ความเงียบงันภายในห้องโถงลับใต้ดินของสำนักเงามืด มิใช่ความสงบอันเกิดจากธรรมชาติ หากแต่เป็นความตายที่ถูกแช่แข็งเอาไว้จนถึงขีดสุด เปลวเพลิงสีเขียวมรกตที่ลุกโชนอยู่ในกระถางสำริดโบราณสะท้อนเงาใบหน้าของบุรุษผู้หนึ่งที่สวมหน้ากากเงินลายอสูร นัยน์ตาคู่คมกริบดั่งใบมีดโกนจ้องมองแผนที่ยุทธภพที่กางอยู่บนโต๊ะหยกดำ นิ้วมือเรียวยาวเคาะลงเบาๆ เป็นจังหวะ ราวกับเสียงนับถอยหลังของลมหายใจสุดท้าย
"หลี่เฟยหลง... ช่างเป็นหนามยอกอกที่ถอนออกยากยิ่งนัก"
เสียงแหบพร่าราวกับเสียงเสียดสีของโลหะดังขึ้นจากมุมมืด ผู้อาวุโสสามแห่งสำนักเงามืดก้าวเท้าออกมาจากเงาดำ ชายชราผู้นี้มีกลิ่นอายพลังปราณที่ดำมืดและบิดเบี้ยว เขากวาดตามองลูกสมุนนับร้อยที่คุกเข่าเรียงรายอยู่เบื้องล่างด้วยแววตาราวกับพญามารมองมดปลวก "มันใช้ค่ายกลดาราไร้ลักษณ์ทำลายค่ายกลกักวิญญาณของเราที่หุบเขาอสูรพ่ายได้อย่างไร้ร่องรอย เด็กหนุ่มผู้นี้ไม่ธรรมดา... หากปล่อยให้มันเติบโตต่อไป เกรงว่าแผนการรวบรวมยุทธภพในรอบร้อยปีของเราคงต้องพังทลายลงด้วยน้ำมือของมันผู้เดียว"
บุรุษสวมหน้ากากเงินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ บรรยากาศรอบตัวพลันเย็นเยียบลงจนหยาดน้ำค้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง "ความฉลาดเป็นกรดและการใช้ยันต์อักขระเหนือสำนักทั่วไปคือจุดเด่นของมัน แต่มนุษย์เราย่อมมีจุดอ่อนเสมอ... ต่อให้กระบี่ไร้ลักษณ์จะไร้ร่องรอยเพียงใด แต่ถ้ามันต้องปกป้องสิ่งสำคัญเล่า?"
รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นภายใต้หน้ากากอสูร
ในขณะเดียวกัน ณ ยอดเขาเมฆาอันสูงชัน เบื้องบนนั้นเมฆหมอกหนาทึบปกคลุมราวกับผืนผ้าไหมสีเทา ลมหนาวพัดโชยนำพาความเหน็บหนาวเข้าสู่กระดูก ไป๋หลินเซียนยืนสง่างามอยู่ริมหน้าผา ชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ปลิวไสวไปตามกระแสลม รัศมีเซียนรอบตัวนางแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง ทว่าแววตากลับเจือไปด้วยความกังวลที่ยากจะปิดIบง นางกำลังรอคอย... รอคอยการกลับมาของบุรุษผู้กุมหัวใจของนางไว้ทั้งหมด
"ท่านพี่เฟยหลง..." เสียงพึมพำของนางแผ่วเบาดั่งเสียงกระซิบของสายลม แต่ทว่าเต็มไปด้วยความลึกล้ำทางจิตวิญญาณ
สำหรับนางแล้ว หลี่เฟยหลงมิใช่เพียงแค่สหายร่วมวิถีเซียน แต่คือผู้เดียวที่เข้าใจความโดดเดี่ยวอันยาวนานนับพันปีของนาง วิถีกระบี่ของเขาดุดันแต่ทว่าอ่อนโยนในคราเดียวกัน เช่นเดียวกับหัวใจของนางที่ถูกหลอมละลายโดยความเด็ดเดี่ยวและสัจธรรมที่เขายึดถือ
ตัดภาพกลับมาที่หุบเขาไผ่เขียว หลี่เฟยหลงหรี่ตาลง รอยยิ้มอบอุ่นเมื่อครู่หายวับไป ถูกแทนที่ด้วยจิตสังหารอันเย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำแข็งพันปี มือขวาของเขาชักกระบี่ไร้ลักษณ์ออกจากฝักอย่างรวดเร็ว เสียงกระบี่เสียดสีกับฝักดัง *กริ๊ง* ดั่งเสียงคำรามของพญามังกรตื่นจากนิทรา!
รัศมีกระบี่โปร่งใสพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า แหวกมฆหมอกออกเป็นสองซีกอย่างไร้ร่องรอย พื้นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือน เลือดในกายของเขากำลังเดือดพล่านด้วยสัมผัสแห่งอันตรายที่คืบคลานเข้ามา
"พวกเจ้าซ่อนตัวอยู่ในเงามานานเกินไปแล้ว... อยากรู้นักว่ากระบี่ในมือข้า จะตัดเงาของพวกเจ้าให้ขาดเป็นจุลได้หรือไม่!"
หลี่เฟยหลงสะบัดข้อมือเบาๆ คลื่นพลังปราณกระบี่อัดแน่นด้วยค่ายกลอักขระสีทองนับพันสายพุ่งทะยานออกไปรอบทิศทาง แสงสว่างเจิดจ้าดั่งดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวันแผดเผาความมืดมิดในรัศมีร้อยลี้ให้มลายหายไปในพริบตา ทว่า... สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับไม่ใช่เงาของมือสังหารทั่วไป แต่เป็นค่ายกลต้องห้ามระดับโบราณที่กำลังกักขังเส้นทางถอยของเขาทุกด้าน!
และที่กลางค่ายกลนั้น... ร่างของไป๋หลินเซียนถูกตรึงไว้ด้วยโซ่ตรวนมารโลหิต นางหันมามองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและคำเตือนที่ส่งผ่านมาทางจิต: *ระวัง... นี่คือกับดักที่ตั้งใจล่อท่านมา!*
หลี่เฟยหลงนิ่งงันไปชั่วลมหายใจ นัยน์ตาคู่คมปรากฏประกายเพลิงแห่งโทสะที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่เคยมีมา!
...
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "หมึกทองคำข้ามภพ" เสมอมานะครับ
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนเมฆา•ตอนที่ 10
ศัตรูในเงา
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนเมฆา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!