ปลายดาบคมกริบจ่ออยู่ที่ลำคอระหง ทว่าความเย็นเยียบของเหล็กกล้ายังไม่น่ากลัวเท่ารอยยิ้มหยันบนพระพักตร์ขององค์ชายสาม ผู้มาเยือนก้าวผ่านซากปรักหักพังของเรือนพักด้วยฝีเท้าเงียบเชียบ ราวกับพญายมที่กำลังเดินตรวจตราความตายที่ตนเป็นผู้ขีดเส้นเอาไว้
“ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง...” น้ำเสียงคุ้นเคยเอ่ยขึ้นพร้อมเสียงปรบมือเบาๆ “ไม่นึกเลยว่าท่านแม่ทัพผู้เย็นชา จะยอมตายเพื่อสตรีผู้หนึ่งได้ถึงเพียงนี้... องค์ชายสาม?”
เซี่ยจื่อเวยเม้มริมฝีปากแน่นจนแทบไร้สีเลือด แผลพิษที่หัวไหล่กำเริบจนความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วร่าง แต่นางกลับไม่ยอมส่งเสียงครางระคายหูออกมาแม้แต่นصفพยางค์ ดวงตาดอกท้อคู่สวยจ้องมองหลี่จวินเหยาที่ยืนเอาตัวเข้าบดบังร่างของนางจากคมดาบขององครักษ์นับสิบ
แผ่นหลังกว้างของแม่ทัพหนุ่มชุ่มไปด้วยโลหิต สีหน้าของเขาซีดเซียวลงถนัดตาจากการเสียเลือดและพิษร้ายที่ยังไม่ได้รับการขับออก แต่ดวงตาสนิมเหล็กคู่นั้นกลับยังคงนิ่งสงบ ดุจผิวน้ำในบึงลึกที่ไม่มีวันสั่นคลอน
“หุบปากของท่านเสีย องค์ชายสาม” หลี่จวินเหยาเค้นเสียงลอดไรฟัน แม้ลมหายใจจะเริ่มติดขัด แต่ท่าทีคุกคามยังคงน่าเกรงขามจนองครักษ์ฝ่ายตรงข้ามต้องก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว “ของที่ท่านต้องการอยู่ในมือข้า หากกล้าแตะต้องนางแม้แต่ปลายเส้นผม... สูตรยาทั้งหมดจะถูกเผาจนไม่เหลือแม้แต่เศษเถ้า”
องค์ชายสามหัวเราะในลำคอ ดวงตาเรียวรีพิจารณาภาพเบื้องหน้าด้วยความขบขัน “ท่านแม่ทัพ ท่านนี่ช่างโง่งามเสียจริง ยอมเอาชีวิตมาแลกกับหมอพิษไร้ค่าผู้หนึ่ง นางก็เป็นแค่เครื่องมือชิ้นหนึ่ง เหตุใดต้องทุ่มเทถึงเพียงนี้? หรือว่าท่าน... เกิดหลงรักนางเข้าจริงๆ เสียแล้ว?”
คำพูดนั้นทำเอาบรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่ง
จื่อเวยชะงัก หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบอย่างแรง นางเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังกว้างที่สั่นเทาเล็กน้อยด้วยความเหนื่อยล้าของหลี่จวินเหยา ความรู้สึกบางอย่างตีรวนอยู่ในอกจนจุกแน่น รอยยิ้มเยาะหยันที่นางมักจะใช้ประชดประชันเขาเสมอในยามปกติ มลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความตื่นตระหนกที่ฉายชัดผ่านดวงตาคู่สวย
“อย่า... อย่าพูดจาเหลวไหล” จื่อเวยพยายามเปล่งเสียงปฏิเสธ ทว่าน้ำเสียงกลับสั่นเครือและแหบแห้งจนน่าใจหาย ความอ่อนแอที่ไม่เคยแสดงให้ผู้ใดเห็นตลอดหลายปีที่ผ่านมา บัดนี้กลับพรั่งพรูออกมาพร้อมกับหยาดน้ำตาที่เอ่อคลอหน่วย นางกัดริมฝีปากล่างแน่นเพื่อสะกดกลั้นความเจ็บปวดทั้งทางกายและทางใจที่กำลังกัดกินร่างกาย
นี่เป็นครั้งแรก... ที่สตรีผู้เย่อหยิ่งและปากคอเราะร้ายอย่างเซี่ยจื่อเวย แสดงความเปราะบางออกมาให้บุรุษผู้หนึ่งได้เห็น
หลี่จวินเหยาชำเลืองสายตากลับมามองนางเพียงนิดเดียว แววตาที่เคยแข็งกร้าวและเย็นชามาโดยตลอด บัดนี้กลับฉายประกายความอ่อนโยนระคนเจ็บปวดที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะบรรยาย มือหนาที่ถือกระบี่มั่นเริ่มสั่นเทา แต่เขาก็ยังคงขยับตัวบังนางให้พ้นจากรัศมีคมดาบอย่างมิดชิด
“อย่าร้องไห้...” เขาเอ่ยเสียงกระซิบเบาหวิว ราวกับเกรงว่าเสียงของตนจะไปรบกวนความอดทนเฮือกสุดท้ายของนาง “ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือ... ว่าต่อให้พลิกแผ่นดินนี้ ข้าก็จะไม่ยอมให้ผู้ใดมาทำร้ายเจ้า... แม้แต่ความตายก็ไม่มีสิทธิ์พรากเจ้าไปจากข้า”
“ท่านมันบ้า...” น้ำตาหยดแรกไหลรินผ่านแก้มเนียนของจื่อเวย นางยื่นมือที่สั่นเทาไปยึดชายเสื้อทึบของเขาไว้แน่น ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือ ร่างสูงตรงหน้าจะสลายหายไปต่อหน้าต่อตา “ท่านมันคนโง่เง่าที่สุด... หลี่จวินเหยา!”
“ใช่ ข้ามันโง่...” มุมปากของแม่ทัพหนุ่มยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ความเป็นความตายแขวนอยู่บนเส้นด้าย “โง่ที่เอาหัวใจทั้งดวงมาฝากไว้กับหมอพิษปากร้ายเช่นเจ้า”
“ช่างเป็นฉากรักที่น่าเวทนายิ่งนัก!” องค์ชายสามตบมือช้าๆ สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรียม “ในเมื่อพวกเจ้าอยากตายนัก ข้าก็จะสงเคราะห์ให้—ฆ่าพวกมันเสีย!”
สิ้นคำสั่ง องครักษ์นับสิบพุ่งเข้าใส่พร้อมกัน ประกายคมดาบสะท้อนแสงจันทร์สว่างวาบท่ามกลางความมืดมิด หลี่จวินเหยาผลักร่างของจื่อเวยไปด้านหลังด้วยเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย ก่อนจะพุ่งทะยานเข้าปะทะกับคมดาบเหล่านั้นด้วยตัวคนเดียว เลือดสีเข้มสาดกระเซ็นย้อมพื้นดินจนกลายเป็นสีชาด กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
“จวินเหยา!”
จื่อเวยกรีดร้องสุดเสียง หัวใจของนางราวกับถูกบีบขย้ำจนแหลกสลาย ภาพที่บุรุษผู้เย็นชาและหยิ่งผยองคนนั้นยอมเอาเลือดเนื้อเข้าแลกเพื่อปกป้องนาง ทำให้กำแพงในใจที่นางสร้างขึ้นมาตลอดชีวิตพังทลายลงในพริบตา พิษในกายที่สงบไปกลับตีกลับรุนแรงขึ้นจนนางกระอักเลือดคำโตออกมา
นางไม่อาจทนมองเขาตายต่อหน้าต่อตาได้อีกต่อไป
จื่อเวยสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมพลังปราณที่เหลืออยู่ทั้งหมดสะบัดมือออกไป หีบเข็มเงินขนาดเล็กพุ่งกระจายออกเป็นวงกว้างด้วยวิชาลับตระกูลเซี่ย เข็มอาบพิษนับร้อยดอกพุ่งแหวกอากาศเข้าฝังร่างขององครักษ์ฝ่ายตรงข้ามล้มตึงลงทีละคนอย่างแม่นยำในชั่วพริบตา ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมพื้นที่อีกครั้ง เหลือเพียงเสียงหอบหายใจโรยริน
องค์ชายสามเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ถอยหลังกรูดเมื่อเห็นหมอพิษที่ควรจะไร้เรี่ยวแรง กลับยืนหยัดขึ้นมาได้อีกครั้งด้วยแววตาดุดาราวกับพญาหงส์ที่ถูกต้อนจนมุม
“เจ้า... นังตัวดี!” องค์ชายสามชักกระบี่ออกจากฝักด้วยมือที่สั่นเทา หมายจะพุ่งเข้ามาปลิดชีวีด้วยตนเอง
ทว่า... ก่อนที่ปลายดาบจะถึงตัว ท้องฟ้าเบื้องบนกลับสั่นสะเทือนด้วยเสียงฝีเท้าและเสียงคำรามกึกก้องของกองกำลังทหารนับพันที่ปิดล้อมพื้นที่ไว้ทุกด้าน ธนูเพลิงนับร้อยถูกยกขึ้นเล็งตรงมายังจุดที่องค์ชายสามยืนอยู่
ธงประจำกองทัพพยัคฆ์ทมิฬสะบัดไหวท่ามกลางสายลมราตรี และผู้ที่ก้าวเดินนำหน้ากองทหารเข้ามาด้วยใบหน้าถมึงทึงและแววตาดุดาราวกับมัจจุราช ไม่ใช่ใครอื่น...
“บังอาจนัก!” เสียงตวาดก้องกังวานด้วยความโกรธเกรี้ยวจนพื้นดินสะเทือน “ใครให้บังอาจมาแตะต้องบุตรสาวและแม่ทัพของข้า!”
องค์ชายสามหน้าถอดสีทันทีเมื่อเงาร่างของแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้น—บิดาแท้ๆ ของจื่อเวย—ก้าวเข้ามาพร้อมกับกระบี่อาญาสิทธิ์ในมือ
ขอบพระคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความรู้สึกของตัวละครในตอนนี้นะคะ
ท่านแม่ทัพผู้เย็นชาโปรดหยุดถอนพิษข้าเสียที•ตอนที่ 22
หมอพิษยอมถอดหน้ากาก
ผลงานโดย เสี่ยวเถาฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสี่ยวเถาฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านแม่ทัพผู้เย็นชาโปรดหยุดถอนพิษข้าเสียที นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!