กระดาษแผ่นบางในซองเอกสารสีน้ำตาลกำลังสั่นเทา—ไม่ใช่เพราะแรงลมจากเครื่องปรับอากาศที่เย็นเยียบ หากแต่สั่นไหวตามปลายนิ้วหนาของคนที่เพิ่งตระหนักว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขากำลังยืนอยู่บนปากเหวแห่งความหายนะที่ตัวเองเป็นคนขุดหลุมพรางไว้
อคินทร์จ้องมองตัวอักษรสีดำสนิทบนใบมรณะบัตรของบริษัท ที่ระบุชัดเจนถึงการล้มละลายทางนิติกรรมและการถูกยึดครองทรัพย์สินทั้งหมดโดยกลุ่มทุนปริศนา—กลุ่มทุนที่ใช้ชื่อจดทะเบียนภายใต้บริษัทจัดตั้งใหม่ ซึ่งมีผู้ถือหุ้นใหญ่เพียงคนเดียว... รินรดา
ดวงตาคมกริบที่เคยฉายแววเย่อหยิ่งและเย็นชา บัดนี้เบิกกว้างขึ้นด้วยความระทึก หายใจติดขัดราวกับมีใครเอามือมาบีบลำคอไว้แน่น ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเชิดขึ้นอย่างมั่นใจในศักดิ์ศรี บัดนี้ซีดเผือดไร้สีเลือด เมื่อเลื่อนสายตาลงมาอ่านเอกสารแผ่นถัดไป... คำสั่งศาลสิทธิ์การเลี้ยงดูบุตรแต่เพียงผู้เดียว ที่ระบุชื่อ ‘เด็กชายธาวิน’ หรือน้องมินท์ เป็นสิทธิ์ขาดของมารดา โดยที่บิดาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเข้าใกล้ในระยะห้าสเมตร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล
"คุณ... คุณทำแบบนี้กับผมไม่ได้นะริน..." เสียงทุ้มต่ำที่เคยทรงอำนาจ บัดนี้แหบพร่าและสั่นเครือจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม อคินทร์เงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่ยืนกอดอกนิ่งอยู่เบื้องหน้า ดวงตาคู่นั้นไม่ได้มีร่องรอยของความโกรธเกรี้ยว หรือแม้แต่ความแค้นเคืองหลงเหลืออยู่เลย... มันว่างเปล่า เย็นชา และไร้ซึ่งเยื่อใยใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งน่ากลัวยิ่งกว่าการกรีดร้องโวยวายเสียอีก
รินรดายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ส่งไปถึงดวงตา รอยยิ้มที่เคลือบยาพิษความเจ็บปวดซึ่งเธอได้รับมาตลอดสามปีเต็ม หญิงสาวก้าวเท้าเข้าไปใกล้ชายหนุ่มช้าๆ เสียงส้นสูงกระทบพื้นห้องทำงานหรูหราดัง ‘ก๊อก... ก๊อก...’ ราวกับเสียงนาฬิกานับถอยหลังเวลาชีวิตของอคินทร์
"ทำไมจะไม่ได้ล่ะคะคุณอคินทร์..." รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "ในเมื่อทุกอย่างที่เกิดขึ้น... คุณเป็นคนปูพรมแดงต้อนรับฉันเดินออกไปเองไม่ใช่เหรอคะ วันที่คุณบอกว่าฉันเป็นแค่ภาระ เป็นแค่ผู้หญิงน่ารำคาญที่เกาะคุณกิน วันนั้น... คุณเคยคิดถึงหัวอกฉันบ้างไหม"
คำพูดแต่ละคำเปรียบเสมือนเข็มนับพันเล่มที่พุ่งเข้าปักอกอคินทร์จนพรุน ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกตรึงไว้กับพื้น เขาอยากจะเอื้อมมือไปคว้าข้อแขนเรียวบางนั้นไว้เหมือนอย่างเคย ทว่าเมื่อเห็นสายตาที่ปะทะกลับมา เขาก็รู้ตัวดีว่า... สิทธิ์นั้นมันหลุดลอยหายไปจากมือเขาตลอดยกการแข่งขันนี้เสียแล้ว
"ผมขอโทษ..." อคินทร์พึมพำออกมาได้เพียงสามคำนี้ น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวบัดนี้สั่นสะท้านจนน่าเวทนา ชายหนุ่มผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร ยอมทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมดที่มีลงบนพื้น พลางก้าวเข้าไปหมายจะคุกเข่าลงแทบเท้าของเธอ "ผมรู้ตัวแล้วว่าผมโง่แค่ไหน ผมสำนึกผิดแล้วจริงๆ ริน... ได้โปรด ให้โอกาสผมได้แก้ตัว ได้ไหม ให้ผมได้ทำหน้าที่พ่อ... และสามีที่ดีกว่าเดิม"
รินรดาก้าวถอยหลังหลบหนึ่งก้าวอย่างรังเกียจ ดวงตาคู่สวยมองการกระทำนั้นด้วยความสมเพชเวทนา เธอไม่ได้รู้สึกสะใจอย่างที่เคยจินตนาการไว้ในวันที่ถูกเขาทอดทิ้ง... มีเพียงความว่างเปล่าและความเหนื่อยล้าที่กัดกินหัวใจ
"สายไปแล้วค่ะ..." เธอเอ่ยออกมาสั้นๆ ชัดถ้อยชัดคำ "คำว่าโอกาส มันมีไว้สำหรับคนที่ยังเห็นคุณค่าของกันและกันค่ะคุณอคินทร์ แต่สำหรับคุณ... มันหมดอายุตั้งแต่ที่คุณปล่อยให้ผู้หญิงคนอื่นเข้ามาเหยียดย่ำศักดิ์ศรีความเป็นคนของฉันในบ้านหลังนี้แล้ว"
ภาพเหตุการณ์ในอดีตย้อนกลับเข้ามาในหัวของอคินทร์ราวกับภาพยนตร์ซ้ำซาก วันที่เขาไล่เธอออกจากห้องนอน วันที่เขาเลือกจะเชื่อคำพูดเสแสร้งของเมษามากกว่าภรรยาที่อุ้มท้องลูกของเขาอย่างยากลำบาก ความเย่อหยิ่งและทิฐิที่บังตาทำให้เขาตาบอดมืดสนิท จนกระทั่งวันนี้... วันที่ทุกอย่างพังทลายลงด้วยมือของตัวเอง
"แล้วลูกล่ะ... มินท์เป็นลูกของผมนะ!" อคินทร์เค้นเสียงกร้าวขึ้นด้วยความจนตรอก เมื่อไม้ตายสุดท้ายถูกหยิบยกขึ้นมาอ้าง "คุณจะพรากลูกไปจากผมไม่ได้ รินรดา! ผมเป็นพ่อของเขา!"
"พ่อเหรอคะ?" รินรดาหัวเราะออกมาเบื้องต่ำ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุข "วันที่น้องมินท์ป่วยจนชัก คุณอยู่ที่ไหนคะคุณอคินทร์? วันที่คุณเมษาโทรศัพท์ไปบอกว่าคุณอยู่กับเธอที่คอนโดหรู ฉันต้องแบกสังขารอุ้มลูกขึ้นรถแท็กซี่ไปโรงพยาบาลคนเดียว... ตอนนั้น คุณเคยจำได้ไหมคะว่าตัวเองมีลูกมีเมีย?"
คำถามนั้นกระแทกเข้ากลางใจอคินทร์อย่างจัง จนชายหนุ่มเซถอยหลังไปชนกับขอบโต๊ะทำงาน เอกสารในมือร่วงหล่นกระจายเกลื่อนพื้น ร่างสูงใหญ่ทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นพรมอย่างไร้เรี่ยวแรง ความเจ็บปวดจากการถูกทรยศที่เขากระทำต่อเธอ ย้อนกลับมาทุบตีเขาจนแทบกระอักเลือดเป็นร้อยเท่าทวีคูณ
"ริน... อย่าทำกับผมแบบนี้เลยนะ" อคินทร์เงยหน้าขึ้นมองอดีตภรรยา หยาดน้ำตาของผู้ชายที่แข็งกระด้างมาทั้งชีวิตไหลรินอาบสองแก้มอย่างไม่อายฟ้าดิน "ผมยอมทุกอย่างแล้ว... จะให้ผมกราบเท้าคุณ ผมก็ยอม ขอแค่คุณพาผมกลับไปจุดเดิม... จุดที่เรายังเป็นครอบครัวเดียวกัน"
รินรดาก้มลงมองอดีตสามีที่กำลังนั่งคุกเข่าอ้อนวอนเธอด้วยสายตาที่เรียบเฉย เธอย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้ใบหน้าอยู่ในระดับเดียวกับเขา ปลายนิ้วเรียวยื่นไปปัดเศษกระดาษที่ติดอยู่บนปกเสื้อสูทของเขาออกอย่างแผ่วเบา ทว่าสัมผัสนั้นกลับเย็นเยียบราวน้ำแข็ง
"คุณอคินทร์คะ..." รินรดากระซิบเสียงแผ่วข้างใบหูของเขา "คุณบอกว่าอยากกลับไปจุดเดิมสินะคะ... งั้นจำคำพูดของฉันไว้นะคะ..."
หญิงสาวเว้นจังหวะเล็กน้อย ปล่อยให้ความเงียบงันกัดกินหัวใจที่กำลังเต้นระรัวของชายหนุ่ม ก่อนจะเอ่ยประโยคพิพากษาที่ทำให้โลกทั้งใบของอคินทร์ดับวูบลงในทันที
"คนที่ตายไปแล้ว... ไม่มีทางฟื้นคืนชีพกลับมาหรอกค่ะ เช่นเดียวกับความรักของฉัน... ที่มันถูกฝังกลบไว้ในอดีต และไม่มีวัน... ที่จะกลับไปจุดเดิมได้อีกตลอดกาล"
พูดจบ รินรดาก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เธอหันหลังให้ชายหนุ่มผู้กำลังจมดิ่งอยู่ในความสิ้นหวังอย่างไร้เยื่อใย ฝ่าเท้าเรียวก้าวเดินมุ่งตรงไปยังประตูห้องทำงานโดยไม่แม้แต่จะเหลียวหลังกลับมามองอีกเลย ทิ้งให้อคินทร์นั่งกอดเข่าสะอื้นไห้อย่างหมดสภาพอยู่บนพื้นห้องที่เคยเป็นอาณาจักรแห่งความยิ่งใหญ่ของเขา
ทว่า... ในวินาทีที่รินรดากกำลังจะหมุนลูกบิดประตูเพื่อก้าวออกไปจากห้องนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดต่อกันอย่างรวดเร็ว ก่อนที่บานประตูจะถูกผลักเปิดออกโดยบุคคลที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมาปรากฏตัว ณ ที่แห่งนี้
ร่างชุ่มเหงื่อของเมษาในสภาพผมเผ้ากระเซิงและใบหน้าที่ซีดเผือด ยืนหอบหายใจโยนอยู่ที่หน้าประตู มือข้างหนึ่งถือโทรศัพท์มือถือสั่นระริก ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดราวกับเพิ่งเจอผีสาง
"คุณอคินทร์... รินรดา..." เมษาละล่ำละลักเอ่ยชื่อทั้งสองคนออกมาด้วยน้ำเสียงขาดห่วน "เกิด... เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ!"
รินรดาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ หันกลับไปมองหญิงสาวคู่ปรับที่ตอนนี้ไม่เหลือมาดความมั่นใจใดๆ เช่นเดียวกับอคินทร์ที่เงยหน้าขึ้นจากพื้นด้วยแววตาสับสนระคนตกใจ
"มีอะไรอีก..." อคินทร์เค้นเสียงถามอย่างหงุดหงิด ผุดลุกขึ้นยืนด้วยความทุลักทุเล
เมษากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะชูหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่กำลังเปิดคลิปวิดีโอวงจรปิดจากหน้าคฤหาสน์ของอคินทร์ให้ทั้งคู่ดู พร้อมกับเสียงสั่นเครือที่แทบฟังไม่ได้ศัพท์
"มี... มีคนส่งคลิปนี้มาขู่ฉันค่ะ..." เมษาร้องไห้โฮออกมาด้วยความกลัว "เขาบอกว่า... เด็กผู้ชายที่รินรดาเพิ่งพามาเมืองไทยเมื่อวานนี้... ไม่ใช่แค่น้องมินท์ลูกชายของคุณ... แต่เขาคือ...!"
อคินทร์เบิกตากว้าง หัวใจกระตุกวูบอย่างแรงเมื่อได้ยินประโยคถัดมาที่หลุดออกจากปากของเมษา ซึ่งทำให้ลมหายใจของเขาสะดุดกึกไปในทันที
"เขาคือแฝดผู้พี่... ที่คุณเคยเซ็นชื่อยอมรับว่าเสียชีวิตไปแล้วในห้องคลอดเมื่อห้าปีមុន... แต่ความจริง... เขายังมีชีวิตอยู่ค่ะ!"
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเจ็บปวดไปกับตัวละครด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
*“เมฆหมอกสีชมพู”*
หย่าเถอะ... เพราะหนูไม่ได้รักคนใจร้ายแล้ว•ตอนที่ 26
รอยร้าวที่ยากจะประสาน
ผลงานโดย เมฆหมอกสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมฆหมอกสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าเถอะ... เพราะหนูไม่ได้รักคนใจร้ายแล้ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!