กลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบราคาแพงที่ฉุนเฉือนจมูกจนเกินพอดี ไม่ได้ทำให้รินรดารู้สึกระคายเคืองเท่ากับรอยยิ้มพยายามจะหวานหยดย้อยของเมษา หญิงสาวในชุดเดรสสีแดงเพลิงที่จงใจก้าวเข้ามาขวางทางเธอไว้ บริเวณหน้าห้องจัดแสดงงานศิลปะการกุศลชื่อดัง ท่ามกลางสายตาของแขกเหรื่อไฮโซหลายสิบชีวิตที่ต่างชะงักฝีเท้าเพื่อรอดูละครฉากใหญ่
"แหม... นึกว่าใคร ที่แท้ก็คุณรินรดานี่เองนะคะ" เมษาจงใจลากเสียงสูง พร้อมกับกวาดสายตามองสำรวจชุดสูทเข้ารูปสีขาวเรียบหรูแต่ไร้เครื่องประดับราคาแพงของรินรดาด้วยรอยยิ้มเยาะ "แต่งตัวเรียบง่ายเสียจน... เกือบจำไม่ได้แน่ะค่ะ นึกว่าพนักงานจัดเตรียมสถานที่เสียอีก"
ความเงียบงันโรยตัวลงชั่วขณะ รินรดาไม่ได้แสดงอาการสะดุ้งสะเทือนหรือไหวหวั่นอย่างที่เมษากระหายอยากจะเห็น เธอกลับเพียงแค่ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เย็นชาและว่างเปล่าจนอีกฝ่ายถึงกับชะงัก
"ขอบคุณที่ชมนะคะคุณเมษา" รินรดาเอื้อiนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่ากลับก้องกังวานและเฉียบคมราวกับใบมีดที่อาบยาพิษ "ความเรียบง่ายนี่แหละค่ะ ที่ทำให้คนเราไม่ต้องพยายามสวมหน้ากากหนาเตอะเพื่อเรียกร้องความสนใจจากใคร... โดยเฉพาะกับเศษผ้าปักเลื่อมราคาแพง ที่ต่อให้ใส่จนเก่า ก็ไม่มีวันเปลี่ยนให้กากเพชรกลายเป็นเพชรแท้ขึ้นมาได้หรอกนะคะ"
เสียงสูดลมหายใจเข้าพร้อมกันของบรรดาแขกผู้มีเกียรติรอบข้างดังขึ้นเบาๆ เมษาหน้าถอดสี รอยยิ้มเสแสร้งบนใบหน้าบิดเบี้ยวไปชั่วขณะ มือที่ถือกระเป๋าคลัตช์แบรนด์เนมกำแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว
"นี่คุณ!... ปากคอเราะร้ายขึ้นเยอะเลยนะคะ ตั้งแต่หย่าขาดจากคุณอคินทร์ไปเนี่ย สงสัยคงจะโหยหาความสนใจจนต้องมาเที่ยวหาเรื่องคนอื่นในงานสังคมชั้นสูงแบบนี้เหรอคะ?" เมษาพยายามสวนกลับด้วยเสียงที่สั่นพร่าด้วยความโกรธ
"หาเรื่องเหรอคะ?" รินรดาเอียงคอเล็กน้อย ดวงตากลมโตคู่นั้นฉายแววเหนือกว่าอย่างชัดเจน "ดิฉันเพียงแค่พูดความจริงในฐานะ 'แขกรับเชิญกิตติมศักดิ์' ที่เจ้าภาพเขาเรียนเชิญด้วยการ์ดทองคำ... ต่างจากบางคนที่ต้องมายืนรอเกาะแขนใครต่อใครเข้างาน โดยที่เจ้าของงานเขาไม่ได้ส่งเทียบเชิญเสียด้วยซ้ำ แบบนี้เขาเรียกว่ามา 'อาศัยบุญบารมีคนอื่น' หรือเปล่าคะคุณเมษา?"
คำพูดนั้นกรีดลึกจนเมษาหน้าชาดิก ดวงตาคู่คมวาวโรจน์ด้วยความแค้นเคืองจนแทบจะกรีดร้องออกมากลางงาน แต่ทว่า ก่อนที่เมษาจะได้ทันอ้าปากโต้เถียงด้วยถ้อยคำหยาบคาย เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจเสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นท่ามกลางความเงียบ
"มีเรื่องอะไรกันเหรอครับ... เอ๊ย... มีเรื่องอะไรกันหรือคะ?"
ร่างสูงสง่าของอคินทร์ก้าวออกมาจากมุมเสาหินอ่อน แววตาคมกริบกวาดมองผู้หญิงทั้งสองคนด้วยความเย็นชา ทว่าเมื่อสายตาของเขาปะทะเข้ากับใบหน้าเรียบเฉยและดวงตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของรินรดา หัวใจของอคินทร์กลับกระตุกวูบอย่างรุนแรง
ภาพของรินรดาในอดีต—ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่เคยเอาแต่ก้มหน้าหลบสายตา อดทนอดกลั้นต่อคำดูถูก และรอคอยความเมตตาจากเขาในคฤหาสน์หลังใหญ่—ได้มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงรินรดาคนใหม่ หญิงสาวผู้เปี่ยมด้วยเสน่ห์อันเย้ายวนใจ ทรนง และเปล่งประกายเจิดจ้าเสียจนเขายากจะละสายตา
เมษาหันไปเกาะแขนอคินทร์ทันที น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นสั่นเครือและออดอ้อนในเสี้ยววินาที "คุณอคินทร์คะ... ช่วยเมษาด้วยเถอะค่ะ คุณรินรดาเธอต่อว่าเมษาเสียๆ หายๆ เลย ประจานเมษาต่อหน้าคนอื่นด้วยค่ะ"
อคินทร์ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่ได้สะทกสะท้านกับมารยาของเมษาแม้แต่น้อย สายตาของเขายังคงจดจ้องอยู่บนใบหน้าของอดีตภรรยา ลึกเข้าไปในแววตาสีเข้มคู่นั้น มีประกายความชื่นชมและทึ่งระคนอยู่ลึกๆ—ความเข้มแข็งที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าเธอก็มีมันซ่อนอยู่
"ผมยืนดูอยู่ตั้งแต่ต้นครับ... เอ๊ย... ผมยืนดูอยู่ตั้งแต่ต้นค่ะ" อคินทร์เกือบหลุดคำพูดเดิมๆ ออกมาด้วยความคุ้นชิน แต่เขาก็รีบปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบ "คุณเมษาต่างหากที่เป็นฝ่ายเดินเข้ามาหาเรื่องคุณรินรดาก่อน"
เมษาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าอคินทร์—ผู้ชายที่เธอพยายามทอดสะพานให้อย่างออกนอกหน้า—จะกล้าหักหน้าเธอกลางฝูงชนเพื่อเข้าข้างอดีตภรรยาที่เขาเคยทอดทิ้งอย่างไม่ใยดี
"คุณอคินทร์พูดแบบนี้หมายความว่ายังไงคะ? หรือว่าคุณยังอาลัยอาวรณ์ผู้หญิงคนนี้อยู่!" เมษาโพล่งออกมาด้วยความลืมตัว
รินรดาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน แต่มันช่างบาดลึกหัวใจของอคินทร์เสียเหลือเกิน "ไม่ต้องห่วงหรอกนะคะคุณเมษา ดิฉันไม่มีวันกลับไปกินของเหลือที่ตัวเองเป็นคนคายทิ้งหรอกค่ะ เชิญพวกคุณตามสบายเถอะนะคะ ดิฉันขอตัวไปจิบค็อกเทลเงียบๆ ให้สบายใจดีกว่ามารับฟังเสียงนกเสียงกาแถวนี้"
พูดจบ รินรดาก็สะบัดหน้าเดินผละจากไปอย่างสง่างาม ทิ้งให้อคินทร์ยืนนิ่งงัน ราวกับถูกตรึงไว้กับพื้นด้วยค้อนเหล็ก คำว่า *'ของเหลือที่ตัวเองเป็นคนคายทิ้ง'* วนเวียนก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของเขา ราวกับเสียงกรีดร้องเตือนสติว่า... เขาได้สูญเสียเพชรเม็ดงามที่สุดในชีวิตไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ
อคินทร์สะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของเมษาอย่างไม่ใยดี ก่อนจะสาวเท้ายาวๆ เพื่อก้าวตามรินรดาไป ทว่า ทันทีที่เขาเดินเลี้ยวมาถึงมุมระเบียงทางเดินด้านนอกที่เงียบสงบ ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้ากลับทำให้ลมหายใจของอคินทร์สะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน
รินรดากำลังย่อตัวลงกอดรัดร่างเล็กๆ ของเด็กชายวัยประมาณสี่ขวบคนหนึ่ง ใบหน้าจิ้มลิ้มผิวขาวเนียนละเอียดและดวงตากลมโตคู่นั้น... มันช่างถอดแบบมาจากใบหน้าของเขาในวัยเด็กราวกับพิมพ์เดียวกัน ไม่มีผิดเพี้ยน!
"คุณแม่ครับ... คุณปะป๋าคนนั้นมองคุณแม่แปลกๆ อีกแล้วนะครับ" เสียงใสแจ๋วของเด็กน้อยเอ่ยขึ้น พร้อมกับชี้เรียวหนามาทางที่อคินทร์ยืนซ่อนตัวอยู่พอดี
เมฆหมอกสีชมพูขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและส่งกำลังใจให้กันมาโดยตลอดนะคะ!
หย่าเถอะ... เพราะหนูไม่ได้รักคนใจร้ายแล้ว•ตอนที่ 12
การปะทะกันของอดีตและปัจจุบัน
ผลงานโดย เมฆหมอกสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมฆหมอกสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าเถอะ... เพราะหนูไม่ได้รักคนใจร้ายแล้ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!