กลิ่นอายความอับชื้นของกระดาษเก่าและฝุ่นละอองที่เกาะกุมอยู่บนแฟ้มเอกสารบนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ไม่ได้น่ารังเกียจเท่ากับความว่างเปล่าที่กัดกินหัวใจของอคินทร์ในยามนี้
ห้องทำงานเพนท์เฮาส์หรูหราที่เคยมีเสียงฝีเท้าเบาหวะและกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกมะลิจากร่างระหัดของรินรดา บัดนี้เหลือเพียงความเงียบงันที่เยือกเย็นราวกับสุสาน ความเงียบที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องประหาร คอยตอกย้ำซ้ำๆ ว่าเขาคือผู้พิพากษาที่โง่เขลาที่สุดในโลกใบนี้ ที่ได้ทำลายความรักอันบริสุทธิ์ด้วยมือของตนเอง
นิ้วแกร่งที่เคยเซ็นเช็คพันล้านด้วยความมั่นใจ บัดนี้สั่นเทาขณะพลิกเปิดสมุดบันทึกเล่มเล็กปกสีฟ้าอ่อน—สมุดบันทึกที่เขาเคยปัดตกมันลงถังขยะด้วยความรำคาญใจว่าเป็นเพียง "เรื่องไร้สาระของคนว่างงาน"
อคินทร์จำได้แม่นยำ วันนั้น... วันที่รินรดานั่งถักผ้าพันคอสีเทaอยู่ตรงโซฟาตัวยาว เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยดวงตาที่ฉายแววคาดหวัง พร้อมเอ่ยปากขอร้องให้เขากลับมารับประทานอาหารเย็นฝีมือเธอสักครั้งในรอบสามเดือน แต่คำตอบที่เขามอบให้กลับเป็นรอยยิ้มเยาะหยันและคำพูดที่คมกริบยิ่งกว่าใบมีด
*"อย่าทำตัวน่ารำคาญได้ไหมรินรดา ผมไม่ใช่เด็กอมมือที่จะต้องให้ใครมาคอยตามจู้จี้เรื่องกินข้าว กลับไปกินคนเดียวเถอะ หรือถ้าเหง่องนัก ก็เอาเวลาไปทำประโยชน์อย่างอื่น อย่ามาเรียกร้องความสนใจจากผมในเรื่องไร้สาระแบบนี้เลย"*
ภาพใบหน้าที่ซีดเผือดและดวงตาคู่สวยที่เอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตา แต่กลับพยายามกลั้นมันไว้อย่างสุดชีวิตในวันนั้น สะท้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจของเขาในวินาทีนี้อย่างสาสม
อคินทร์กวาดสายตาอ่านลายมือบรรจงที่เขียนบันทึกไว้ในแต่ละหน้า
*วันที่ 12 มีนาคม... อคินทร์กลับมาดึกอีกแล้ว อาหารบนโต๊ะเย็นชืด เช่นเดียวกับแววตาของเขา วันนี้ฉันทำแกงจืดเต้าหู้หมูสับ เมนูโปรดที่เราเคยทานด้วยกันสมัยคบกันใหม่ๆ แต่เขาไม่แม้แต่จะตักมันเข้าปาก เขาบอกแค่ว่ามันเหม็นคาว... ทั้งที่ความจริง เขาแค่อยไม่อยากมองหน้าฉัน*
*วันที่ 25 เมษายน... ผลตรวจยืนยันออกมาแล้ว ฉันตั้งท้องได้สองเดือนแล้วค่ะคุณแม่ (รินรดามักจะเขียนคุยกับรูปมารดาของอคินทร์ที่ล่วงลับไปแล้วเสมอ) ฉันดีใจมากจนร้องไห้ แต่อีกใจหนึ่งก็กลัวเหลือเกิน กลัวว่าเขาจะไม่ต้องการลูกคนนี้... ฉันควรจะบอกเขาดีไหมนะ*
*วันที่ 10 พฤษภาคม... วันนี้ฉันพยายามจะบอกเรื่องลูกตอนที่เขากลับมาเอาเอกสาร แต่เขากลับตวาดใส่ฉันหาว่าฉันกุเรื่องเพื่อจะรั้งตัวเขาไว้ เขาดื่มเหล้าจนเมามายแล้วผลักฉันล้มลงกับพื้น ท้องฉันกระแทกขอบโต๊ะ เจ็บเหลือเกิน... ทั้งกายและใจ แต่ที่เจ็บที่สุดคือคำพูดที่ว่า "ผู้หญิงอย่างเธอ ต่อให้ท้องไม่มีพ่อ ฉันก็ไม่สนใจหรอก!"*
หยาดน้ำตาหยดแรก... ร่วงหล่นกระทบลงบนกระดาษแผ่นบางจนหมึกสีน้ำเงินซึมเลือนราง อคินทร์ไม่เคยรู้เลย... ไม่เคยรับรู้เลยสักนิดว่าเบื้องหลังรอยยิ้มจอมปลอมที่เธอฝืนปั้นแต่งให้เขาเห็นในแต่ละวัน เธอต้องแบกรับความเจ็บปวดและการถูกทำร้ายทางจิตใจและร่างกายมากแค่ไหน
เขานึกถึงภาพวันส่งใบหย่า วันที่เธอก้าวเดินออกจากชีวิตเขาไปอย่างเด็ดเดี่ยว โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองสมบัติหรือเงินทองกองโตที่เขายื่นให้เพื่อเป็นการ "ชดใช้ค่าเสียเวลา"
ตอนนั้นเขากำลังหลงระเริงอยู่กับคำหวานและการปรนเปรอจากเมษา ผู้หญิงที่ฉาบหน้าด้วยเปลือกนอกอันสวยงามแต่กลวงโบ๋ ไร้ซึ่งความจริงใจ เมษาคอยแต่จะเป่าหูให้เขาเกลียดชังรินรดา คอยสร้างเรื่องโกหกเพื่อให้เขาผลักไสภรรยาหลวงออกไปจากบ้าน และเขาก็โง่เง่าพอที่จะหลงเชื่อคำยุยงเหล่านั้นอย่างไร้สติปัญญา
"ผมมันเลว... ผมมันชาติชั่วที่สุด..."
เสียงทุ้มต่ำพึมพำออกมาจากลำคอที่แหบผาก ร่างสูงใหญ่ที่เคยผึ่งผายทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นพรมราคาแพงอย่างไร้เรี่ยวแรง มือหนาทุบลงบนพื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อระบายความเจ็บปวดที่อัดแน่นจนแทบจะระเบิดออมาจากอก ความรู้สึกสำนึกผิดและเกลียดชังตัวเองกำลังกัดกินวิญญาณของเขาให้แหลกสลายเป็นจุล สายเกินไปแล้ว... ทุกอย่างมันสายเกินไปแล้วจริงๆ
ทว่า ในขณะที่อคินทร์กำลังจมดิ่งลงไปในห้วงมหรรณพแห่งความทุกข์ทรมาน เสียงเคาะประตูก็กระแทกเข้ามาในโสตประสาทอย่างกะทันหัน
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
ชายหนุ่มสะดุ้งสุดตัว เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นด้วยแววตาแดงก่ำ เมษาคือคนแรกที่เขาคิดถึง หล่อนคงจะตามมารบกวนเขาอีกตามเคยในยามที่เขาต้องการความเงียบสงบที่สุด อคินทร์กัดฟันกรวดด้วยความโกรธเกรี้ยว ตั้งใจจะเปิดประตูไล่หญิงสาวออกไปให้พ้นหน้า แต่เมื่อบานประตูสีเข้มถูกกระชากเปิดออกอย่างไร้ความปรานี ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับทำให้ลมหายใจของเขาสะดุดกึก ราวกับถูกกระชากวิญญาณออกจากร่าง
ร่างของหญิงสาวในชุดเดรสเรียบง่ายแต่สง่างามยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้า ใบหน้าหวานเฉี่ยวที่เคยอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความชอกช้ำในอดีต บัดนี้กลับฉายแววเยือกเย็น เข้มแข็ง และเด็ดเดี่ยวจนน่าเกรงขาม ดวงตากลมโตคู่นั้นมองตรงมาที่เขาด้วยความรู้สึกสมเพชเวทนาอย่างไม่ปิดบัง
และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น... ข้างกายเธอกำลังจูงมือเด็กชายตัวน้อยวัยประมาณสี่ขวบคนหนึ่ง ใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นถอดแบบพิมพ์เดียวกันกับเขาออกมาทุกกระเบียดนิ้ว ตั้งแต่สันจมูกโด่งรั้น ไปจนถึงนัยน์ตาคมกราบที่กำลังจ้องมองเขาด้วยความสงสัย
เด็กน้อยเอียงคอเล็กน้อย ก่อนจะหันไปกระซิบกับมารดาด้วยเสียงใสแจ๋วที่ดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบงัน
"คุณแม่ครับ... ผู้ชายหน้าบึ้งคนนี้เหรอครับ ที่คุณแม่เคยบอกว่าเป็นคนใจร้าย... ที่เราไม่ต้องไปสนใจเขาอีก?"
หัวใจของอคินทร์หยุดเต้นไปชั่วขณะ โลกทั้งใบหมุนเคว้งคว่ำไม่เป็นท่า เมื่อตระหนักได้ว่า... เลือดเนื้อเชื้อไขของเขา ยืนอยู่ตรงนี้แล้ว!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเจ็บปวดไปกับตัวละครนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
หย่าเถอะ... เพราะหนูไม่ได้รักคนใจร้ายแล้ว•ตอนที่ 10
ความทรงจำที่ขมขื่น
ผลงานโดย เมฆหมอกสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมฆหมอกสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าเถอะ... เพราะหนูไม่ได้รักคนใจร้ายแล้ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!