"หากก้าวพลาดไปแม้เพียงครึ่งนิ้ว กระดูกทั่วร่างของเจ้าจะมิเหลือแม้แต่ผงธุลี"
สุ้มเสียงของไป๋หลินเซียนราบเรียบทว่าเย็นยะเยือกดั่งน้ำค้างแข็งกลางเหมันตฤดู นางยืนสง่นิ่งอยู่บนชะง่อนผาหินสีนิล ปลายชายอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์มิได้แตะต้องแม้แต่ฝุ่นผง ลมปราณเซียนบริสุทธิ์แผ่ซ่านรอบกายจนอากาศบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น ทว่าสายตาที่ทอดมองลงไปยังหุบเบื้องล่างกลับฉายแววกังวลที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความเยชาอย่างมิดชิด
หลี่เฟยหลงไม่ตอบคำ เขายังคงก้าวเดินช้าๆ บนพื้นหินที่ปกคลุมด้วยมอสสีเขียวเข้ม เบื้องหน้าคือ 'หุบเขาร้างอสูรโลหิต' โบราณสถานที่ถูกลืมเลือนจากหน้าประวัติศาสตร์ยุทธภพมากว่าพันปี ปราณกระบี่ในกายของเขาหมุนวนอย่างเชื่องช้าแต่หนักหน่วงราวกับก้อนศิลาใต้ท้องมหาสมุทร นิ้วเรียวยาวสะบัดออกเบาๆ แผ่นยันต์อักขระสีทองคำส่องประกายเรืองรองลอยเคว้งคว้างกลางอากาศ ก่อนจะร่วงหล่นลงสู่พื้นเบื้องหน้า
*แปะ... แปะ... แปะ...*
ทันทีที่ยันต์แผ่นแรกสัมผัสกับความว่างเปล่าห่างจากปลายเท้าสามชุ่น พื้นที่ว่างเปล่าพลันปรากฏระลอกคลื่นสีดำสนิทราวกับผิวน้ำที่ถูกโยนก้อนหิน ลมปราณกดดันอันน่าสะพรึงกลัวพุ่งทะยานขึ้นมาจากความว่างเปล่าราวกับพญานาคตื่นจากจำศีล ค่ายกลสังหารไร้ลักษณ์ที่หลับใหลมานานนับพันปีถูกกระตุ้นขึ้นทีละน้อย อากาศรอบตัวแปรเปลี่ยนเป็นคมดาบไร้รูป รอยแยกมิติขนาดเล็กปรากฏขึ้นและดับลงอย่างรวดเร็ว
"ค่ายกลสวรรค์ดับสูญเก้าชั้นฟ้า..." หลี่เฟยหลงพึมพำ ดวงตาคมกราดมองลอดผ่านม่านพลังงานที่มองไม่เห็นด้วยความเยือกเย็น สติปัญญาและสมาธิของเขาถูกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับวิถีแห่งเต๋า "มิใช่ค่ายกลที่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันผู้บุกรุก... แต่เป็นค่ายกลที่กักขังบางสิ่งบางอย่างไว้ภายในต่างหาก"
ไป๋หลินเซียนขยับกายแผ่วเบา ร่างระหงลอยลงมาเคียงข้างเขาอย่างเงียบเชเชียบ กลิ่นอายหอมเย็นของดอกเหมยพันปีโชยปะทะนาสิก ทว่าในสถานการณ์เช่นนี้ มิมีผู้ใดมีใจคอมาดื่มด่ำกับกลิ่นหอม นางเหลือบมองแผ่นหลังกว้างของบุรุษผู้ทะนงตนในวิถีกระบี่ผู้นี้ แม้เผชิญหน้ากับความตายที่รออยู่เบื้องหน้า แววตาของหลี่เฟยหลงกลับปรากฏประกายความท้าทาย หาใช่ความหวาดกลัวไม่
"เจ้ามั่นใจแค่ไหน?" ไป๋หลินเซียนเอ่ยถาม น้ำเสียงแม้จะยังคงความเยชาไว้เช่นเดิม แต่ลึกลงไปกลับมีความห่วงใยที่นางไม่เคยเอื้อนเอ่ยแก่ผู้ใดในรอบร้อยปี
"แปดส่วน" หลี่เฟยหลงตอบสั้นๆ มุมปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย "ทว่า อีกสองส่วนที่เหลือ... ข้าฝากไว้กับสายตาที่มองทะลุปรุโปร่งของเจ้าแล้ว หลินเซียน"
คำพูดนั้นเรียบง่าย ทว่ากลับทรงพลังราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของนาง ไป๋หลินเซียนชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตคู่สวยไหววับชั่วขณะ นางเป็นถึงเซียนผู้สูงส่งเหนือผู้คนนับหมื่น มีผู้ใดบ้างไม่ก้มหัวให้ด้วยความยำเกรง? ทว่าบุรุษผู้นี้กลับมอบความไว้วางใจและเกียรติยศที่เท่าเทียมแก่ให้นางเสมือนสหายร่วมเป็นร่วมตาย
ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านขึ้นในอกเสื้อ นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสงบจิตใจที่เริ่มปั่นป่วน ก่อนจะประสานมือรวบรวมปราณเซียน นางพญาโบตั๋นน้ำแข็งเตรียมพร้อมที่จะปกป้องวิถีของเขาด้วยชีวิต
"ระวัง ทางซ้ายสามศอก อักขระปราณกำลังเปลี่ยนทิศ!" ไป๋หลินเซียนเอ่ยเตือนเสียงเฉียบขาด
หลี่เฟยหลงไม่แม้แต่จะหันไปมอง ร่างกายของเขาเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณและวิถีกระบี่ที่หลอมรวมเป็นหนึ่ง นิ้วมือวาดลายเส้นกลางอากาศอย่างรวดเร็ว ยันต์อักขระอีกสามแผ่นพุ่งทะยานออกไปปักลงตามจุดอับสายตา เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว *ตูม!* แรงอัดอากาศสะท้อนกลับจนพื้นดินสั่นสะเทือน ค่ายกลสังหารที่กำลังจะทำงานถูกหยุดยั้งไว้ได้อย่างเฉียดฉิวด้วยค่ายกลสะท้อนกลับที่เขาวางไว้ล่วงหน้า
ทว่า นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
เมื่อทั้งสองก้าวผ่านม่านค่ายกลชั้นแรกเข้าสู่เขตชั้นในของหุบเขาร้าง บรรยากาศรอบด้านก็แปรเปลี่ยนเป็นความมืดมิดสนิท แสงสว่างจากภายนอกถูกกลืนกินจนหมดสิ้น มีเพียงแสงเรืองรองจากกระบี่วิญญาณและปราณเซียนที่ขับไล่ความมืดออกไปได้เพียงรัศมีสามเชือก ผนังหินทั้งสองข้างทางเต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้ รอยกระบี่ลึกหลายสิบชุ่นที่ยังคงหลงเหลือไอสังหารจางๆ บ่งบอกถึงความน่ากลัวของยอดฝีมือในอดีต
"นี่คือ..." ไป๋หลินเซียนขมวดคิ้วมุ่น นางมองไปยังโครงกระดูกนับร้อยที่กองระเกะระระกาลอยู่บนพื้น โครงกระดูกเหล่านี้ล้วนสวมใส่ชุดเกราะวิเศษและถือศาสตราวุธระดับนภา ทว่าพวกมันกลับแห้งกรังและแตกสลายกลายเป็นผุยผงทันทีที่ลมพัดผ่าน "พวกเขาไม่ได้ตายเพราะค่ายกล... แต่ถูกดูดกลืนพลังชีวิตจนหมดสิ้น"
หลี่เฟยหลงย่อตัวลง ใช้ปลายนิ้วแตะลงบนเศษซากกระดูกที่หลงเหลืออยู่ ดวงตาหรี่แคบลงอย่างใช้ความคิด "มิใช่พลังของมนุษย์... แต่เป็นกลิ่นอายของ 'สัตว์อสูรบรรพกาล' ที่ถูกผนึกไว้ใต้ปฐพี"
ทันใดนั้น ลมหายใจของหุบเขาก็แปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน!
อุณหภูมิลดฮวบลงจนถึงจุดเยือกแข็ง หยาดน้ำค้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งร่วงหล่น เสียงคำรามต่ำทุ้งที่สั่นสะเทือนถึงจิตวิญญาณดังสะท้อนก้องมาจากความมืดมิดเบื้องล่าง ราวกับเสียงของสัตว์ร้ายที่ตื่นจากการหลับใหลอันยาวนานนับหมื่นปี พื้นดินใต้ฝ่าเท้าเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง รอยแยกขนาดใหญ่ปริแตกออก เผยให้เห็นดวงตาสีแดงฉานคู่มหึมาที่กำลังจ้องมองขึ้นมาด้วยความกระหายเลือด
ไป๋หลินเซียนสะบัดแขนเสื้อ ปราณเซียนพวยพุ่งกลายเป็นเกราะน้ำแข็งปกป้องร่างของทั้งสองไว้ทันท่วงที ทว่าแรงกดดันที่แผ่ซ่านออกมากลับทำให้ลมปราณในกายของนางปั่นป่วนจนกระอักเลือดคำโตออกมา
"หลินเซียน!" หลี่เฟยหลงก้าวเข้าไปประคองร่างบางไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งชักกระบี่ออกจากฝัก เสียงคมกระบี่เสียดสีกับฝักดัง *กริ๊ง* กังวานใสราวน้ำค้างแข็งกระทบศิลา พลังปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ระเบิดออกอย่างไร้ขีดจำกัด สยบแรงกดดันรอบด้านให้ถอยร่นไปชั่วขณะ
เขาก้มลงมองนาง แววตาที่เคยเคร่งขรึมบัดนี้แฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวและอาทรอย่างลึกซึ้ง "จับมือข้าไว้... ต่อให้ฟ้าถล่มดินทลาย วันนี้ข้าก็จะไม่ยอมให้ผู้ใดแตะต้องเจ้าแม้แต่ปลายเส้นผม"
ไป๋หลินเซียนเงยหน้าขึ้นสบตาเขา หัวใจที่เคยด้านชาและเย็นเยียบมาร้อยปีพลันเต้นระรัวราวกับกลองศึก นางเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะพยักหน้ารับ มือเรียวเล็กยื่นไปกุมมือหนาของเขาไว้แน่น ผสานพลังปราณเซียนและวิถีกระบี่เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ
ทว่า ในวินาทีที่สัตว์อสูรบรรพกาลเบื้องล่างอ้าปากคำรามเตรียมพ่นลำแสงทำลายล้างขึ้นมานั้น ผนังหินด้านหลังของพวกเขากลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง และมีเสียงหัวเราะแหบพร่าอันน่าขนลุกดังขึ้นจากความมืดที่ควรจะว่างเปล่า...
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นคู่รักที่น่าอิจฉายิ่งนัก... น่าเสียดายที่พวกเจ้าจะต้องกลายเป็นอาหารมื้อแรกของข้าในรอบพันปี!"
ร่างเงาสสีดำสนิทร่างหนึ่งก้าวออกมาจากผนังหินราวกับภูตผี ปลายกระบี่สีเลือดในมือของมันจ่อตรงมาที่ลำคอของหลี่เฟยหลงโดยไร้ซึ่งเสียงเตือนใดๆ ทั้งสิ้น!
ด้วยความเคารพ
หมึกทองคำข้ามภพ
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนเมฆา•ตอนที่ 5
ปริศนาที่หุบเขาร้าง
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนเมฆา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!