วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนเมฆา•ตอนที่ 8

การตัดสินใจของนางเซียน

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
"เสียงเห่าหอนของสุนัขรับใช้สำนักโลหิตทมิฬมักน่ารำคาญเช่นนี้เสมอ... น่าเสียดายที่สุนัขบางตัวไม่รู้ว่าเงาหัวของตนเองได้ขาดหายไปก่อนที่เลือดจะทันหยดลงพื้นเสียอีก" น้ำเสียงของหลี่เฟยหลงเรียบเฉย ทว่าดังก้องกังวานราวกับเสียงระฆังสำริดในวิหารโบราณ ร่างของเขาไม่ได้ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ปลายเท้ายังคงยืนอยู่บนแผ่นศิลาที่สลักลวดลายค่ายกลปรกปักษ์ดารา ขณะที่เบื้องหน้า ห่างออกไปเพียงสามเชียะ ร่างของมือสังหารระดับหลอมรวมลมปราณขั้นสมบูรณ์จากสำนักโลหิตทมิฬผู้บุกรุกเข้ามาเมื่อครู่ กลับยืนค้างแข็งทื่อ ดวงเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด *ฉับ!* เสียงลมตัดผ่านเนื้อเยื่อดังขึ้นแผ่วเบา ศีรษะของมันพลันเลื่อนหลุดจากบ่า เลือดสีดำคล้ำพุ่งทะลักออกมาเป็นสายราวกับน้ำพุร้อน ก่อนที่ร่างไร้หัวจะทรุดฮวบลงกองกับพื้นอย่างไร้ชีวิต นี่ไม่ใช่เพราะกระบี่ของหลี่เฟยหลงรวดเร็วจนมองไม่ทัน... แต่เป็นเพราะ "ค่ายกลมายาดาราแปดทิศ" ที่เขาฝังรากอักขระไว้โดยรอบ ได้บิดเบือนมิติและห้วงเวลาในรัศมีสามเชียะ ศัตรูผู้นั้นก้าวเข้ามาในเขตสังหารโดยไม่รู้ตัว ปลายกระบี่ที่แท้จริงหาได้พุ่งมาจากด้านหน้า แต่มันถูกสะท้อนและหักเหผ่านมิติอักขระ มาตัดผ่านลำคอของมันจากด้านหลังอย่างไร้ร่องรอย ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมบริเวณเรือนพักไผ่เขียวชะอุ่ม ท่ามกลางกลิ่นอายโลหิตที่คละคลุ้งปะปนกับกลิ่นหอมจางๆ ของชาสมุนไพร ไป๋หลินเซียน นางเซียนผู้ครองฉายา "กระบี่เหมันต์ไร้ใจ" นั่งอยู่บนตั่งไม้ไผ่เบื้องหลัง นางมิได้แม้แต่จะชายตามองศพที่นอนไร้ลมหายใจอยู่เบื้องหน้า ดวงเนตรคู่งามดั่งหยกสลักจ้องมองไปยังหลี่เฟยหลงด้วยประกายความรู้สึกที่ซับซ้อนยากจะหยั่งถึง ลึกเข้าไปในแววตานั้นมีความตกตะลึงระคนความเลื่อมใสที่ถูกเก็บกักไว้อย่างแนบเนียน ตลอดร้อยปีที่ผ่านมา ไป๋หลินเซียนเชื่อมั่นมาตลอดว่าวิถีแห่งเต๋าคือการฝึกฝนพลังปราณให้บริสุทธิ์ ดึงดูดพลังฟ้าดินด้วยเขตแดนที่แข็งแกร่ง และใช้กระบวนท่ากระบี่ที่เฉียบคมที่สุดเพื่อทะลวงอุปสรรคทุกอย่าง นางไม่เคยอยู่ในสายตาของสำนักใหญ่ใดๆ เพราะพลังฝีมือระดับครึ่งก้าวสู่ขอบเขตเซียนแท้จริงของนางเพียงพอที่จะกดขี่ผู้คนทั่วหล้า ทว่า... ในค่ำคืนนี้ หลี่เฟยหลงกลับใช้เพียงกระดาษยันต์อักขระไม่กี่แผ่น และการคำนวณตำแหน่งทิศทางของค่ายกลอย่างแม่นยำราitheเทพยุทธ์หยั่งรู้ฟ้าดิน สยบยอดฝีมือผู้มีพลังสูงกว่าตนถึงหนึ่งขั้นใหญ่ได้อย่างง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ "เจ้า... ใช้หลักการใดในการหมุนวนกระแสลมปราณของค่ายกลเมื่อครู่?" ไป๋หลินเซียนเอ่ยถามขึ้น น้ำเสียงของนางยังคงเยือกเย็นตามวิสัย ทว่าแฝงความกังขาใคร่รู้ที่นางไม่เคยเอ่ยปากถามผู้ใดมาก่อนในรอบหลายสิบปี หลี่เฟยหลงหันกลับมามองนาง รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทว่าอบอุ่นลึกล้ำ "แม่นางไป๋... ฟ้าดินมีวัฏจักร สรรพสิ่งมีหยินหยาง ค่ายกลก็ไม่ต่างอะไรกับหมากบนกระดาน ผู้ที่ใช้กำลังย่อมมองเห็นเพียงหมากตรงหน้า แต่ผู้ที่ใช้ปัญญา ย่อมมองเห็นมือที่ชักใยอยู่เบื้องหลังกระดานทั้งหมด ข้าไม่ได้ใช้พลังต้านทานมัน แต่ข้าใช้พลังของมันเอง... มาบดขยี้ตัวมันเองต่างหาก" คำกล่าวนี้เรียบง่าย ทว่าเมื่อสะท้อนเข้าสู่จิตวิญญาณของไป๋หลินเซียน มันกลับคล้ายสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางทะเลปราณในร่างของนาง! ร่างกายของนางสั่นสะท้านเล็กน้อย เคล็ดวิชา "กระบี่เหมันต์เก้าสวรรค์" ที่นางติดค้างอยู่ในคอขวดขั้นสูงสุดมานานกว่าสิบปี พลันเกิดความสั่นคลอน ราวกับน้ำแข็งที่กำลังถูกความอบอุ่นแผ่วเบาลูบไล้จนเกิดรอยร้าว นางตระหนักได้ในทันที... สิ่งที่หลี่เฟยหลงครอบครองไม่ใช่แค่เคล็ดวิชาพิสดาร แต่คือ "ความเข้าใจในสัจธรรมแห่งเต๋า" ที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าผู้อาวุโสสูงสุดในนิกายใหญ่เสียอีก "เจ้าช่าง... น่ากลัวยิ่งนัก" ไป๋หลินเซียนพึมพำเบาๆ ริมฝีปากสีชาดเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนที่นางจะลุกขึ้นยืน ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวกับเทพธิดากลางหิมะก้าวเข้าไปใกล้เขาอย่างช้าๆ กลิ่นอายความเย็นชาที่เคยแผ่ออกมาเพื่อปฏิเสธผู้คนรอบกายบัดนี้กลับจางหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเปราะบางและอ่อนโยนที่นางไม่เคยแสดงให้ผู้ใดเห็น หลี่เฟยหลงไม่ถอยหลัง เขายกมือขึ้นปัดเศษฝุ่นที่เกาะอยู่บนบ่าของนางอย่างเป็นธรรมชาติ ท่าทีที่อาจหาญแต่นุ่มนวลนี้ทำให้นางเซียนผู้สูงส่งถึงกับชะงัก ลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ ดวงหน้าดั่งหยกสลักขึ้นสีเรื่อจางๆ โดยไม่รู้ตัว "โลกภายนอกวุ่นวาย สำนักโลหิตทมิฬส่งคนมาลองเชิงเช่นนี้ แสดงว่าเบื้องหลังพวกมันต้องมีผู้อาวุโสระดับบรรพจารย์หนุนหลังอยู่... แม่นางไป๋ หากท่านยังเลือกที่จะปกป้องข้าในสถานการณ์เช่นนี้ เกรงว่าความสงบสุขบนยอดเขาแห่งนี้คงต้องจบลงแล้ว" หลี่เฟยหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าหนักแน่น ดวงตาคมกริบมองลึกเข้าไปในดวงตานาง ไป๋หลินเซียนเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของนางไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงความเด็ดเดี่ยวและประกายความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะบรรยาย "ความสงบสุขที่แลกมาด้วยการซ่อนตัวหาใช่เต๋าของข้าไม่..." ไป๋หลินเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานเด็ดขาด นางพลิกฝ่ามือเรียกกระบี่ประจำกาย "เหมันต์สวรรค์" ออกมา ตัวกระบี่เปล่งแสงสีฟ้าครามเจิดจ้า อุณหภูมิโดยรอบลดฮวบลงจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้ายามค่ำคืน "หากพวกมันกล้ามาเหยียบย่างที่นี่ ข้าจะใช้กระบี่นี้... ฝังพวกมันทั้งหมดไว้ใต้ทะเลน้ำแข็งนิรันดร์" หลี่เฟยหลงแย้มยิ้มอย่างพึงพอใจ เขายกมือขึ้นตบเบาๆ เป็นเชิงชื่นชม "เช่นนั้น... ให้ข้าได้วาดลวดลายอักขระส่งท้ายต้อนรับพวกมันสักหน่อยเถอะ" ทว่า ในวินาทีที่เขากำลังจะสะบัดนิ้วเพื่อวางค่ายกลชุดใหม่ ท้องนภายามค่ำคืนที่เคยไร้เมฆกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานราวกับถูกย้อมด้วยเลือด! มิติเบื้องบนสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงคำรามกึกก้องราวกับอสนีบาตฟาดฟ่า แรงกดดันมหาศาลระดับ "ขอบเขตเซียนแท้จริง" กดทับลงมาจากฟากฟ้าจนต้นไม้ไผ่รอบเรือนพักหักโค่นลงเป็นแถบๆ เงาร่างมหึมาสามร่างปรากฏขึ้นท่ามกลางรอยแยกของมิติที่ฉีกขาด ผู้นำกลุ่มคือชายชราในชุดคลุมสีเลือด ใบหน้าเหี่ยวย่นราวกับซากศพ ดวงตาสะท้อนประกายอำมหิตจ้องมองตรงมายังพวกเขาทั้งสอง พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่สั่นประสาท "ฮ่าๆๆ! ไป๋หลินเซียน! เจ้าคิดว่าซ่อนตัวอยู่กับไอ้สวะวิชาอักขระนี่แล้วจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของนิกายโลหิตทมิฬได้อย่างนั้นหรือ? วันนี้สำนักของพวกเราจะกวาดล้างสถานที่แห่งนี้ให้ราบเป็นหน้ากลอง และเอาดวงจิตเซียนของเจ้ามาหลอมเป็นโอสถ!" หลี่เฟยหลงหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าหายวับไป ถูกแทนที่ด้วยความเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี เขาก้าวขึ้นไปยืนขวางหน้าไป๋หลินเซียนไว้ครึ่งก้าว มือขวาสัมผัสที่ด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ที่ซ่อนอยู่ข้างเอวอย่างมั่นคง หมึกทองคำข้ามภพขอขอบคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในวิถีแห่งเต๋านี้นะครับ
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนเมฆา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%