กลิ่นกาแฟดำเข้มข้นที่เย็นชืดจนหยดสุดท้ายบนโต๊ะทำงานราคาแพง ไม่ได้ช่วยให้สมองของอคินทร์ปลอดโปร่งขึ้นเลยแม้แต่น้อย
เอกสารกองโตตรงหน้ากลายเป็นเพียงกระดาษไร้ตัวอักษร เมื่อเงาของใครบางคน—หรือพูดให้ถูกคือ ร่างโปร่งบางที่เคยยืนอยู่เคียงข้างเขาตรงนี้ด้วยความเงียบงัน—กลับชัดเจนขึ้นมาในทุกตารางนิ้วของห้องทำงานกว้างขวาง รินรดาไม่ได้อยู่ที่นี่มานานหลายสัปดาห์แล้ว แต่ทว่า... กลิ่นอายจางๆ ของน้ำหอมกลิ่นดอกมะลิอ่อนโยนที่เธอเคยใช้ กลับยังคงลอยวนอยู่ในห้วงความคิดของเขาอย่างดื้อดึง ราวกับต้องการลงทัณฑ์ผู้ชายใจร้ายคนหนึ่งให้สำลักความว่างเปล่าจนหายใจไม่ออก
นิ้วเรียวแกร่งของนักธุรกิจผู้กุมอำนาจเหนือใคร บัดนี้กลับสั่นเทาเล็กน้อยขณะกำปากกาหมึกซึมราคาแพงไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ทิฐิที่เคยค้ำคอมาตลอดชีวิต... ทิฐิที่บอกว่าเขาเก่งกาจ ทิฐิที่บอกว่าเขาไม่ต้องพึ่งพาใคร และทิฐิที่เคยผลักไสผู้หญิงคนหนึ่งให้เดินออกไปจากชีวิตด้วยหัวใจที่แหลกสลาย บัดนี้มันพังทลายลงมาไม่เป็นท่า ราวกับปราสาททรายที่ถูกคลื่นซัดสาดจนไม่เหลือเค้าเดิม
"คุณโง่มาก อคินทร์..." เขาพึมพำกับความมืดมิดนอกกระจกใสบานยักษ์ เสียงนั้นแหบพร่าและสั่นเครือจนเจ้าตัวยังนึกสมเพชตัวเอง
ใช่... เขามันโง่เขลาเบาปัญญาที่สุด
ตลอดเวลาที่รินรดาอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน เขามองเห็นเธอเป็นเพียงเครื่องประดับราคาถูก เป็นภรรยาที่แต่งเข้ามาตามความต้องการของผู้ใหญ่ เป็นผู้หญิงจืดชืดที่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะออกความเห็นในเรื่องใดๆ เขาเคยชินกับการมีเธอคอยดูแลเอาใจใส่ เคยชินกับการตื่นมาแล้วพบว่าเสื้อผ้าถูกรีดไว้อย่างเนี้ยบ อาหารเช้าร้อนๆ วางรออยู่บนโต๊ะ และยาบำรุงที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เขาคิดมาตลอดว่านั่นคือ "หน้าที่" ที่เธอต้องทำ ในเมื่อเธอเลือกที่จะก้าวเข้ามาในโลกของเขาเอง
แต่เขากลับลืมมองไป... ว่าภายใต้รอยยิ้มจืดจางและดวงตากลมโตที่ฉายแววเจียมเนื้อเจียมตัวนั้น มันซ่อนหยาดน้ำตาและความเจ็บปวดไว้มากมายขนาดไหน
ภาพวันที่เธอตัดสินใจวางใบหย่าลงบนโต๊ะตัวนี้ยังคงกรีดแทะหัวใจเขาเหมือนถูกคมมีดกรีดซ้ำๆ รินรดาในวันนั้นไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟาย ไม่ได้โวยวายเรียกร้องความยุติธรรม ดวงตาของเธอนิ่งสนิท... นิ่งเสียจนน่ากลัว มันคือความว่างเปล่าของผู้หญิงที่ตายทั้งกลม ความรู้สึกรักและภักดีที่เคยมีให้เขา ถูกเผาผลาญจนไม่เหลือแม้แต่ขี้เถ้า และประโยคสุดท้ายก่อนที่เธอจะหันหลังเดินจากไปอย่างเด็ดเดี่ยว ก็ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของเขาไม่เคยจางหาย
*“หย่าเถอะค่ะ... เพราะคุณมันใจร้ายเกินกว่าที่รินจะรักไหวอีกต่อไปแล้ว”*
คำพูดนั้น... เจ็บปวดกว่าการถูกคู่แข่งทางธุรกิจหักหลัง เจ็บปวดกว่าการสูญเสียเงินนับร้อยล้าน และเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าการถูกหยามศักดิ์ศรี เพราะมันคือการพิสูจน์ให้เห็นว่าความเย็นชาและความใจร้ายของเขา ได้ทำลายหัวใจดวงเดียวที่รักเขาด้วยความจริงใจจนพังยับเยินด้วยมือของตัวเอง
อคินทร์หลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้หยาดน้ำอุ่นร้อนที่ฝืนกลั้นมานานไหลรินผ่านสันกรามคมสัน ความเงียบงันในห้องทำงานสะท้อนเสียงหัวใจที่กำลังร่ำไห้อย่างน่าเวทนา เพิ่งเวลานี้เอง... ในวันที่สายเกินแก้ เพิ่งเวลานี้เองที่เขาเพิ่งตระหนักได้อย่างแจ่มชัดว่า ภายใต้ความเย่อหยิ่งและทิฐิมานะที่เขายึดถือเป็นสรณะ แท้จริงแล้วมันคือเกราะกำบังอันน่าสมเพช ที่ใช้ปกปิดความจริงที่ว่าเขารักเธอ... รักรินรดาผู้หญิงจืดชืดคนนั้นหมดหัวใจมานานแล้ว
เขารักเธอ... ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ?
อาจจะเป็นวันที่เธอนั่งเฝ้าไข้เขาตลอดทั้งคืนโดยไม่ยอมนอนหลับตาเลยสักวินาทีเดียว ทั้งที่ไข้หวัดของเขามันไม่ได้รุนแรงอะไรเลย หรืออาจจะเป็นวันที่เธอแอบร้องไห้เงียบๆ อยู่คนเดียวในห้องครัว เพราะทำอาหารไม่ถูกปากเขาตามที่เขาเคยตำหนิไว้ แต่เธอกลับเลือกที่จะซับน้ำตาแล้วตั้งหน้าตั้งตาฝึกทำใหม่เพื่อให้เขาพึงพอใจ
เขารู้ทุกอย่าง... เขารับรู้ทุกการกระทำอันแสนอ่อนโยนเหล่านั้น แต่ความเย่อหยิ่งและทิฐิเจ้ากรรมกลับสั่งให้เขานิ่งเฉย สั่งให้เขาทำเป็นมองไม่เห็น และปล่อยให้ความใจร้ายกัดกินความสัมพันธ์ทีละน้อย เพราะเขาคิดมาตลอดว่า "ผู้หญิงคนนี้ไม่มีวันไปไหนจากเขาหรอก" รินรดาเป็นของตาย... เป็นเงาที่ต้องคอยติดตามเขาไปชั่วชีวิต
แต่เขาลืมไปว่า ต่อให้เป็นเงา... มันก็ยังต้องหายไปเมื่อความมืดมิดเข้ามาครอบงำ และเขานี่แหละที่เป็นคนดับไฟดวงสุดท้ายด้วยมือของตัวเอง
"พ่อครับ..."
เสียงเล็กๆ ใสแจ๋วที่ดังขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้คนที่กำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ระทึกสะดุ้งสุดตัว อคินทร์รีบยกหลังมือขึ้นปาดคราบน้ำตาลวกๆ บนใบหน้า ก่อนจะหันไปมองต้นเสียงด้วยหัวใจที่กระหน่ำรัว
ร่างป้อมของเด็กชายวัยอนุบาลในชุดนักเรียนสะอาดสะอ้านยืนกะพริบตาปริบๆ อยู่ตรงประตูห้องทำงานที่เปิดแง้มไว้ ดวงตากลมโตคู่นั้น... ดวงตาที่ถอดแบบมาจากรินรดาไม่มีผิดเพี้ยน แต่โครงหน้าและสันจมูกโด่งรั้นกลับเหมือนเขาราวกับแกะพิมพ์—น้องมินท์ ลูกชายที่เขาเพิ่งมารู้ความจริงทีหลังว่าเด็กน้อยคนนี้คือสายเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาเอง และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาต้องยอมคุกเข่าลงต่อหน้าผู้หญิงที่เขาเคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรี
อคินทร์รู้สึกจุกที่ลำคอจนพูดไม่ออก ทุกครั้งที่มองหน้าลูกชาย หัวใจของเขาจะถูกบีบอัดด้วยความรู้สึกผิดบาป เด็กน้อยคนนี้ต้องเติบโตมาโดยไม่มีพ่อคอยอุ้มชู ต้องทนเห็นแม่ของตัวเองร้องไห้ช้ำใจ และเกือบจะถูกพรากไปจากอก หากไม่ใช่เพราะความดื้อรั้นและเด็ดเดี่ยวของรินรดาที่ปกป้องลูกไว้ด้วยชีวิต
"น้องมินท์..." อคินทร์ฝืนปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่ามันจะยังคงสั่นเครืออยู่บ้าง เขากวักมือเรียกเด็กน้อยเข้ามาใกล้ "ทำไมยังไม่นอนครับ ดึกมากแล้วนะ ลูกควรจะอยู่บนเตียงตั้งนานแล้ว"
เด็กชายตัวน้อยเดินเตาะแตะเข้ามาหาผู้เป็นพ่อ มือเล็กๆ กำตุ๊กตาดินเผาตัวเก่าที่รินรดาเคยทำให้ไว้แน่น ดวงตากลมโตมองสำรวจใบหน้าของบิดาอย่างช่างสังเกต ราวกับจะอ่านความรู้สึกที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มฝื่อนๆ นั้น
"พ่อร้องไห้เหรอครับ?" คำถามซื่อๆ แต่เฉียบคมราวกับมีดโกนอาบน้ำผึ้งหลุดออกมาจากริมฝีปากเล็กๆ
อคินทร์ชะงักกึก ความรู้สึกร้อนผ่าวแล่นพล่านขึ้นมาที่ขอบตาอีกครั้ง เขาปฏิเสธไม่ลง และไม่อาจหาคำแก้ตัวใดๆ มากลบเกลื่อนสายตาที่ใสซื่อบริสุทธิ์ของลูกชายได้เลย
"เปล่าครับ... พ่อแค่... ฝุ่นเข้าตาเฉยๆ" เขาโกหกคำโตอย่างน่าสมเพช
น้องมินท์เอียงคอเล็กน้อยอย่างไม่ค่อยเชื่อถือนัก ก่อนจะปีนขึ้นมาบนเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่แล้วขยับเข้าไปใกล้ผู้เป็นพ่อ มือเล็กๆ เอื้อมออกไปแตะที่แก้มสากของอคินทร์เบาๆ สัมผัสนั้นอบอุ่นและอ่อนโยนอย่างประหลาด จนผู้ชายที่เคยใจร้ายและเย่อหยิ่งที่สุดในปฐพีต้องหลับตาลงรับสัมผัสจากลูกน้อย เพื่อกลั้นก้อนสะอื้นที่กำลังจุกอยู่ที่คอ
"แม่บอกว่า... ถ้าใครร้องไห้แปลว่าคนนั้นกำลังเสียใจมากๆ" เด็กน้อยเอ่ยด้วยน้ำเสียงใสซื่อ "พ่อเสียใจเรื่องแม่หรือเปล่าครับ? พ่อคิดถึงแม่ไหม?"
ประโยคคำถามเพียงประโยคเดียว... กลับทรงพลังยิ่งกว่าหมัดหนักๆ ที่ชกเข้าที่กลางลิ้นปี่ อคินทร์รู้สึกราวกับถูกกระชากหน้ากากความเข้มแข็งออกจนหมดเปลือก ความจริงที่เขาพยายามปฏิเสธมาตลอดถูกเด็กชายวัยเพียงไม่กี่ขวบขุดคุ้ยขึ้นมาวางไว้ตรงหน้าอย่างไร้ความปรานี
คิดถึงไหมงั้นหรือ?
ให้ตายเถอะ... เขากำลังจะบ้าตายอยู่แล้วต่างหาก! ทุกค่ำคืนที่ไม่มีเธอนอนอยู่เคียงข้าง เตียงนอนกว้างใหญ่หลังนั้นมันหนาวยะเยือกเสียยิ่งกว่าขั้วโลก ทุกมุมบ้านเต็มไปด้วยเงาร่างของเธอ รอยยิ้มจืดจาง น้ำเสียงนุ่มนวล และกลิ่นหอมจางๆ ของดอกมะลิที่ยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำ มันตามหลอกหลอนเขาทุกวินาทีราวกับวิญญาณร้ายที่เขาเป็นคนสร้างขึ้นมาเอง
"คิดถึงสิลูก..." อคินทร์พึมพำเสียงแผ่วเบา ยอมรับความพ่ายแพ้ต่อหน้าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอย่างหมดรูป "พ่อคิดถึงแม่... คิดถึงจนแทบจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว"
น้องมินท์มองหน้าพ่อ นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือปัดป้ายคราบน้ำตาบนแก้มของอคินทร์ออกให้อย่างเก้ๆ กังๆ ตามประสาเด็ก
"ถ้าคิดถึง... ทำไมพ่อไม่ไปพาแม่กลับมาล่ะครับ?" เด็กน้อยเอียงคอถามด้วยความไร้เดียงสา "แม่ชอบบอกว่า คนเราถ้าทำผิดแล้วรู้ตัว และยอมรับผิด... พระเอกในนิทานก็จะอภัยให้นะครับ พ่อเป็นพระเอกของน้องมินท์ไม่ใช่เหรอ?"
คำว่า *'พระเอกของน้องมินท์'* กระแทกเข้ากลางใจของอคินทร์อย่างจัง จนเขาแทบอยากจะหัวเราะเยาะตัวเอง พระเอกงั้นหรือ? เขาเนี่ยนะคือพระเอก? สำหรับรินรดาแล้ว เขามันคือ "ตัวร้าย" ในชีวิตจริงต่างหาก... ตัวร้ายใจร้ายที่คอยทำลายความสุขและเหยียบย่ำหัวใจของเธอจนไม่เหลือชิ้นดี
แต่ทว่า... ประโยคถัดมาของเด็กชาย กลับทำให้ลมหายใจของอคินทร์สะดุดกึก และดวงตาคมกริบก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจระคนหวาดหวั่น
"เมื่อกี้... ตอนที่น้องมินท์เดินมาหน้าห้อง น้องมินท์เห็นคุณน้าใจดีคนนั้นด้วยนะครับ"
อคินทร์ขมวดคิ้วแน่น หัวใจกระตุกวูบด้วยสังหรณ์ใจประหลาด "คุณน้าใจดี? ใครกันลูก?"
"ก็คนที่ชอบซื้อขนมมาฝากแม่บ่อยๆ ไงครับ... คนที่ตัวสูงๆ ที่ใส่ชุดสูทสีเทาคนนั้นน่ะครับ... เขากำลังยืนคุยอยู่กับแม่ที่หน้าบ้านเรา... เอ้ย! หน้าคอนโดของแม่ต่างหากล่ะครับ" น้องมินท์เอียงคอพูดเจื้อยแจ้ว โดยไม่รู้เลยว่าถ้อยคำใสซื่อเหล่านั้นกำลังจุดไฟเผาไหม้สติสัมปชัญญะของพ่อจนมอดไหม้เป็นจุล
*สูทสีเทา... ขนม... ยืนคุยอยู่กับรินรดาที่หน้าคอนโด*
ภาพของผู้ชายคนหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของอคินทร์ทันที—ศัตรูหัวใจที่เขาเคยเกลียดชังและพยายามกีดกันออกไป แต่เพราะความโง่เขลาของตัวเอง ทำให้มันกลายเป็นฝ่ายที่ก้าวเข้าไปยืนในพื้นที่ที่เขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเหยียบย่างเข้าไปอีกแล้ว!
อคินทร์ผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอย่างรวดเร็วจนเก้าอี้กระแทกพื้นดังสนั่น ลมหายใจหอบกระชั้นด้วยความโกรธเกรี้ยวและหวาดกลัวที่ตีรวนขึ้นมาจนแยกไม่ออก ทิฐิทั้งหมดที่เคยมีถูกโยนทิ้งลงถังขยะในเสี้ยววินาทีนั้น
รินรดา... กำลังจะถูกคนอื่นแย่งไปจริงๆ หรือ?
เขาก้าวขาพรวดพราดมุ่งหน้าไปที่ประตูห้องทำงานทันing โดยไม่สนใจท่าทางงุนงงของลูกชายอีกต่อไป มือหนาคว้ากุญแจรถยนต์บนโต๊ะมากำไว้แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ดวงตาคมกริบฉายแวววาวโรจน์ด้วยไฟหึงหวงและความสำนึกผิดที่สายเกินแก้
ให้ตายเขาก็ไม่ยอม! ต่อให้ต้องคุกเข่าอ้อนวอน หรือใช้ชีวิตที่เหลือทั้งหมดไถ่บาป เขาก็จะไม่มีวันปล่อยให้ผู้หญิงคนนั้นตกเป็นของใครหน้าไหนเด็ดขาด!
...แต่ทว่า เมื่อเขาผลักประตูห้องทำงานเปิดออก และก้าวเท้าออกมาที่โถงทางเดิน ท่ามกลางความเงียบสงัดยามวิกาล ประตูลิฟต์ตัวใหญ่ที่อยู่ตรงหน้ากลับส่งเสียง *ติ๊ง* เบาๆ พร้อมกับร่างของใครบางคนก้าวสวนออกมาพอดี
อคินทร์ชะงักงัน ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อเห็นว่าแขกยามวิกาลคนนั้นคือใคร... และในมือของเธอกำลังถืออะไรอยู่!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเจ็บปวดไปพร้อมกับตัวละครนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ!
หย่าเถอะ... เพราะหนูไม่ได้รักคนใจร้ายแล้ว•ตอนที่ 20
บทเรียนราคาแพง
ผลงานโดย เมฆหมอกสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมฆหมอกสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าเถอะ... เพราะหนูไม่ได้รักคนใจร้ายแล้ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!