ถาดกระเบื้องเคลือบลายครามในมือของรินรดาสั่นน้อยๆ มิใช่เพราะความหนักของถ้วยชาหอมกรุ่นที่วางอยู่บนนั้น หากแต่เป็นแรงกระเพื่อมจากสายตาคู่คมกริบของบุรุษที่นั่งอยู่ตรงข้าม โต๊ะทำงานตัวใหญ่ในห้องรับรองของบริษัท สลักเสลาด้วยไม้มะฮอกกานีเนื้อดี บรรยากาศรอบตัวในยามนี้เงียบงันจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มวินาทีของนาฬิกาโบราณบนผนังที่กำลังเดินถอยหลังเข้าสู่ความอึดอัด
อคินทร์ไม่ยอมขยับเขยื้อนกายไปไหนเลยตั้งแต่เธอก้าวเข้ามา ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสั่งตัดเข้ารูปยังคงสง่างามน่าเกรงขามเช่นเดิม ทว่าแววตาที่ทอดมองเธอกลับว่างเปล่าและเต็มไปด้วยร่องรอยความเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด ผู้ชายคนที่เคยเอ่ยปากไล่เธอออกจากบ้านอย่างไร้เยื่อใย ผู้ชายคนที่เคยบอกว่าการมีอยู่ของเธอคือภาระหนักอึ้ง บัดนี้กำลังนั่งหลังค่อมลงเล็กน้อยคล้ายคนแบกโลกไว้ทั้งใบ... ช่างน่าสมเพชเสียจริงในสายตาของรินรดา
"ชาค่ะ... อุณหภูมิกำลังพอดี"
เสียงหวานเอ่ยขึ้นเรียบเรื่อย ไร้ซึ่งความสั่นเครือ ไร้ซึ่งความประหม่า และที่สำคัญที่สุด... มันไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์อย่างสิ้นเชิง รินรดาวางถ้วยแ로ลงบนโต๊ะตรงหน้าเขาอย่างนิ่มนวล ระยะห่างระหว่างเธอกับเขาในยามนี้ช่างใกล้เสียจนได้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายคุ้นเคย กลิ่นที่ครั้งหนึ่งเธอเคยซุกซบเพื่อหาความอบอุ่นในคืนที่เหน็บหนาว แต่ในวันนี้... มันเป็นเพียงกลิ่นของคนแปลกหน้าที่เธอแค่มาร่วมเจรจาธุรกิจด้วยเท่านั้น
อคินทร์ช้อนสายตาขึ้นมอง หญิงสาวตรงหน้าเปลี่ยนไปมากจริงๆ รินรดาในอดีตมักจะสวมชุดเรียบๆ หลบสายตา และมักจะมีรอยยิ้มเจื่อนๆ คอยเอาอกเอาใจเขารออยู่ที่โต๊ะอาหารเสมอ แต่วินาทีนี้... เธออยู่ในชุดสูทกระโปรงเข้ารูปสีเทาเข้ม ผมยาวสลวยถูกรวบเก็บไว้อย่างประณีต ใบหน้ารูปไข่แต่งแต้มเครื่องสำอางบางเบา ทว่าดวงตากลับคมกริบดุจใบมีดเคลือบน้ำตาล มันคือสายตาที่มองเขาเป็นเพียง "อากาศธาตุ"
ความรู้สึกแปลบปลาุกพุ่งชนเข้าที่กลางอกของอคินทร์อย่างจัง มันคือความเจ็บปวดชนิดเดียวกับที่เขาเคยฝากไว้ให้เธอได้ลิ้มลองเมื่อหลายปีก่อน
"ริน..." เสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยเรียกชื่อเธอแผ่วเบาราวกับคนหมดแรง มือหนาที่วางอยู่บนตักขยับเล็กน้อยคล้ายอยากจะเอื้อมออกไปคว้าชายเสื้อสูทของเธอไว้ แต่ก็ต้องชะงักค้างกลางอากาศเมื่อเห็นรินรดาก้าวถอยหลังออกไปเว้นระยะห่างทันทีอย่างรักษามารยาท
"ถ้าคุณอคินทร์ไม่มีเรื่องงานที่จะต้องปรึกษาดิฉันเพิ่มเติมเกี่ยวกับสัญญาว่าจ้างโปรเจกต์นี้ ดิฉันขอตัวก่อนนะคะ งานทางฝั่งทีมของดิฉันยังมีอีกมากค่ะ"
รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นทางการ รอยยิ้มที่เธอมอบให้เขาเป็นเพียงยิ้มตามมารยาททางธุรกิจที่จอมปลอมและเย็นชาจนน่าใจหาย มันไม่ใช่รอยยิ้มของภรรยา และไม่ใช่รอยยิ้มของคนคุ้นเคย
"เรา... คุยกันดีๆ ไม่ได้เลยหรือ" อคินทร์เค้นเสียงถามออกมา หัวใจของเขากำลังบีบตัวเข้าหากันจนปวดร้าว เขารู้ดีว่าความผิดบาปที่ตนเองได้ก่อไว้มันมากมายมหาศาลเกินกว่าจะเอ่ยปากขอโทษ แต่เขาก็ไม่คิดว่ากำแพงที่เธอก่อขึ้นมาเพื่อปิดกั้นเขาจะสูงและหนาทึบจนมองไม่เห็นทางทะลวงผ่านเช่นนี้
รินรดาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขันใดๆ มีเพียงความเย้ยหยันที่ถูกซ่อนไว้ใต้เปลือกตาคู่สวย เธอมองเขาด้วยสายตาที่ทำให้อคินทร์รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงมดปลวกตัวเล็กๆ ที่ไร้ค่า
"คุยหรือคะ? คุณอคินทร์คะ... ระหว่างเราในตอนนี้ มีเรื่องอะไรที่จำเป็นต้องคุยกันนอกเหนือจากเรื่องงานด้วยหรือคะ" รินรดาเอียงคอมองเล็กน้อยอย่างสงสัย น้ำเสียงราบเรียบแต่เชือดเฉือนทุกคำพูด "ในเมื่อคุณเป็นคนเลือกเองว่าไม่อยากให้ดิฉันอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวของคุณ แล้วตอนนี้... คุณจะมาเรียกร้องหาบทสนทนาแบบไหนจากดิฉันอีกหรือคะ"
คำพูดของเธอบาดลึกเข้าûไปในเนื้อหนังมังสา อคินทร์รู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่กลางฝูงชน แม้ในห้องนี้จะมีเพียงเขากับเธอก็ตามที เขากลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก ภาพความทรงจำในวันที่เธออุ้มท้องโตและร้องขอความเห็นใจจากเขาผุดขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า วันนั้น... เขาผลักไสเธออย่างไร้ความปรานี วันนี้... กรรมตามสนองเขากลับมาเป็นร้อยเท่าพันทวี
"ผมรู้ว่าผมเลว..." อคินทร์ตัดสินใจยอมจำนนต่อหน้าเธอเป็นครั้งแรกในชีวิต นักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร ยอมทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมดที่มีลงตรงหน้าอดีตภรรยา "ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมทำกับคุณมันให้อภัยไม่ได้... แต่ริน ได้โปรด... ให้โอกาสผมได้ชดใช้ ได้ไหม ให้ผมได้ทำหน้าที่พ่อ..."
คำว่า "พ่อ" หลุดลอดออกมาจากริมฝีปากหยักหนาพร้อมกับประกายความหวังอันน้อยนิด แต่ทว่า... มันกลับไปสะกิดต่อมความโกรธแค้นที่ถูกฝังกลบไว้ลึกที่สุดในใจของรินรดาเข้าอย่างจัง
รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอาการมือสั่น ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววอ่อนโยนบัดนี้กลับลุกโชนด้วยไฟแห่งความแค้นที่ไม่มีวันมอดดับ เธอก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงาน โน้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้ใบหน้าอยู่ใกล้เขามากขึ้น
"พ่อ? คุณกำลังพูดถึงใครอยู่หรือคะคุณอคินทร์?" รินรดาแค่นหัวเราะเสียงเย็นเฉียบ ดวงตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา "วันที่ลูกของเราลืมตาดูโลกโดยไม่มีแม้กระทั่งเงาของคุณ วันที่น้องมินท์ไข้ขึ้นสูงจนดิฉันต้องวิ่งร้องไห้ไปโรงพยาบาลคนเดียว... คุณอยู่ที่ไหนคะ? วันที่คุณเมษามาประกาศตัวว่าเป็นเจ้าของห้องนอนของฉัน คุณเลือกที่จะเชื่อผู้หญิงคนนั้นโดยไม่แม้แต่จะฟังคำอธิบายจากดิฉันด้วยซ้ำ!"
อคินทร์สะอึกจนตัวโยون เขาพยายามจะอ้าปากแก้ตัว "วันนั้นผม..."
"ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้นค่ะ!" รินรดาตวาดกร้าวขึ้นมาเป็นครั้งแรก น้ำเสียงของเธอดังก้องไปทั่วห้องรับรองจนอคินทร์ต้องเงียบกริบ "ฉันไม่อยากฟังคำแก้ตัวน่าสมเพชจากปากคนใจร้ายอย่างคุณ! อย่าได้บังอาจมาเอ่ยคำว่าพ่อกับเด็กคนนั้น เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา... น้องมินท์มีแค่แม่คนนี้คนเดียว และเขาไม่เคยต้องการผู้ชายไร้หัวใจแบบคุณมาเป็นพ่อ!"
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมบรรยากาศอีกครั้ง มีเพียงเสียงหอบหายใจด้วยความโกรธของรินรดา และเสียงลมหายใจติดขัดของอคินทร์ ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนหัวใจถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆ น้ำลูกผู้ชายเอ่อคลอเบ้าตาอย่างน่าสมเพช แต่เขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะร้องไห้ออกมาด้วยซ้ำ
รินรดาผละถอยหลังกลับไปตั้งหลัก เธอจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยราวน้ำแข็งไวกว่าเดิม ราวกับว่าอารมณ์โกรธเมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตา
"ถ้าหมดธุระแล้ว... ดิฉันขอตัวนะคะ" รินรดาหมุนตัวหันหลังให้เขาทันทีอย่างไร้เยื่อใย ปลายรองเท้าส้นสูงก้าวเดินไปยังประตูห้องอย่างมั่นคง
"ริน!" อคินทร์ผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความลนลาน เขาก้าวเท้าจะวิ่งตามเธอไป แต่ทว่า... เสียงเคาะประตูกลับดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
*ก๊อก ก๊อก*
ประตูกลุ่มไม้มะฮอกกานีถูกผลักเปิดออกโดยเลขาหน้าห้อง ทว่าบุคคลที่ก้าวเข้ามาด้านในกลับไม่ใช่พนักงานบริษัทอย่างที่ควรจะเป็น ร่างเล็กป้อมในชุดเอี๊ยมยีนส์น่ารัก พร้อมกับหมวกแก๊ปใบจิ๋ววิ่งดุ๊กๆ เข้ามาในห้องรับรองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะโผเข้ากอดขาเรียวของรินรดาไว้แน่นด้วยความคิดถึง
"คุณแม่ครับ! น้องมินท์รอนานแน่ะ หิวข้าวแล้วครับ"
เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นเอ่ยปากฟ้องมารดาด้วยน้ำเสียงออดอ้อนน่ารักน่าเอ็นดู ดวงตากลมโตใสแป๋วถอดแบบมาจากคนตัวสูงที่ยืนนิ่งค้างอยู่หลังโต๊ะทำงานราวกับพิมพ์เดียวกันไม่มีผิดเพี้ยน
อคินทร์เบิกตากว้างจนแทบถลน ลมหายใจของเขาสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อเป็นหินเมื่อก้มลงสบตากับเด็กชายตัวน้อยที่หน้าตาเหมือนเขาราวกับส่องกระจกเงาในวัยเด็ก และวินาทีนั้นเอง... เสียงหัวใจของเขาก็หยุดเต้นลงอย่างสมบูรณ์แบบ
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเจ็บปวดไปพร้อมกับตัวละครนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ!
หย่าเถอะ... เพราะหนูไม่ได้รักคนใจร้ายแล้ว•ตอนที่ 19
ไม่ให้อภัยง่ายๆ
ผลงานโดย เมฆหมอกสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมฆหมอกสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าเถอะ... เพราะหนูไม่ได้รักคนใจร้ายแล้ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!