วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนเมฆา•ตอนที่ 9

ค่ำคืนใต้แสงจันทร์

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
"หากกระบี่ในมือเจ้ายังลังเล เหตุใดจึงไม่ยอมปล่อยมันหลุดมือเสียเล่า?" น้ำเสียงเยือกเย็นดั่งหิมะโปรยปรายในหุบเขาหมื่นปีดังขึ้น ทำลายความเงียบงัดของราตรีที่ถูกปกคลุมด้วยแสงจันทร์สีนวล หลี่เฟยหลงยังคงยืนขวางหน้าไป๋หลินเซียนไว้อย่างมั่นคง ปลายเท้าของเขากดลงบนพื้นศิลาเบาๆ ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยค่ายกลดาราเคลื่อนคล้อยที่ถูกกางออกอย่างไร้สุ้มเสียง อักขระสีทองจางๆ วับแวมใต้ฝ่าเท้า ราวกับรังสีแห่งดวงดาวที่พร้อมแผดเผาทุกสิ่งที่ย่างกรายเข้ามาในรัศมีสาม丈 เบื้องหน้าของพวกเขาทั้งสองคือความมืดมิดอันเวิ้งว้างของป่าไผ่ทมิฬ แต่ไอร้อนจากค่ายกลและจิตสังหารจากเงาลึกลับเมื่อครู่ได้จางหายไปหลงเหลือเพียงความเงียบงันที่กดดันหัวใจ ไป๋หลินเซียนชะوักไปเล็กน้อย ดวงตาดอกท้อคู่หงส์มองแผ่นหลังกว้างที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า นางเป็นถึงธิดาแห่งตำหนักเซียนเมฆา ผู้คนนับหมื่นล้วนก้มหัวคารวะ ไอรัศมีเซียนของนางบริสุทธิ์ผุดผ่องจนไม่มีผู้ใดกล้าสบตาตรงๆ ทว่าในยามนี้ ยามที่เงาของความตายทาบทับลงมา กลับมีบุรุษผู้หนึ่งก้าวขึ้นมาบังลมฝนให้... มิใช่ด้วยพละกำลังอันป่าเถื่อน หากแต่เป็นความเยือกเย็น สุขุม และค่ายกลอักขระที่คำนวณทิศทางฟ้าดินไว้อย่างแม่นยำราพณ์เทพพยากรณ์ "คุณชายหลี่..." นางเอ่ยแผ่วเบา น้ำเสียงที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็งนิ่งสนิท กลับมีความไหวระริกคล้ายผิวน้ำในยามต้องสายลม "ท่านทำเช่นนี้... คุ้มค่าแล้วหรือ? ศัตรูในเงาไม่อาจหยั่งรู้ได้ว่ามีกี่คน เหตุใดท่านจึงต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงเพื่อสตรีที่ถือว่าไร้ค่าในเส้นทางแห่งเต๋าเช่นข้า" หลี่เฟยหลงไม่หันกลับไปมอง รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเย้ยหยันต่อโชคชะตา นิ้วเรียวยาวเคาะเบาๆ ที่ด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ "ไร้ค่าหรือ?" หลี่เฟยหลงแค่นหัวเราะในลำคอเล็กน้อย "แม่นางไป๋... มนุษย์เรามักเข้าใจว่าการบรรเพ็ญเพียรคือการตัดขาดจากกิเลส ตัดสิ้นซึ่งความรู้สึก ราวกับก้อนหินที่ไร้วิญญาณบนยอดเขา ยิ่งสูงเท่าไหร่ ยิ่งหนาวเหน็บเท่านั้น นั่นมิใช่เต๋า... นั่นคือการขังตัวเองอยู่ในกรงขังแห่งความเย่อหยิ่งต่างหาก" คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดผ่ากลางใจของนางเซียนผู้สูงส่ง ไป๋หลินเซียนตัวสั่นสะท้านเล็กน้อย ภาพความทรงจำอันยาวนานนับร้อยปีของการฝึกฝนอย่างไร้ความปรานี การละทิ้งซึ่งมิตรภาพ ความรัก และความอบอุ่น เพื่อแลกกับการก้าวข้ามขอบเขตพลังผุดขึ้นมาในห้วงสำนึก นางเพียรพยายามบรรลุขั้นเซียนอย่างไร้หัวใจ ทว่ายิ่งสูงขึ้นเท่าใด ความว่างเปล่าในอกกลับยิ่งกัดกินลึกลงไปเท่านั้น นางหลับตาลงช้าๆ พยายามควบคุมลมหายใจที่เริ่มติดขัด "แล้วเต๋าของท่าน... คืออะไรกันแน่?" "เต๋าของข้า..." หลี่เฟยหลงหันกลับมาเล็กน้อย ดวงตาคู่คมดั่งเหยี่ยวทอดมองนางภายใต้แสงจันทร์สาดส่อง แววตานั้นไม่มีความริษยา ไม่มีตัณหา และไม่มีความเสแสร้ง มีเพียงความลึกซึ้งที่อ่านไม่ออก "คือการใช้ชีวิตตามใจปรารถนา กระบี่อยู่ในมือเพื่อปกป้องสิ่งที่เราต้องการปกป้อง อักขระฟ้าดินถูกเขียนขึ้นเพื่อฝืนลิขิตที่อยุติธรรม หากการเป็นเซียนหมายถึงการต้องเย็นชาไร้หัวใจ ยอมปล่อยให้คนที่สมควรปกป้องต้องหลั่งเลือด... เช่นนั้น ต่อให้ได้เป็นเซียนครองฟ้าดิน ข้าหลี่เฟยหลงก็ขอเป็นเพียงจอมยุทธ์ผู้หนึ่งที่เดินดินแต่มีวิญญาณก็พอ" คำพูดเรียบง่ายแต่น้ำหนักประดุจขุนเขา คลื่นพลังทางจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์แผ่ซ่านออกจากตัวของหลี่เฟยหลง สะท้อนกับกฎเกณฑ์ฟ้าดินจนเกิดเสียงก้องกังวานในห้วงมิติ ราวกับเต๋าของเขาได้สั่นคลอนจิตใจที่แข็งกระด้างของนางเซียนให้พังทลายลงในชั่วพริบตา กำแพงน้ำแข็งที่ไป๋หลินเซียนสร้างขึ้นเพื่อปิดกั้นโลกภายนอกตลอดร้อยปี บัดนี้เกิดรอยร้าวขึ้นทีละน้อย หัวใจที่ด้านชาเริ่มเต้นระรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ ความรู้สึกอบอุ่นแปลกประหลาดแผ่ซ่านเข้ามาในทรวงอก ท่ามกลางความเหน็บหนาวของยามค่ำคืน นางมองหน้าเขาเนิ่นนาน ความเย่อหยิ่งทั้งหมดมลายหายสิ้น เหลือเพียงสตรีผู้หนึ่งที่กำลังค้นพบความหมายที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่ นางก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกครึ่งก้าว กลิ่นหอมจางๆ ประดุจดอกเหมยในเหมันต์ฤดูโชยปะทะนาสิกของหลี่เฟยหลง "หลี่เฟยหลง..." นางเอ่ยเรียกชื่อเขาเป็นครั้งแรกโดยปราศจากคำว่าคุณชาย น้ำเสียงนั้นสั่นเครือเล็กน้อยแต่เด็ดเดี่ยว "ท่านไม่กลัวเลยหรือ... หากวันหนึ่งข้ากลายเป็นภัยพิบัติที่ฟ้าดินต้องกำจัด?" หลี่เฟยหลงยิ้มกว้างขึ้น แววตาฉายประกายความทะนงตนที่หาผู้ใดเทียบเคียงไม่ได้ มือหนายื่นออกไปสัมผัสปอยผมสีดำสนิทที่ปลิวไสวตามแรงลมเบาๆ อย่างทะนุถนอม ราวกับเด็กหนุ่มผู้ไม่อาจหักห้ามใจ "หากฟ้าดินจะกำจัดเจ้า ข้าก็จะใช้อักขระหมื่นวิถีพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเพื่อปกป้องเจ้าเอง..." บรรยากาศรอบกายพลันเงียบสงบลงราวกับเวลาหยุดเดิน สายตาทั้งคู่ประสานกันอย่างลึกซึ้ง ความรู้สึกที่ล้นปรี่เกินกว่าจะบรรยายด้วยคำพูดใดๆ กำลังหลอมรวมดวงวิญญาณของทั้งสองเข้าด้วยกันภายใต้แสงจันทร์สีนวล ทว่า... ในวินาทีที่หัวใจของทั้งสองกำลังจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เสียงฝีเท้าอันหนักหน่วงและเหี้ยมเกรียมราวกับเสียงคำรามของอสูรกายก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศ พื้นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนค่ายกลดาราเคลื่อนคล้อยที่หลี่เฟยหลงกางไว้สั่นไหวอย่างรุนแรง! ออร่าพลังปราณสีดำทมิฬพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ดับแสงจันทร์จนมืดมิดในพริบตา พร้อมกับเสียงหัวoาะอันน่าสะพรึงกลัวที่ดังมาจากยอดไม้เบื้องบน "ฮ่าๆๆๆ ช่างเป็นภาพที่น่าซาบซึ้งยิ่งนัก... แต่น่าเสียดาย ที่ความรักของพวกเจ้าจะต้องจบลงที่นี่!" เงาร่างมหึมาเจ็ดร่างปรากฏขึ้นพร้อมกันบนกิ่งไม้ พวกมันสวมหน้ากากอสูรโลหิตและถือกระบี่มารที่ปล่อยไอมรณะคละคลุ้ง และที่น่าตกใจที่สุดคือ ผู้นำของกลุ่มเงาลึกลับนั้น ถือป้ายคำสั่งทองคำแท้ของ "สำนักพิทักษ์สวรรค์" ซึ่งเป็นขุมกำลังอันดับหนึ่งแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์! หลี่เฟยหลงหรี่ตาลง รอยยิ้มอบอุ่นเมื่อครู่หายวับไป ถูกแทนที่ด้วยจิตสังหารอันเย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำแข็งพันปี มือขวาของเขาชักกระบี่ไร้ลักษณ์ออกจากฝักอย่างรวดเร็ว เสียงกระบี่เสียดสีกับฝักดัง *กริ๊ง* ดั่งเสียงคำรามของพญามังกรตื่นจากนิทรา! หมึกทองคำข้ามภพขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในวิถีแห่งเต้านี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนเมฆา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%