วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนเมฆา•ตอนที่ 11

วิกฤตที่ด่านมังกร

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
กงล้อแห่งค่ายกลดาราเจ็ดทิศหมุนวนเสียดสีกันจนเกิดเสียงคำรามต่ำคล้ายเสียงอัสนีบาตคำรามใต้ผืนปฐพี เศษฝุ่นผงศิลาทมิฬถูกแรงกดดันมหาศาลบดขยี้จนกลายเป็นผุยผง ลมปราณรอบบริเวณด่านมังกรเวลานี้บิดเบี้ยวจนมองเห็นเป็นคลื่นใสซ้อนทับกันระลอกแล้วระลอกเล่า ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันจนแทบหยุดหายใจนี้ ร่างของหลี่เฟยหลงยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง ปลายเท้าของเขากดลงบนจุดอับสายตาของค่ายกลอย่างแม่นยำราศีนายทวารผู้กุมชะตาสวรรค์ "หลี่เฟยหลง เจ้าคิดว่าค่ายกลกระยาจกเช่นนี้จะต้านทาน 'ค่ายกลโลหิตหมื่นศพ' ของสำนักมารทมิฬได้จริงหรือ? ช่างเป็นความโง่เขลาที่น่าสมเพชยิ่งนัก!" เสียงหัวร่อด้วยความเย้ยหยันดังสะท้อนก้องมาจากเบื้องบน เงาร่างของผู้อาวุโสหมิงแห่งสำนักมารทมิฬปรากฏขึ้นท่ามกลางกลุ่มหมอกโลหิตหนาทึบ สองมือของมันประสานเข้าหากัน ปราณมารสีดำสนิทแผ่พุ่งออกมาจากร่างจนท้องนิติศูนย์กลางด่านมังกรกลายเป็นสีเลือด ในมือของมันถือธงอาคมปักดวงวิญญาณนับพัน ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนบาดแก้วหู พลังกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่ซ่านกดทับลงมาดั่งภูเขาห้าขุนเขา ทว่า หลี่เฟยหลงมิได้แสดงความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีมองลอดผ่านม่านพลังมารด้วยความสงบเยือกเย็น มือข้างหนึ่งของเขายังคงถือพู่กันอักขระโลหิต จรดปลายพู่กันลงกลางอากาศอย่างเชื่องช้าแต่ทรงพลัง ทุกรอยขีดเขียนสร้างประกายแสงสีทองอร่ามขับไล่ความมืดมิดของปราณมารให้ถอยร่นไปทีละคืบ "ค่ายกลจะแข็งแกร่งเพียงใด มิได้อยู่ที่ความดุดันของพลัง... แต่อ2ยู่ที่ความเข้าใจในจุดอ่อนของมัน" หลี่เฟยหลงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าก้องกังวานดั่งระฆังทองคำในวิหารเซียน "เจ้าใช้ศพมนุษย์นับหมื่นมาเป็นฐานพลัง ย่อมมีจุดเชื่อมต่อที่เปราะบางดั่งเส้นด้าย ยิ่งพลังมากเท่าใด แรงสะท้อนย้อนกลับยิ่งรุนแรงเท่านั้น ผู้อาวุโสหมิง... ท่านเดินหมากตาผิดตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้าสู่เขตแดนแห่งนี้แล้ว" สิ้นคำกล่าวของเขา นิ้วมือเรียวยาวของหลี่เฟยหลงก็ดีดสะบัดยันต์อักขระแปดทิศออกไปพร้อมกัน แสงสีทองสว่างวาบขึ้นราวกับดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน พลังค่ายกลดาราเจ็ดทิศพลันพลิกผันกลับขั้ว จากเดิมที่ตั้งรับกลเป็นการจู่โจม ลำแสงดาราพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าดั่งหอกเพลิงทะลวงม่านหมอกโลหิตจนฉีกขาดเป็นวิ่น ที่เบื้องหลังม่านพลังป้องกันอันเลือนราง ไป๋หลินเซียนยืนสง่างามดั่งเทพธิดาน้ำแข็ง นางมิได้ลงมือช่วยเหลือ แต่สายตาคู่คมปลาบที่มองแผ่นหลังของบุรุษเบื้องหน้ากลับเต็มไปด้วยความลึกล้ำและประกายแห่งความเชื่อมั่น กระบี่เซียนเหมันต์ในมือของนางแม้จะยังไม่ชักออกจากฝัก ทว่าไอเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากตัวกระบี่ก็เริ่มจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งรอบอาณาบริเวณ บ่งบอกว่านางพร้อมจะปลิดชีพผู้ใดก็ตามที่กล้าผ่านแนวป้องกันของหลี่เฟยหลงเข้ามา "เฟยหลงระวัง..." เสียงหวานกังวานเอמהนเตือนเบาๆ ดั่งเสียงกระซิบของสายลมฤดูใบไม้ผลิ ทว่าแฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันเยือกเย็นที่พร้อมจะแช่แข็งทุกสรรพสิ่ง "วางใจเถอะหลินเซียน ข้าบอกแล้วว่า... วันนี้ไม่มีผู้ใดผ่านด่านนี้ไปได้แม้แต่คนเดียว" หลี่เฟยหลงตอบโดยไม่หันกลับไปมอง รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างผู้เหนือกว่า ผู้อาวุโสหมิงหน้าเปลี่ยนสีทันทีเมื่อพบว่ากระบวนท่าของตนถูกพลิกกลับมาทำลายล้างสำนักมารทมิฬเสียเอง ใบหน้าเหี่ยวย่นบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว มันคำรามลั่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน "เด็กน้อยอวดดี! วันนี้ข้าจะถลกหนังเจ้ามาทำเป็นกลองศึก!" มันระเบิดพลังปราณมารทั้งหมดที่มี พุ่งทะยานเข้าหาหลี่เฟยหลงราวกับอสูรกายกระหายเลือด กรงเล็บสีดำสนิทฉีกกระชากอากาศจนเกิดเสียงแหลมหวีดหวิว พลังทำลายล้างนี้เพียงพอที่จะทำให้จอมยุทธ์ทั่วไปแหลقสลายกลายเป็นจุลในพริบตาเดียว ทว่า หลี่เฟยหลงกลับหลับตาลงชั่วขณะหนึ่ง ปล่อยให้ลมปราณรอบตัวสงบนิ่งดั่งผิวน้ำในยามราตรี เมื่อกรงเล็บมารอยู่ห่างจากหน้าผากของเขาเพียงไม่ถึงคืบ ดวงตาก็ค่อยๆ ลืมขึ้นพร้อมประกายแสงสีทองเจิดจ้าที่สะท้อนภาพเงาของค่ายกลอักขระนับพันบนม่านตา "สลาย!" คำพูดเพียงคำเดียวหลุดออกจากริมฝีปากของบุรุษหนุ่ม ทันใดนั้น พื้นดินใต้ร่างของผู้อาวุโสหมิงก็ยุบตัวลงกลายเป็นหลุมอักขระขนาดใหญ่ แรงโน้มถ่วงมหาศาลและสายฟ้าอัสนีสวรรค์นับร้อยสายพุ่งทะลวงจากพื้นดินขึ้นมาพันธนาการร่างของมันไว้ในพริบตา เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังสนั่นหวั่นไหว ร่างของผู้อาวุโสแห่งสำนักมารทมิฬถูกพลังค่ายกลบดขยี้จนแหลقเหลวไม่เป็นท่า สลายหายไปในอากาศอย่างไร้ร่องรอย ความเงียบงันเข้าปกคลุมด่านมังกรทันที เหล่าสมุนสำนักมารทมิฬที่เหลืออยู่ต่างหน้าซีดเผือด ถอยกรูดด้วยความหวาดกลัวจนตัวสั่นเทิ้ม ในจังหวะที่สถานการณ์กำลังจะคลี่คลายลงนั้นเอง ท้องฟ้าเบื้องบนที่ควรจะแจ่มใสกลับมืดครึ้มลงอย่างกะทันหัน เมฆดำทะมึนก่อตัวเป็นรูปเกลียวพายุหมุนวนเหนือศีรษะของพวกเขา แรงกดดันระดับที่เหนือกว่าขอบเขตหลอมรวมวิญญาณหลายเท่าตัวแผ่ซ่านลงมาจากรอยแยกมิติบนท้องฟ้า พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบพร่าอันทรงพลังที่สั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณของทุกคน "ฮ่าๆๆๆ... ช่างน่าชมเชย ช่างน่าชมเชยยิ่งนัก เดินหมากได้งดงามนักเจ้าหนูตระกูลหลี่ น่าเสียดายที่หมากกระดานนี้... มิได้มีไว้ให้เจ้าเป็นผู้ชนะแต่เพียงผู้เดียว" เงาร่างสีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่งก้าวออกมาจากรอยแยกมิติอย่างเชื่องช้า ปลายเท้าแตะลงบนยอดกระบี่บินที่ลอยอยู่กลางอากาศ ใบหน้าของผูมาใหม่ถูกปกปิดด้วยหน้ากากกระบี่เงิน ทว่ากลิ่นอายกระบี่ที่แผ่ออกมาจากร่างของมันกลับคมกราบจนทำให้กระบี่เซียนเหมันต์ในมือของไป๋หลินเซียนสั่นสะท้อนเบาๆ เหมือนเป็นการคารวะต่อผู้มาเยือน หลี่เฟยหลงหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มมั่นใจเมื่อครู่เลือนหายไป แทนที่ด้วยความเคร่งขรึมจริงจัง เพราะเขารู้ดีว่า... บุคคลผู้นี้คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังความวุ่นวายทั้งหมด และระดับพลังของมัน... อยู่ในขอบเขตที่แม้แต่เขาเองก็ยังต้องประเมินใหม่อีกครั้ง ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่ในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันเสมอนะครับ
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนเมฆา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%