เสียงหัวเราะคิกคักของเด็กชายวัยห้าขวบดังลอดผ่านช่องประตูห้องรับแขกที่เปิดแง้มไว้ แต่สำหรับอคินทร์แล้ว เสียงนั้นกลับคมกริบราวกับใบมีดที่กรีดลงบนแผลเป็นเน่าเฟะในอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขายืนนิ่งสนิทอยู่หน้าบานประตูราวกับรูปปั้นสลักจากหินทราย ไหล่กว้างที่เคยผึ่งผายและแบกรับอาณาจักรธุรกิจนับหมื่นล้าน บัดนี้กลับลู่ลงด้วยน้ำหนักของความผิดบาปที่เขาเป็นคนสร้างขึ้นมาเองกับมือ
รินรดานั่งอยู่บนโซฟาบุผ้าลินินสีครีม ร่างกายของเธอยังคงระมัดระวังและเว้นระยะห่างจากเขาอย่างชัดเจน ดวงตากลมโตคู่สวยที่เคยฉายแววตัดพ้อและอ่อนล้าในอดีต บัดนี้เหลือเพียงความว่างเปล่าที่เย็นชา—ความเย็นชาที่น่ากลัวกว่าคำด่าทอหรือน้ำตา เพราะมันแปลว่าเขาได้กลายเป็น "อากาศธาตุ" ในสายตาของเธอไปเสียแล้ว
"คุณมินท์ครับ... มาหาปะป๊าหน่อยได้ไหมครับลูก"
เสียงทุ้มต่ำที่เคยราบเรียบและเปี่ยมด้วยอำนาจ บัดนี้สั่นเครือจนน่าสมเพช อคินทร์พยายามก้าวเท้าเข้าไปใกล้ แต่ทุกย่างก้าวของเขากลับทำให้เด็กชายตัวน้อยขยับถอยหลังไปซบแผ่นหลังของมารดาแน่นขึ้น ดวงตาใสแจ๋วคู่นั้นมองเขาด้วยความหวาดระแวง ไม่ต่างจากกวางน้อยที่เคยถูกนายพรานไล่ล่าจนมุม
รินรดาไม่ได้เอ่ยห้าม แต่แววตาที่เธอมองมาทำให้หัวใจของอคินทร์ร่วงหล่นลงไปถึงตาตุ่ม มันคือสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามว่า *'เพิ่งนึกขึ้นได้หรือไงว่าตัวเองมีลูก?'*
"น้องมินท์จำหน้าปะป๊าไม่ได้เลยใช่ไหมครับ..." อคินทร์ทรุดกายลงคุกเข่าบนพื้นพรมราคาแพงอย่างไม่นึกรักศักดิ์ศรี เขายอมละทิ้งความเย่อหยิ่งทระนงตนทั้งหมดไว้เบื้องหลัง ยอมแม้กระทั่งก้มหัวให้กับความพ่ายแพ้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต "ปะป๊าขอโทษ... ปะป๊าคนนี้โง่เง่าที่สุด เลวทรามที่สุด ที่ปล่อยให้หนูและแม่ต้องเผชิญกับความยากลำบาก..."
หยาดน้ำตาของผู้ชายที่หยิ่งผยองมาทั้งชีวิตร่วงหล่นกระทบพื้นพรมทีละหยด ช่างดูน่าสมเพชและสายเกินไปเหลือเกิน
"คุณอคินทร์คะ..." รินรดาเปล่งusเสียงหวานนุ่ม แต่กลับเย็นเยียบเสียจนกระดูกสันหลังของเขารู้สึกชาหนึบ เธอก้มลงลูบศีรษะของลูกชายเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาอคินทร์ตรงๆ "คำขอโทษของคุณมีค่ากับฉันและลูกมากขนาดนั้นเลยเหรอคะ? ในวันที่ฉันอุ้มท้องแก่ใกล้คลอดแล้วถูกคุณตราหน้าว่าเป็นผู้หญิงหน้าเงิน ในวันที่ฉันเจ็บปวดเจียนตายบนเตียงคลอดโดยไม่มีแม้แต่เงาของสามี คุณอยู่ที่ไหนคะ?"
คำถามแต่ละคำราวกับลูกธนูอาบยาพิษที่พุ่งปักเข้ากลางใจ อคินทร์อ้าปากค้าง ลมหายใจสะดุดติดขัด เขากลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก ภาพอดีตย้อนกลับมาหลอนซ้ำ ภาพที่เขาเคยผลักไสไล่ส่งเธอ ภาพที่เขาเคยคิดว่าเด็กในท้องไม่ใช่สายเลือดของเขา เพียงเพราะคำเป่าAหูของเมษาผู้หญิงหน้าไหว้หลังหลอกคนนั้น
"พี่... พี่ถูกความโกรธบังตา พี่มันตาบอด พี่มันเลว..." อคินทร์พรั่งพรูความอัดอั้นตันใจออกมาด้วยน้ำเสียงที่ขาดห้วง มือหนาสั่นเทารวบรวมความกล้าเอื้อมไปหมายจะแตะปลายนิ้วเรียวของเธอ แต่รินรดากลับชักมือหลบราวกับรังเกียจที่จะให้สัมผัส
การปฏิเสธนั้นเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าการถูกตบด้วยฝ่ามือเหล็ก
"คุณไม่ได้ตาบอดหรอกค่ะคุณอคินทร์..." รินรดายิ้มหยันให้กับความน่าสมเพชตรงหน้า "แต่หัวใจของคุณมันไร้หัวใจต่างหาก คุณรักแต่ศักดิ์ศรี รักแต่ความสมบูรณ์แบบ จนกระทั่งวันที่ทุกอย่างพังคามือ คุณถึงเพิ่งมาร้องหาความอบอุ่นจากครอบครัวที่ *คุณ* เป็นคนทำลายมันด้วยมือของคุณเอง"
"แม่จ๋า..." เสียงใสๆ ของน้องมินท์เอ่ยขึ้นพร้อมกับดึงชายเสื้อของมารดาเบาๆ "ผู้ชายคนนี้ร้องไห้ทำไมเหรอครับ? เขารังแกแม่รินหรือเปล่า? มินท์ไม่ชอบเขาเลย... หน้าตาดุเหมือนยักษ์ในนิทานที่แม่เคยเล่าให้ฟังเลย"
คำพูดไร้เดียงสาของลูกชายเปรียบเสมือนหมัดฮุกน็อกอคินทร์จนล้มทั้งยืน ลูกแท้ๆ ของเขา ลูกที่เกิดจากเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาเอง กลับมองเขาเป็น "ยักษ์ใจร้าย" ที่สร้างความหวาดกลัวให้ผู้เป็นแม่
อคินทร์ซบหน้าลงกับฝ่ามือทั้งสองข้าง เสียงสะอื้นไห้ของผู้ชายที่แข็งกระด้างดังเล็ดลอดออกมาอย่างน่าเวทนา เขาเข้าใจแล้วว่าความรู้สึกของการ "สูญเสียทุกอย่างไปตลอดกาล" มันเป็นเช่นไร มันคือความทรมานที่หายใจเข้าก็เจ็บ หายใจออกก็ร้าวราน และต่อให้เขาเอาทรัพย์สินเงินทองทั้งหมดที่มีมากองแทบเท้า ก็ไม่สามารถซื้อเวลากลับไปแก้ไขความผิดพลาดในอดีตได้เลย
"ริน... ให้โอกาสพี่อีกสักครั้งเถอะนะ" อคินทร์เงยหน้าขึ้น วิงวอนด้วยดวงตาที่แดงก่ำและเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา "พี่สัญญาว่าพี่จะชดใช้... พี่จะทำทุกอย่างเพื่อไถ่บาป ให้พี่ทำอะไรก็ได้ ขอแค่ให้พี่ได้กลับมาดูแลลูกและเธอ..."
รินรดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เธอมองอดีตสามีด้วยสายตาเรียաբเฉย ไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยว ไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ มีเพียงความเด็ดเดี่ยวของผู้หญิงที่ผ่านพ้นนรกมาได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง
"ไม่ต้องหรอกค่ะคุณอคินทร์..." เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่มั่น
"เพราะต่อจากนี้ไป... ที่ตรงนี้ไม่มีพื้นที่สำหรับคนใจร้ายอย่างคุณอีกแล้วค่ะ"
รินรดาจูงมือลูกชายเตรียมจะเดินเลี่ยงไปยังห้องด้านใน แต่อคินทร์ที่กำลังสติแตกพยายามจะพุ่งเข้าไปรั้งชายเสื้อเธอไว้ จังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเคาะประตูดังขึ้นรัวๆ จากหน้าบ้าน ขัดจังหวะความตึงเครียดภายในห้องรับแขกเสียก่อน
ประตูกลางบ้านถูกผลักเปิดออกโดยแม่บ้านที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาด้วยความตกใจ พร้อมกับร่างระหงของแขกไม่ได้รับเชิญที่ก้าวเข้ามาด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย
"อุ๊ย... ขอโทษนะคะที่เข้ามาขัดจังหวะครอบครัวสุขสันต์" เมษาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหลมสูง ทว่าดวงตากลับจ้องมองภาพอคินทร์ที่คุกเข่าร้องไห้ด้วยความตกตะลึงปนสมเพช ก่อนที่เธอจะชูซองเอกสารสีน้ำตาลในมือขึ้นสูง แล้วยิ้มเหี้ยมเกรียม "แต่พอดีฉันมี 'เอกสารสำคัญ' บางอย่างที่คิดว่าคุณอคินทร์... น่าจะอยากดู ก่อนที่จะตัดสินใจกราบกรานผู้หญิงสารเลวคนนี้ค่ะ!"
**************************************************
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเจ็บปวดไปพร้อมกับตัวละครนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
หย่าเถอะ... เพราะหนูไม่ได้รักคนใจร้ายแล้ว•ตอนที่ 33
คำสารภาพของหัวใจ
ผลงานโดย เมฆหมอกสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมฆหมอกสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าเถอะ... เพราะหนูไม่ได้รักคนใจร้ายแล้ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!