สายฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างไร้ความปรานีตลอดทั้งคืน ราวกับจะชะล้างความโสมมและความผิดบาปในจิตใจของมนุษย์ให้หมดไป แต่สำหรับอคินทร์แล้ว มันกลับเป็นเครื่องพันธนาการที่ตอกย้ำความโง่เขลาของตนเองอย่างสาสม ร่างสูงตระหง่านที่เคยยืนหยัดอย่างเย่อหยิ่งและเย็นชา บัดนี้กลับทรุดตัวลงคุกเข่าอยู่บนพื้นคอนกรีตเย็นเยียบหน้าประตูบ้านพักหลังน้อยของรินรดา เนื้อตัวของเขาเปียกปอน ไร้ซึ่งร่มเงาหรือเครื่องป้องกันใดๆ มีเพียงหัวใจที่ด้านชาและแหลกสลายเป็นจุล ที่ยังคงเต้นระรัวอยู่ภายใต้ความเจ็บปวดเจียนตาย
เขายืนหยัดรอคอยอยู่ตรงนี้ ตั้งแต่ยามที่ดวงอาทิตย์ยังไม่ลับขอบฟ้า จนกระทั่งความมืดมิดเข้าปกคลุม และสายฝนห่าใหญ่โหมกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง ไม่มีเสียงเคาะประตูกล่าวอ้างความเห็นใจ ไม่มีแม้แต่คำอ้อนวอนจากปากของชายผู้เคยคิดว่าตนเองคุมเกมไว้ทั้งหมด มีเพียงความเงียบงันและความเปียกชื้นที่ซึมลึกเข้าสู่กระดูกดำ
แกร็ก...
เสียงกลอนประตูที่ถูกปลดล็อกเบาๆ ดังขึ้นท่ามกลางเสียงสายฝนที่ซัดสาด มันราวกับเสียงระฆังแห่งความหวังอันริบหรี่ ที่สาดส่องเข้ามาในห้วงภวังค์อันมืดมิดของอคินทร์ เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อยๆ ปรือขึ้นอย่างยากลำบาก ภาพเบื้องหน้าพร่ามัวด้วยหยาดน้ำฝนและพิษไข้ที่กำลังแผดเผาร่างกายจนร้อนรุ่มสลับกับหนาวสั่น
รินรดายืนอยู่ตรงนั้น... เสื้อคาร์ดิแกนไหมพรมสีครีมตัวหลวมโคร็อกคลุมทับชุดนอนเรียบง่าย ใบหน้าหวานที่เคยสดใส บัดนี้ราบเรียบไร้ความรู้สึก ดวงตากลมโตคู่สวยมองลงมายังร่างที่เปียกปอนราวกับลูกสุนัขถูกทิ้งของอดีตสามีด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก มีทั้งความสมเพช ความเหนื่อยล้า และร่องรอยของความใจอ่อนที่เธอพยายามซ่อนไว้ภายใต้กำแพงความเย็นชา
"คุณกลับไปเถอะค่ะอคินทร์..." เสียงหวานเอ่ยขึ้นเรียบเรื่อย ราวกับสายลมที่พัดผ่าน ไม่ได้เจือความโกรธเกรี้ยว หรือแม้แต่ความตัดพ้อใดๆ อีกต่อไป "ที่นี่ไม่มีอะไรที่คุณควรค่าแก่การมารออีกแล้ว"
"ริน..." เสียงของเขาแหบพร่าจนแทบไม่ได้ยิน มันแห้งผากราวกับถูกไฟแผดเผา ริมฝีปากซีดเซียวสั่นเทาจนแทบขยับไม่ได้ "ผม... ผมขอร้อง... ขอโอกาสให้ผมได้พูดอะไรสักคำ..."
"คุณพูดมามากพอแล้วตลอดสามปีที่ผ่านมาค่ะ" รินรดาตัดบทด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท แม้หัวใจจะกระตุกวูบยามเห็นสภาพอันน่าเวทนาของผู้ชายที่เคยเหยียบย่ำเธอให้จมดิน แต่นางเอกผู้ผ่านมรสุมชีวิตมาอย่างโชกโชนย่อมรู้ดีว่า ความสงสารชั่ววูบสามารถทำลายเกราะป้องกันที่เธอสร้างขึ้นมาด้วยหยาดน้ำตาได้ง่ายดายเพียงใด "และในเมื่อคุณเลือกที่จะไม่ฟังในวันที่ฉันพยายามอธิบาย วันนี้ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่เราจะต้องรื้อฟื้นเรื่องไร้สาระพวกนั้นขึ้นมาอีก"
เธอกำลังจะหมุนตัวปิดประตูหนี ทว่ามือหนาที่สั่นเทาด้วยพิษไข้กลับเอื้อมขึ้นมาคว้าชายเสื้อไหมพรมของเธอไว้เบาๆ ไม่กล้าแม้แต่จะออกแรงดึง เพียงแค่สัมผัสแผ่วเบาราวกับกลัวว่าเธอจะสลายหายไปในอากาศ
"ผม... ผมป่วย..." อคินทร์กระซิบเสียงสั่น ศีรษะที่ร้อนผ่าวซบลงกับพื้นธรณีประตูอย่างไร้ศักดิ์ศรี นักธุรกิจหมื่นล้านผู้ทรงอิทธิพล บัดนี้ไม่เหลือเค้าโครงเดิมอีกต่อไป "ริน... รินช่วยผมด้วย... ผมหนาวเหลือเกิน..."
รินรดานิ่งงันไปชั่วขณะ เมื่อปลายนิ้วของเธอสัมผัสถูกความเย็นยะเยือกจากมือของเขาที่แตะอยู่ริมชายเสื้อ ความร้อนผ่าวที่แผ่ซ่านออกมาจากผิวGายของชายหนุ่มบ่งบอกชัดเจนว่าเขากำลังมีไข้สูงขนาดไหน บรรยากาศรอบตัวบีบคั้นหัวใจจนเธอแทบหายใจไม่ออก ความทรงจำเก่าๆ ยามที่เธอเคยดูแลเขาในยามเจ็บป่วยผุดขึ้นมาในหัวอย่างห้ามไม่ได้ รินรดากัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ความโกรธแค้นตีรวนขึ้นมาในอกพร้อมกับหยาดน้ำตาที่คลอหน่วยด้วยความอึดอัดใจ ทำไม... ทำไมเขาถึงต้องกลับมาทำลายความสงบสุขที่เธอเพิ่งสร้างขึ้นมาใหม่ด้วย
"คุณมันบ้าไปแล้วจริงๆ อคินทร์!" รินรดาตวาดเสียงสั่น เผลอหลุดมาด้วยความอัดอั้นตันใจ ก่อนจะตัดสินใจดึงแขนเขาเต็มแรง "เข้ามาข้างใน! อย่ามาตายหน้าบ้านฉันนะ ฉันไม่อยากเป็นฆาตกร!"
แรงฉุดกระชากทำให้ร่างสูงที่ไร้เรี่ยวแรงเซถลาเข้ามาภายในตัวบ้าน รินรดาออกแรงผลักเขาให้นั่งลงบนโซฟาตัวยาวในห้องนั่งเล่นอย่างไม่ค่อยจะเบามือนัก หยาดน้ำฝนที่หยดติ๋งๆ จากเรือนผมและเสื้อผ้าของอคินทร์ทำให้พรมปูพื้นเปียกชุ่ม แต่เธอกลับไม่มีเวลามาใส่ใจเรื่องความสะอาดในยามนี้
หญิงสาวหมุนตัวเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ ก่อนจะกลับออกมาพร้อมกับผ้าขนหนูผืนหนาและกล่องปฐมพยาบาล เธอยื่นผ้าขนหนูให้เขาด้วยสีหน้าบึ้งตึง
"เช็ดตัวซะ แล้วก็ถอดเสื้อเปียกๆ นี่ออก ไม่อย่างนั้นคุณได้ตายจริงๆ แน่" เธอเอ่ยเสียงแข็ง พยายามเบือนหน้าหนีไม่มองแผงอกกว้างที่เปียกปอนและแนบเนื้อจนเห็นกล้ามเนื้อชัดเจน ซึ่งครั้งหนึ่งเธอเคยซบแนบอิงด้วยความรัก
อคินทร์รับผ้าขนหนูมาถือไว้ด้วยมือที่สั่นเทา ดวงตาคมกริบที่เคยฉายแววเย่อหยิ่ง บัดนี้ทอดมองรินรดาด้วยความรู้สึกผิดบาปที่กัดกินหัวใจจนพรุน เขายอมทำตามคำสั่งของเธออย่างว่าง่ายราวกับเด็กน้อยกระทำความผิด "ริน... ผมขอโทษ..."
"เก็บคำขอโทษของคุณไว้ใช้ตอนที่ฉันเรียกทนายมาเซ็นใบหย่ารอบสองเถอะค่ะ" รินรดาตอกกลับทันควัน น้ำเสียงเย็นชาแต่สั่นเครือเล็กน้อยบ่งบอกว่าเธอกำลังพยายามควบคุมอารมณ์ตัวเองอย่างหนักหน่วง เธอยื่นเม็ดยาพาราเซตามอลและแก้วน้ำอุ่นให้เขา "กินซะ แล้วก็นั่งพักอยู่ตรงนี้ ห้ามเดินไปไหนเด็ดขาดจนกว่าฝนจะหยุด"
อคินทร์รับยาและน้ำมาดื่มโดยไม่ปริปากบ่นสักคำ แม้รสชาติจะขมปร่าเพียงใด แต่ความขมในใจกลับมีมากกว่าหลายร้อยเท่า เขามองตามร่างเพรียวบางที่กำลังก้มๆ เงยๆ เก็บกวาดหยดน้ำบนพื้นด้วยความรู้สึกที่บรรยายเป็นคำพูดไม่ได้ ความห่างเหินและท่าทีที่ไร้เยื่อใยของเธอในวันนี้ คือบทลงโทษที่สาสมที่สุดสำหรับความโง่เขลาของเขาในอดีต
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศภายในบ้านกำลังตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าอึดอัด เสียงฝีเท้าเล็กๆ และเสียงงึงงำจากห้องนอนชั้นบนก็ดังขึ้น ทำลายความเงียบนั้นลง
"คุณแม่คะ... ใครมาเหรอฮะเสียงดังจัง"
เสียงใสแจ๋วของเด็กชายวัยสี่ขวบดังขึ้น พร้อมกับร่างเล็กป้อมในชุดนอนลายการ์ตูนที่ขยี้ตาเดินออกมาจากห้องนอน น้องมินท์กวาดสายตามองมายังห้องนั่งเล่นด้วยความงัวเงีย ก่อนที่ดวงตากลมโตคู่ใสจะไปหยุดอยู่ที่ร่างของชายแปลกหน้าซึ่งกำลังนั่งเปียกปอนอยู่บนโซฟา
อคินทร์ชะงักงัน ลมหายใจของเขาขาดห้วงไปในทันทีที่ได้เห็นใบหน้าจิ้มลิ้มของเด็กน้อย ดวงตาคมคริบเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนความคุ้นเคยที่แล่นริ้วเข้ามาในกระแสเลือด โครงหน้าเรียว จมูกรั้นสวย และโดยเฉพาะนัยน์ตากลมโตคู่นั้น... มันคือเงสะท้อนของตัวเขาเองในวัยเด็กราวกับถอดแบบออกมาไม่มีผิดเพี้ยน!
รินรดาลอบอุทานในใจ หน้าซีดเผือดลงทันทีเมื่อเห็นลูกชายเดินออกมาในจังหวะนี้ เธอลืมสนิทว่าเจ้าตัวเล็กมักจะตื่นกลางดึกหากได้ยินเสียงเอะอะ
"น้องมินท์! ใครใช้ให้ออกจากห้องคะลูก กลับเข้าไปนอนเดี๋ยวนี้เลยนะ!" รินรดารีบพุ่งเข้าไปอุ้มร่างของลูกชายขึ้นมาแนบอก พร้อมกับใช้มือเรียวบังใบหน้าเล็กๆ นั้นไว้ไม่ให้อคินทร์ได้พิจารณาอะไรไปมากกว่านี้
แต่อคินทร์กลับลุกพรวดขึ้นมาจากโซฟาราวกับคนสติหลุด ร่างสูงก้าวเข้าไปหาทั้งสองแม่ลูกด้วยดวงตาที่แดงก่ำ ไม่ใช่เพราะพิษไข้ แต่เป็นเพราะคลื่นอารมณ์มหาศาลที่กำลังซัดถล่มหัวใจจนแทบหยุดเต้น
"ริน..." เสียงของเขาแหบพร่าสั่นเครือยิ่งกว่าเดิม ขณะที่ดวงตาคู่คมจ้องมองเด็กน้อยในอ้อมแขนของเธออย่างไม่วางตา "เด็กคนนี้... เด็กคนนี้คือใคร..."
รินรดาก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติ แววตาที่มองเขากลับมาเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและปกป้องสุดชีวิต "เขาไม่ใช่ลูกของคุณ! ถอยไปนะอคินทร์!"
"โกหก!" อคินทร์ตะโกนลั่น น้ำตาของผู้ชายที่หยิ่งทะนงมาทั้งชีวิตไหลรินปะปนกับหยาดน้ำฝนที่ยังติดอยู่ตามเรือนผม "หน้าตาเขาชัดเจนขนาดนี้... รินซ่อนลูกของผมไว้จากผมเหรอ... คุณใจร้ายเกินไปแล้วนะริน!"
ทว่า ในวินาทีที่ความตึงเครียดพุ่งทะยานถึงขีดสุดนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อโค้ตที่วางพาดอยู่บนโซฟาของอคินทร์ก็แผדเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ หน้าจอเรืองแสงวาบพร้อมกับชื่อผู้โทรเข้าที่ปรากฏหราต่อหน้าต่อตารินรดา... *'เมษา'*
รินรดาเหลือบไปเห็นชื่อนั้นพอดี รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นที่มุมปากทันที ความสงสารและความใจอ่อนเมื่อครู่อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงความเกลียดชังที่ทวีคูณขึ้นเป็นร้อยเท่า
"ภรรยาในนามของคุณโทรตามแล้วนี่คะ..." รินรดาแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ แววตาเย็นชาเฉียบคมราวน้ำแข็ง "เชิญกลับไปหาคนที่คู่ควรกับคุณเถอะค่ะ... และจำใส่สมองเอาไว้ด้วยว่า ต่อให้คุณตายอยู่ตรงหน้าฉัน ลูกคนนี้ก็ไม่มีวันมีพ่อชื่ออคินทร์!"
ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความเจ็บปวดครั้งนี้ด้วยกันนะคะ เมฆหมอกสีชมพูหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารี้ดเดอร์ทุกท่านจะเตรียมใจรับมือกับพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะโหมกระหน่ำในตอนต่อไปค่ะ!
หย่าเถอะ... เพราะหนูไม่ได้รักคนใจร้ายแล้ว•ตอนที่ 28
วันฝนตกที่บีบคั้น
ผลงานโดย เมฆหมอกสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมฆหมอกสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าเถอะ... เพราะหนูไม่ได้รักคนใจร้ายแล้ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!