เสียงกระแทกของแฟ้มเอกสารหนาปึึกบนโต๊ะทำงานราคาแพงสะท้อนก้องไปทั่วห้องทำงานหรูหรา บรรยากาศภายในห้องเย็นเยียบยิ่งกว่าอุณหภูมิจากเครื่องปรับอากาศ เมษา สะดุ้งสุดตัว ดวงตากลมโตที่เคยพยายามฉาบแววออดอ้อนมาตลอดบัดนี้เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก หัวใจของหล่อนกระหน่ำรัวราวกับกลองเพล เมื่อเงยหน้าขึ้นสบกับดวงตาคมกริบของอคินทร์—ดวงตาคู่นั้นที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น มีเพียงประกายความเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลกที่พร้อมจะแช่แข็งทุกสิ่งที่ขวางหน้า
"คุณคิน... หมายความว่ายังไงคะ?" เมษาพยายามฝืนยิ้ม กลืนน้ำฝาดเหนียวหนืดลงคอ เสียงของหล่อนสั่นพร่าอย่างปิดไม่มิด มือเรียวบางพยายามเอื้อมไปแตะแขนเสื้อสูทราคาแพงของชายหนุ่มเพื่อเหนี่ยวรั้ง แต่ทว่า... อคินทร์กลับสะบัดออกอย่างไร้เยื่อใย ราวกับสัมผัสของหล่อนเป็นสิ่งน่ารังเกียจที่เขาไม่อาจทนให้แปเปื้อนกายได้แม้แต่น้อย
"อย่ามาแตะต้องตัวฉันด้วยมือสกปรกของเธอ เมษา"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่ลอดไรฟันออกมานั้นไม่ได้ตะคอก แต่มันกลับน่ากลัวและกดดันยิ่งกว่าเสียงคำรามของราชสีห์ อคินทร์เหยียดยิ้มหยันที่มุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของคนมองร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ชายหนุ่มโน้มตัวลงไปหาหญิงสาวที่กำลังนั่งตัวลีบอยู่บนโซฟาหนังแท้ กลิ่นอายคุกคามแผ่ซ่านออกมารอบตัวเขาจนอากาศรอบกายแทบจะเบาบางลง
"ที่คุณทำทั้งหมด... ข่าวลือจอมปลอมที่คุณจงใจปล่อยออกไปเพื่อบีบคั้นรินรดา ภาพถ่ายมุมกล้องทุเรศๆ ที่คุณส่งเข้ามือถือผม คิดว่าผมโง่จนดูไม่ออกเลยสินะ?"
เมษากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มอย่างประณีตซีดเผือดลงจนไร้สีเลือด "มะ... เมษาเปล่านะคะ คุณคินกำลังเข้าใจเมษาผิด... มีคนพยายามใส่ร้ายเมษาต่างหาก รินต่างหากที่..."
"หุบปาก!" อคินทร์ตวาดกร้าว คราวนี้ความอดทนสายสุดท้ายในตัวเขาขาดผึ่งลงอย่างสมบูรณ์ ภาพของรินรดาในวันที่อุ้มท้องโตเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง ภาพหยดน้ำตาที่รินไหลอย่างไร้เสียงสะอื้น และแววตาที่ตายด้านสิ้นหวังในตัวสามีอย่างเขา มันย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกค่ำคืนที่เขานอนไม่หลับ
ความจริงที่ว่า 'เขา' ต่างหากคือคนที่โง่เง่า หลงเชื่อคำเป่าหูของผู้หญิงมักใหญ่ใฝ่สูงอย่างเมษา จนขับไล่ภรรยาที่แท้จริงและลูกในไส้ออกไปจากชีวิต นั่นคือตราบาปที่กัดกินวิญญาณของอคินทร์จนแทบคลั่ง และวันนี้... เขาจะชำระสะงดมันให้สิ้นซาก
"เธอคิดว่าตัวเองเป็นใคร เมษา? เป็นคนโปรด เป็นคนที่ฉันจะเลือกงั้นเหรอ?" อคินทร์หัวנסเสียงต่ำในลำคอ แววตาสสมเพชเวทนาฉายชัดเจน "เธอเป็นแค่... เครื่องมือระบายความน่าเบื่อในวันที่ฉันโง่เง่าที่สุดต่างหาก และตอนนี้... เครื่องมือชิ้นนี้มันหมดประโยชน์แล้ว ไสหัวออกไปจากชีวิตของฉันซะ!"
"ไม่นะคะ! คุณคินจะทำแบบนี้กับเมษาไม่ได้ เรา... เราคบกันมาตั้งนานนะฃคะ!" เมษาโผเข้าใส่หมายจะกอดขาชายหนุ่มด้วยความตื่นตระหนก สูญเสียภาพลักษณ์หญิงสาวผู้สูงศักดิ์ไปจนหมดสิ้น อนาคตที่หล่อนวาดฝันว่าจะได้ก้าวขึ้นเป็นนายหญิงแห่งอาณาจักรธุรกิจหมื่นล้านกำลังพังทลายลงตรงหน้า ราวกับปราสาททรายที่ถูกคลื่นซัดสาด
"คบกันงั้นเหรอ? สำหรับฉัน มันเป็นแค่เกมแก้เบื่อที่ฉันอ้วกแทบพุ่งทุกครั้งที่ต้องทนมองหน้าเธอ" อคินทร์ผถายตัวหนีอย่างไร้เยื่อใย เขาโบกมือเรียกบอดี้การ์ดร่างยักษ์สองคนที่ยืนคุมเชิงอยู่หน้าประตูให้ก้าวเข้ามา "จัดการลากตัวผู้หญิงคนนี้ออกไปจากตึกของฉัน อย่าให้เหลือแม้แต่เงา และเคลียร์บัญชีทุกอย่างที่บริษัทเคยอุปถัมภ์หล่อนให้หมด ตัดขาดทุกช่องทาง!"
"ปล่อยฉันนะ! พวกแกไม่มีสิทธิ์! คุณคินคะ! คุณจะทำแบบนี้กับเมษาไม่ได้! อี๋... รินรดา! นังนั่นมันดีตรงไหน ทำไมคุณถึงทำกับเมษาแบบนี้!" เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความคับแค้นใจของเมษาดังลั่นห้อง ก่อนที่ร่างของหล่อนจะถูกหิ้วปีกและลากออกไปจนพ้นสายตา ทิ้งให้อคินทร์ยืนหอบหายใจด้วยความกรุ่นโกรธอยู่ลำพังท่ามกลางความเงียบงัน
ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงาน มือหนายกขึ้นกุมขมับที่เต้นตุบๆ ความโดดเดี่ยวและสำนึกผิดถาโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นยักษ์ซัดสาดเข้าฝั่ง ทุกย่างก้าวที่เขาทำลายเมษา ไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกผิดในใจเขาลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย มันกลับตอกย้ำว่า... ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะความโง่เขลาของเขาเอง
ในขณะเดียวกัน ที่มุมหนึ่งของร้านกาแฟกึ่งห้องสมุดอันเงียบสงบไม่ไกลจากย่านธุรกิจ รินรดากำลังนั่งมองหยดน้ำฝนที่เกาะพราวอยู่บนกระจกใส มือเรียวบางยกแก้วชาอุ่นขึ้นจิบเพื่อขับไล่ความหนาวเย็นที่แฝงมากับสายฝนยามบ่าย ใบหน้าหวานละมุนดูอิ่มเอิบและเข้มแข็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีร่องรอยของหญิงสาวผู้อ่อนแอที่เคยเอาแต่นั่งร้องไห้รอคอยความเมตตาจากสามีอีกต่อไปแล้ว
"คุณแม่คะ! ดูนี่สิครับ มินท์วาดรูปครอบครัวของเราเสร็จแล้วนะ!"
เสียงใสแจ๋วของเด็กชายวัยเกือบสี่ขวบดังขึ้นเรียกรอยยิ้มพิมพ์ใจให้ผุดขึ้นบนเรียวปากอิ่ม รินรดาวางแก้วแฝงไออุ่นลง ก่อนจะหันไปมองลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่กำลังชูภาพวาดกระดาษสีไม้ขึ้นอวดด้วยความภูมิใจ
ในภาพวาดนั้น มีผู้หญิงผมยาวที่วาดด้วยสีชมพู—สื่อถึงตัวเธอ และเด็กชายตัวเล็กๆ ที่ยืนเคียงข้างกันอย่างอบอุ่น แต่ทว่า... ตรงมุมกระดาษอีกด้านหนึ่ง มีรอยดินสอที่ถูกลบจนจางหายไป แต่โครงร่างของรูปผู้ชายตัวโตยังคงหลงเหลืออยู่รางๆ
รินรดากระตุกยิ้มบางๆ ในดวงตากลมโตมีความไหววูบเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเอ่ยเสียงนุ่มนวล "ไหน ให้คุณแม่ดูหน่อยสิคะคนเก่ง... ทำไมตรงนี้ถึงลบออกล่ะลูก?"
น้องมินท์กระพริบตาปริบๆ เอียงคอมองกระดาษในมือด้วยความไร้เดียงสา ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงใสซื่อที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจคนเป็นแม่
"ก็คุณลุงใจร้ายคนนั้น... ไม่ใช่คนในครอบครัวเรานี่ครับ คุณแม่บอกว่าเราอยู่กันแค่สองคนแม่ลูกไม่ใช่เหรอครับ? อีกอย่าง... หน้าตาของลุงคนนั้นในโทรศัพท์ที่พี่เลขาใจดีให้ดู มันก็หน้าตาเหมือนมินท์เปี๊ยบเลย ทำไมเขาถึงไม่รักมินท์กับคุณแม่ล่ะครับ?"
คำพูดซื่อประสาเด็กแต่วาดลวดลายราวกับคมมีดกรีดลงบนหัวใจของรินรดา มือเรียวสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อต้องดึงลูกชายเข้ามาสวมกอดไว้แน่นเพื่อซ่อนหยดน้ำตาที่เอ่อคลอเบ้า นางซุกใบหน้าลงกับกลุ่มผมนุ่มของลูกน้อย พยายามสะกดกลั้นความเจ็บปวดในอดีตไม่ให้หวนคืนกลับมา
แต่ทว่า... ในวินาทีที่รินรดาเงยหน้าขึ้นจากกลุ่มผมของลูกชาย สายตาของนางก็ต้องปะทะเข้ากับร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเข้มที่ยืนตระหง่านอยู่หน้าร้านกระจกใส
อคินทร์... เขายืนอยู่ตรงนั้น นิ่งค้างราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน ดวงตาคมกริบเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนไม่อยากเชื่อ เมื่อสายตาของเขาประสานเข้ากับใบหน้าจิ้มลิ้มของเด็กชายตัวน้อยที่กำลังเอียงคอมองเขาผ่านกระจกใส—เด็กชายที่มีดวงตา ใบหน้า และรอยยิ้มถอดแบบมาจากตัวเขาเองในวัยเด็ก ราวกับส่องกระจกเงา!
หย่าเถอะ... เพราะหนูไม่ได้รักคนใจร้ายแล้ว•ตอนที่ 23
ใครกันแน่ที่แย่งชิง
ผลงานโดย เมฆหมอกสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมฆหมอกสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าเถอะ... เพราะหนูไม่ได้รักคนใจร้ายแล้ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!