานไหวได้ยังไง”
“เรื่องของผม... คุณรำคาญผมไม่ใช่เหรอครับที่ไม่มีวินัย ทำงานไม่เป็นมืออาชีพ... งั้นก็เชิญไล่ผมออกเลยสิครับ จะได้พ้นหูพ้นตาคุณสักที” กันต์ธีร์ยังคงกัดฟันเถียง ดวงตาคู่สวยมองค้อนอย่างไม่ยอมแพ้ แม้เรี่ยวแรงจะแทบไม่เหลือแล้วก็ตาม
ให้ตายเถอะ... ปากเก่งเป็นบ้า! คนอะไรป่วยปางตายแต่ฝีปากยังคมกริบเหมือนเดิม
คณาธิปจ้องมองริมฝีปากที่แห้งผากนั้นด้วยความรู้สึกร้อนรุ่มในใจ เขาเกลียดนักไอ้ท่าทางดื้อรั้นไม่เจียมสังขารแบบนี้ แต่แปลก... ที่ความรู้สึกข้างในมันกลับบอกว่าเขากำลังเป็นห่วงคนตรงหน้าจนแทบบ้า
“ผมยังไม่อยากเสียสถาปนิกฝีมือดีหรอกนะ โดยเฉพาะคนที่มีหน้าที่ต้องแก้แบบให้ผมพรุ่งนี้เช้า” คณาธิปเฉไฉหาข้ออ้างกลบเกลื่อนความห่วงใยอันพรั่งพรู “กินข้าวซะ แล้วก็กินยา เดี๋ยวหาว่าบริษัทผมใจร้ายใช้แรงงานทาสยาม”
พูดจบ ประธานหนุ่มก็วางถุงกระดาษที่ถือติดมือมาลงบนโต๊ะ ในนั้นมีข้าวต้มร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมกรุ่น และแผงยาพาราเซตามอลพร้อมน้ำเปล่าหนึ่งขวด
กันต์ธีร์กะพริบตาปริบๆ มองอาหารตรงหน้าด้วยความประหลาดใจระคนสงสัย “นี่คุณ... สั่งมาให้ผมเหรอครับ?”
“อย่าสำคัญตัวผิดครับ ผมแค่ไม่อยากให้ลูกน้องมาตายคาสถานที่ทำงานให้เป็นเสนียดจัญไรแก่บริษัทต่างหาก กินเข้าไปซะ แล้วก็เคลียร์งานตรงหน้าให้เสร็จ ไม่งั้นผมหักเงินเดือนคุณแน่” คณาธิปเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พยายามปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุดเพื่อซ่อนความเขินอายที่เริ่มลามเลียไปถึงใบหู
กันต์ธีร์มองหน้าคนปากแข็งแล้วเผลอหลุดยิ้มบางๆ ออกมาอย่างอ่อนแรง เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มีความเย้ยหยัน แต่มันคือรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของคณาธิปกระตุกสั่นอย่างรุนแรง
“ขอบคุณ... นะครับ ท่านประธานปากร้าย”
“รีรอกินตอนมันยังร้อนเถอะครับ เลิกพูดมากแล้วทำตัวให้มันน่ารักซะบ้าง” คณาธิปทำเป็นเบือนหน้าหนีซ่อนรอยยิ้มมุมปากที่เผลอหลุดออกมา ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปที่ประตูห้องทำงานเพื่อเปิดทางให้คนป่วยได้พักผ่อน
ทว่า... ในจังหวะที่มือหนากำลังจะเอื้อมไปบิดลูกบิดประตูนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือส่วนตัวในกระเป๋าเสื้อสูทของเขาก็แผดเสียงดังขึ้นมาทำลายความเงียบ
คณาธิปก้มลงมองหน้าจอ ปรากฏชื่อสายเรียกเข้าที่ทำให้คิ้วเข้มต้องขมวดเข้าหากันอีกครั้ง... *มีนารา*
หญิงสาวผู้เป็นคู่หมั้นทางธุรกิจที่มารดาของเขาพยายามยัดเยียดให้มาโดยตลอด และเธอก็มักจะปรากฏตัวในเวลาที่ไม่สมควรเสมอ
คณาธิปลือบตาชำเลืองมองกันต์ธีร์ที่กำลังก้มหน้าตักข้าวต้มเข้าปากช้าๆ แววตาสับสนฉายชัดขึ้นในความเงียบ เขาลังเลอยู่ชั่วอึดใจว่าจะกดรับดีหรือไม่ แต่ในวินาทีที่นิ้วโป้งกำลังจะปัดหน้าจอเพื่อตัดสาย เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดกัน พร้อมกับที่บานประตูห้องทำงานถูกผลักเปิดออกโดยวิสาสะ
“เฮียกรณ์คะ! เซอร์ไพรส์! มีนาราเอาคาปูชิโน่โปรดมาฝากค่ะ... เอ๊ะ?”
เสียงหวานใสของมีนาราดังขึ้นท่ามกลางความตกตะลึง แต่สิ่งที่ทำให้คณาธิปต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจยิ่งกว่า คือภาพของหญิงสาวที่ก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มสดใส ทว่าสายตาของเธอกลับจับจ้องตรงมาที่โต๊ะทำงานของกันต์ธีร์... ซึ่งตอนนี้ช้อนในมือของสถาปนิกหนุ่มร่วงหล่นลงกระทบชามเซรามิกดัง *เคร้ง*
บรรยากาศในห้องเย็นเยียบลงทันทีเมื่อสายตาของทั้งสามคนประสานกันในความเงียบงัน
"มะ... มีนารา? คุณเข้ามาได้ยังไง?" คณาธิปอุทานเสียงหลง หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อสังเกตเห็นแววตาไหวระริกของกันต์ธีร์ที่มองตรงมายังเขาราวกับจะทวงถามคำตอบ
และก่อนที่ใครสักคนจะทันได้ปริปากพูดอะไรออกมา มีนาราก็ระเบิดเสียงหัวเราะเบาๆ ออกมาอย่างมีความหมาย พร้อมกับก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานของกันต์ธีร์มากขึ้นอีกก้าว
"ตายจริง... น้องคนนี้ใครกันคะเนี่ย? หรือว่า... จะเป็นคนที่เฮียกรณ์แอบซ่อนไว้ในห้องทำงานกันแน่นะคะ?"
มหายุทธ์ไร้เทียมทาน
(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ติดตามอ่านและคอยสนับสนุนผมมาโดยตลอดนะครับ!)
ท่านประธานครับ... เลิกซึนแล้วมาเป็นแฟนผมที•ตอนที่ 11
ความห่วงใยที่ซ่อนใต้คำดุ
ผลงานโดย มหายุทธ์ไร้เทียมทาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มหายุทธ์ไร้เทียมทาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านประธานครับ... เลิกซึนแล้วมาเป็นแฟนผมที นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!