"หากองค์ชายสามยังทรงมีรับสั่งพร่ำเพรื่อกับบุตรสาวของข้าอีกแม้แต่ครึ่งคำ... กระบี่ในมือเล่มนี้คงต้องขออนุญาตพิสูจน์ความคมต่อหน้าพระพักตร์เสียแล้วกระมังเพคะ"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้นแทรกกลางความเงียบงันราวกับสายฟ้าฟาดกลางฤดูร้อน
องค์ชายสามหน้าถอดสีทันที ริมฝีปากที่กำลังจะอ้าเอื้อนคำแก้ตัวสั่นระริกจนน่าสมเพช เมื่อเงาร่างสูงใหญ่ของแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้น—หลี่จวินเหยา—ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาอย่างองอาจ กลิ่นอายสนามรบและคาวเลือดจางๆ ที่ติดกายมาแผ่ขยายกดดันจนห้องโถงกว้างแทบจะแคบลงถนัดตา
เซี่ยจื่อเวยกะพริบตาปริบๆ นางมองแผ่นหลังกว้างของบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นบิดา ก่อนจะเบนสายตาเลยผ่านหัวไหล่หนาไปยังด้านหลัง... ที่ซึ่งควรจะเป็นความว่างเปล่า ทว่าร่างสูงโปรดปรานของแม่ทัพหนุ่มผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเยือกเย็นกลับยืนพิงกรอบประตูอยู่ก่อนแล้ว ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นไม่ได้มององค์ชายสามผู้กำลังหวาดผวาแม้แต่น้อย หากแต่กำลังจ้องมองมาที่นาง... ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
มันไม่ใช่สายตาราบเรียบไร้คลื่นลมเช่นเคยอีกต่อไปแล้ว แต่ลึกล้ำ รuวนเร และเปี่ยมด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ทำเอาหัวใจคนมองกระตุกวูบอย่างไม่ทันตั้งตัว
"ท่านแม่ทัพ..." องค์ชายสามฝืนแย้มสรุปยิ้มแห้งแล้ง พยายามรักษาพระพักตร์ "เปิ่นหวางเพียงแค่มาเยือนตามประสา... หาได้มีเจตนาล่วงเกิน..."
"เจตนาหรือไม่ หม่อมฉันย่อมวินิจฉัยเองได้พ่ะย่ะค่ะ" หลี่จวินเหยาตัดบทอย่างไร้เยื่อใย ไร้ความเกรงกลัวต่อฐานันดรศักดิ์ "แต่ทว่ายามนี้ เป็นเวลาที่ตระกูลเซี่ยต้องสะสางเรื่องภายใน เกรงว่าสถานที่แห่งนี้จะไม่สะดวกต้อนรับแขกสูงศักดิ์เสียแล้วกระมัง เชิญ"
คำว่า 'เชิญ' ของแม่ทัพใหญ่ไม่ได้มาพร้อมรอยยิ้ม แต่มาพร้อมคมกระบี่อาญาสิทธิ์ที่ขยับออกจากฝักเพียงหนึ่งนิ้ว สะท้อนแสงไฟวับวาวจนองค์ชายสามต้องรีบสะบัดชายฉลองพระองค์ถอยร่นออกไปแทบไม่ทัน ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่เข้าปกคลุมทั่วบริเวณ
จื่อเวยลอบถอนหายใจเบาๆ นางปัดชายเสื้อพิษของตนเองให้เข้าที่ ก่อนจะหันไปประสานมือคารวะบิดา "ท่านพ่อ กลับมาจากการศึกครานี้ ดูท่า... จะได้ของฝากชิ้นใหญ่กลับมาด้วยสินะเจ้าคะ ถึงได้ไล่สุนัขเร่ร่อนไปได้รวดเร็วปานนี้"
แม่ทัพเฒ่าหันมามองบุตรสาวด้วยแววตาระคนเอ็นดูและระอาใจ "เจ้าเด็กคนนี้นี่ ปากคอยังคงคมกริบไม่เปลี่ยน... เกรงว่าคนที่เดือดร้อนจะไม่ใช่สุนัขเร่ร่อนหรอกกระมัง แต่เป็นคนแถวนี้ที่เอาแต่ยืนมองเงียบๆ เสียมากกว่า"
สิ้นคำกล่าวของบิดา จื่อเวยก็ชะงัก นางหันขวับกลับไปมองจุดที่หลี่จวินเหยายืนอยู่ ทว่าร่างสูงโปร่งของแม่ทัพหนุ่มกลับหายไปจากตรงนั้นเสียแล้ว เหลือเพียงกลิ่นอายจางๆ ของสนป่าและจันทร์เพ็ญที่ลอยวนอยู่ในอากาศ
หมอสาวขมวดคิ้วมุ่น นางก้าวเท้าเดินออกจากห้องโถงเพื่อตามหาต้นตอของความหงุดหงิดที่แล่นพล่านในอก ร่างบางเดินลัดเลาะผ่านระเบียงทางเดินยาวที่ทอดตัวสู่สวนหย่อมกลางจวน ก่อนจะชะงักฝีเท้าลงเมื่อเงาร่างคุ้นเคยยืนรออยู่ใต้ร่มเงาของต้นเหมยโบราณ
หลี่จวินเหยายืนกอดอกพิงลำต้นไม้ สายตาทอดมองลงมาที่นาง นิ่งสนิท ทว่ากลับร้อนรุ่มจนน่าประหลาด
"แอบมองผู้คนยามสนทนา... เป็นงานอดิเรกใหม่ของท่านแม่ทัพผู้เย็นชาหรืออย่างไรเจ้าคะ" จื่อเวยเปิดฉากทันทีด้วยรอยยิ้มเยาะ นางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อซ่อนความประหม่าที่จู่ๆ ก็ตีตื้นขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย "หรือว่ารบชนะกลับมาจนว่างงาน ถึงได้มาเดินตรวจตราความเรียบร้อยในจวนของผู้อื่น"
หลี่จวินเหยาไม่ตอบทันที เขาย่างสามขุมเข้ามาหาช้าๆ ทุกก้าวที่อีกฝ่ายขยับเข้าใกล้ ราวกับอากาศรอบตัวถูกสูบหายไปทีละน้อย ร่างสูงใหญ่กดดันนางให้ถอยร่นจนแผ่นหลังชนเข้ากับระเบียงไม้เย็นเฉียบ โดยมีวงแขนแกร่งกักตัวนางไว้ตรงกลางอย่างจงใจ
"เจ้ากล้าดียังไง..." น้ำเสียงนุ่มทุ้มเอ่ยขึ้นชิดริมฝีปาก ต่ำพร่าจนคนฟังขนลุกซู่ "ไปยืนให้บุรุษอื่นทอดพระเนตรด้วยสายตาแทะโลมเช่นนั้น... จื่อเวย เจ้าคิดว่าชีวิตของตนเองไม่มีราคาค่างวดอันใดแล้วหรือ"
จื่อเวยหัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตตวัดมองค้อนอย่างดุร้าย "ราคาค่างวดของข้า จะมากหรือน้อยก็ไม่เคยต้องเดือดร้อนท่านแม่ทัพต้องมาตีราคาให้! อีกอย่าง องค์ชายสามจะมองอย่างไร มันก็เรื่องของเขา หาได้เกี่ยวกับท่าน..."
"เกี่ยวข้องสิ"
คำพูดสวนกลับมาอย่างรวดเร็วจนจื่อเวยชะงัก หลี่จวินเหยาก้มลงมองนาง ดวงตาคมกริบที่เคยราบเรียบดุจน้ำแข็ง บัดนี้กลับระอุด้วยเปลวเพลิงบางอย่างที่ซ่อนเร้นมานาน ปลายจมูกของเขาทั้งสองแทบจะชนกันในระยะประชิด
"เพราะสายตาที่มันใช้มองเจ้า... ข้าเห็นแล้วอยากควักลูกตาสุนัขตัวนั้นทิ้งเสียให้สิ้นซาก"
น้ำเสียงนั้นไม่มีทีท่าว่าล้อเล่นเลยแม้แต่น้อย มันจริงจัง ดิบเถื่อน และเต็มไปด้วยความหึงหวงที่เจ้าตัวพยายามกดขี่ไว้ภายใต้หน้ากากเยือกเย็นมาตลอดหลายเดือน จื่อเวยลมหายใจสะดุด หัวใจในอกเต้นโครมครามจนแทบทะลุออกมานอกซี่โครง นางพยายามจะผลักอกอีกฝ่ายออก แต่ทว่าอ้อมแขนแกร่งกลับรัดแน่นขึ้นราวกับคีมเหล็ก
"ท่าน... เสียสติไปแล้วหรือไร..." นางเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามบังคับน้ำเสียงไม่ให้สั่น "ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ หลี่จวินเหยา!"
"ข้าเสียสติไปตั้งแต่วันที่ต้องจำใจปล่อยให้เจ้าเผชิญหน้ากับอันตรายลำพังแล้ว..." หลี่จวินเหยาเอ่ยเสียงแผ่วเบาราวกับรำพึงกับตัวเอง ปลายนี้ความเยือกเย็นทั้งมวลได้มลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงบุรุษคนหนึ่งที่พ่ายแพ้ให้กับสตรีตรงหน้าอย่างราบคาบ "จื่อเวย... ข้ากลับมาจากสนามรบ คราวนี้... ข้าจะไม่ยอมถอยให้เจ้าอีกต่อไปแล้ว"
ทว่า ก่อนที่ริมฝีปากจะได้ขยับเอื้อนเอ่ยสิ่งใดโต้แย้ง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงพร้อมกับเสียงตะโกนเรียกจากปลายระเบียงก็ดังแทรกขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูฉาบด้วยกลิ่นอายอันตรายทันที
"ท่านแม่ทัพ! แม่ทัพใหญ่สั่งด่วน! สายสืบจากชายแดนส่งม้าเร็วแจ้งข่าว... ค่ายกลพิษที่เรายึดมาได้กำลังถูกชิงกลับคืนโดยกลุ่มคนชุดดำปริศนา และเป้าหมายของมัน..."
เสียงรายงานหยุดชะงักลงครู่หนึ่งเมื่อทหารรายงานวิ่งมาเห็นภาพเบื้องหน้า ทว่าประโยคถัดมากลับทำให้เลือดในกายของจื่อเวยเย็นเฉียบลงทันตาเห็น
"เป้าหมายของพวกมัน... คือการลักพาตัว 'หมอพิษเซี่ย' ไปบูชายانลับในคืนจันทร์ดับนี้พ่ะย่ะค่ะ!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ติดตามและอินไปกับความสัมพันธ์ที่ทั้งแสบและฟินของคู่นี้ แล้วเรามาลุ้นตอนต่อไปด้วยกันนะคะ!
ท่านแม่ทัพผู้เย็นชาโปรดหยุดถอนพิษข้าเสียที•ตอนที่ 23
ความสัมพันธ์ที่ไร้คำจำกัดความ
ผลงานโดย เสี่ยวเถาฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสี่ยวเถาฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านแม่ทัพผู้เย็นชาโปรดหยุดถอนพิษข้าเสียที นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!