กลิ่นกาแฟดำคั่วเข้มบนโต๊ะทำงานราคาแพงระยับในเพนต์เฮาส์หรูใจกลางเมือง ไม่ได้ช่วยให้รสชาติในโพรงปากของอคินทร์ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย มันขมปร่า... ฝาดเฝื่อน และร้อนผ่าวราวกับมีถ่านแดงๆ สุมอยู่กลางอก
ดวงตาคมกริบที่เคยตวัดมองโลกด้วยความเย่อหยิ่งและเย็นชา บัดนี้มีรอยช้ำสีเลือดจางๆ บริเวณหางตา จากการไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาติดต่อกันหลายคืน กระดาษแผ่นบางในมือสั่นเทาเล็กน้อย—เป็นภาพที่หากหุ้นส่วนทางธุรกิจหรือคู่แข่งทางการค้าได้มาเห็นเข้า คงไม่อาจเชื่อสายตาตัวเองว่า มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลผู้ไร้หัวใจ จะมีสภาพแตกสลายได้ถึงเพียงนี้
บรรทัดสุดท้ายของจดหมายหย่าและบันทึกความทรงจำที่รินรดาทิ้งไว้... มันกรีดลึกยิ่งกว่าใบมีดโกนอาบยาพิษ
*“ขอบคุณสำหรับความว่างเปล่าที่คุณอคินทร์มอบให้ตลอดสามปีที่ผ่านมานะคะ หวังว่าหลังจากนี้ เราคงเป็นเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบกันอีก... ลาก่อนค่ะ”*
คำว่า *“ลาก่อน”* วนเวียนซ้ำไปซ้ำมาในโสตประสาทของเขา ราวกับเสียงก้องกังวานในถ้ำลึกที่ไม่มีวันจางหาย อคินทร์กำกระดาษแผ่นนั้นแน่นจนยับยู่ยี่ในอุ้งมือ หัวใจที่ด้านชามาตลอดชีวิต บัดนี้กำลังเต้นระรัวด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัว... กลัวว่าผู้หญิงคนที่เขาเคยผลักไสไล่ส่ง จะหายออกไปจากสารบบชีวิตของเขาจริงๆ เสียแล้ว
"คุณอคินทร์คะ... เอกสารสรุปยอดโอนหุ้นของบริษัทเครือข่ายภาคเหนือ พร้อมให้คุณเซ็นอนุมัติแล้วค่ะ"
เลขาฯ สาวหน้าห้องก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าเงียบกริบ พร้อมกับวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะ แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของอคินทร์กลับไม่ใช่ตัวเลขผลกำไรหลักร้อยล้าน หากแต่เป็นปฏิทินตั้งโต๊ะที่ถูกเปิดทิ้งไว้... หน้าจอสมาร์ทโฟนของเขาเด้งการแจ้งเตือนจากกล้องวงจรปิดที่หน้าล็อบบี้คอนโดมิเนียมหรูแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทในเครือ
ภาพบนหน้าจอทำให้อคินทร์ผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงจนเก้าอี้หนังราคาแพงไถลถอยหลังไปกระแทกกับผนังห้องเสียงดังสนั่น!
รินรดา...
เธอกำลังก้าวออกจากลิฟต์ในชุดเดรสผ้าลินินสีครีมเรียบง่าย แต่กลับดูสง่างามและเปล่งประกายอย่างน่าประหลาด ใบหน้าหวานที่เคยซีดเซียวและเจือความเศร้าสร้อยในอดีต บัดนี้กลับเรียบเฉย เย็นชา และเชิดขึ้นเล็กน้อยอย่างคนที่มีความมั่นใจในตัวเองเต็มเปี่ยม ข้างกายเธอกลุ่มเพื่อนร่วมงานกำลังส่งเสียงพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน โดยที่เธอไม่มีท่าทีอาลัยอาวรณ์อดีตสามีผู้เพียบพร้อมคนนี้เลยแม้แต่น้อย
"คุณอคินทร์คะ จะให้ดิฉันเลื่อนนัดประชุมช่วงบ่ายเลยไหมคะ สีหน้าคุณดูไม่ค่อย..." เลขาฯ สาวเอ่ยถามด้วยความตกใจเมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
"ไม่ต้อง! ยกเลิกทุกนัดวันนี้ทั้งหมด!"
น้ำเสียงทรงอำนาจเอادกกร้าวขึ้นโดยไม่ต้องเค้น อคินทร์คว้าสูทเนื้อดีพาดบ่าอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะสาวเท้ายาวๆ ออกจากห้องทำงานส่วนตัวทันที ปลายทางของเขาไม่ใช่ห้องประชุมบอร์ดบริหาร... แต่เป็นตึกสำนักงานแห่งใหม่ที่รินรดาเพิ่งเข้าไปทำงานต่างหาก!
***
บรรยากาศภายในคาเฟ่สไตล์มินิมอลติดกับตึกสำนักงานของรินรดา เต็มไปด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของเบเกอรี่อบใหม่และเสียงพูดคุยจอแจของผู้คนยามบ่าย รินรดากำลังนั่งจดจ่ออยู่กับแท็บเล็ตในมือเพื่อตรวจทานงบประมาณการตลาดโปรเจกต์ใหม่ โดยมีแก้วชาเขียวมัทฉะวางอยู่เบื้องหน้า
รอยยิ้มบางเบาประดับอยู่บนเรียวปากอิ่ม หลังจากเป็นอิสระจากพันธะการแต่งงานที่ไร้รัก เธอก็รู้สึกราวกับได้เกิดใหม่อีกครั้ง อากาศรอบตัวช่างสดชื่น และลมหายใจของเธอก็เป็นของเธอเองอย่างแท้จริง ไม่ต้องคอยหวาดระแวงสายตาเย็นชา หรือคำพูดเชือดเฉือนจากสามีในนามอีกต่อไป
"รินคะ... บ่ายนี้สนใจไปลองชิมเค้กเปิดใหม่ซอยข้างๆ ไหม เห็นว่าอร่อยมากเลยนะ" เสียงของเพื่อนร่วมงานสาวคนสนิทเอ่ยชวนพร้อมกับรอยยิ้ม
"เอาไว้ก่อนดีกว่าค่ะ เกด พอดีรินต้องเคลียร์สไลด์พรีเซนต์ให้เสร็จก่อนประชุมสามโมงค่ะ" รินรดาเงยหน้าขึ้นตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพและดวงตาที่ประกายระยิบระยับด้วยความตั้งใจในการทำงาน
ทว่า... รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอกลับต้องสะดุดกึก เมื่อบรรยากาศรอบโต๊ะพลันเงียบสงบลงอย่างผิดปกติ ผู้คนรอบข้างต่างหันไปมองยังจุดเดียวกันด้วยความสนใจ ประหนึ่งว่ามีสนามแม่เหล็กบางอย่างกำลังดึงดูดทุกสายตาให้หันไปทางประตูทางเข้าคาเฟ่
ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสั่งตัดเข้ารูปสีเทาเข้ม ปลดกระดุมเม็ดบนออกเผยให้เห็นลำคอแกร่งและผิวเนื้อสีเข้ม รัศมีความเย็นชาและทรงอำนาจที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวตนของเขาราวกับฮีตเตอร์เคลื่อนที่ ทำให้อุณหภูมิในร้านดูเหมือนจะลดฮวบลงหลายองศา
อคินทร์... เขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร!
หัวใจของรินรดากระตุกวูบ ความรู้สึกปลอดภัยที่เพิ่งสร้างขึ้นมาได้ไม่นาน ถูกความกดดันจากเงาสูงใหญ่ที่กำลังเดินตรงดิ่งมาทางนี้สั่นคลอนจนแทบย่อยยับ เธอกำมือเข้าหากันแน่นใต้โต๊ะ พยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อควบคุมสติไม่ให้แสดงความตื่นตระหนกออกมาต่อหน้าเขา
"ขอตัวสักครู่นะคะทุกคน" รินรดาหันไปบอกเพื่อนร่วมงานด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเผชิญหน้ากับอดีตสามีที่หยุดยืนอยู่ห่างจากเธอเพียงไม่กี่ก้าว
ดวงตาคมกิบลึกล้ำคู่นั้นกวาดมองสำรวจเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ราวกับต้องการตรวจสอบว่าตลอดเวลาที่เธอหายไป เธอใช้ชีวิตอย่างไร และเหตุใดจึงดูงดงามเปล่งปลั่งขึ้นจนน่าใจหาย รังสีความหวงแหนและดื้อรั้นฉายชัดอยู่ในแววตาคู่นั้นอย่างไม่คิดจะปิดบัง
"คุณอคินทร์มีธุระอะไรด่วน ถึงต้องตามมาถึงที่ทำงานของรินคะ" รินรดาเปิดฉากพูดก่อน น้ำเสียงของเธอนิ่งเรียบ ทว่าเฉียบคมราวกับใบมีดเคลือบน้ำตาล
"กลับบ้านเรากันเถอะ... ริน"
คำพูดนั้นหลุดออกมาจากริมฝีปากของอคินทร์ด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มนุ่มและเจือความเว้าวอนอย่างที่รินรดาไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิตการแต่งงานสามปี มันไม่ใช่คำสั่ง ไม่ใช่การบังคับ... แต่มันคือการอ้อนวอนจากผู้ชายทระนงตนคนหนึ่ง ที่ยอมทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมดไว้เบื้องหลัง
รินรดาแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ดวงตากลมโตมองเขาด้วยแววตาเย้ยหยันระคนสมเพช "บ้านเหรอคะ? ที่นั่นไม่มีบ้านของรินหรอกค่ะ มีแต่กรงขังที่คุณสร้างขึ้นมาเองต่างหาก... และรินก็หนีออกมาได้แล้ว จะไม่ยอมกลับไปเหยียบที่นั่นเด็ดขาด"
"ริน... ผมรู้ว่าผมเคยทำเลวร้ายกับคุณไว้มากแค่ไหน แต่ขอโอกาสให้ผมได้แก้ตัวเถอะนะ ผมสัญญาว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนไป ผมจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาทำร้ายคุณอีก..." อคินทร์ก้าวเข้าไปประชิดตัวเธอมากขึ้น กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยเข้าแตะจมูก ความใกล้ชิดที่คุ้นเคยแต่กลับสร้างความอึดอัดให้รินรดาจนต้องถอยหลังกรูด
"พอเถอะค่ะ!" รินรดาตวาดเสียงแข็ง ดวงตาคู่สวยแดงก่ำด้วยความโกรธกรณีย์ที่เขายังกล้ามาตามตื๊อและทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเธอ "ความใจร้ายของคุณมันฆ่าความรู้สึกของรินตายไปหมดแล้ว! ต่อให้คุณเอาความตายมาแลก หรือคุกเข่าขอร้องอยู่ตรงนี้ รินก็ไม่มีวันกลับไป! ได้ยินไหมคะว่า... เราจบกันแล้ว!"
ท่าทีดื้อรั้นและเด็ดเดี่ยวของเธอยิ่งทำให้อคินทร์รู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบอัดจนแทบหายใจไม่ออก เขาไม่อาจทนเห็นแววตาชิงชังที่เธอมองมาได้อีกต่อไป มือหนาเอื้อมออกไปคว้าข้อมือเรียวเล็กของเธอไว้ทันทีด้วยสัญชาตญาณของการครอบครอง
"ปล่อยรินนะ! คุณไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องตัวรินอีกแล้ว!" รินรดาสบัดข้อมือออกอย่างแรงด้วยความรังเกียจ
ในจังหวะชุลมุนที่อคินทร์กำลังจะเอื้อมมือคว้าตัวเธอไว้อีกครั้ง เสียงฝีเท้าเล็กๆ พร้อมกับเสียงใสแจ๋วของเด็กชายวัยประมาณสามขวบก็ดังแทรกขึ้นท่ามกลางความตึงเครียด
"คุณแม่ครับ! น้องมินท์อยากกินไอติมรสช็อกโกแลต คุณแม่ซื้อให้หน่อยน้า..."
ร่างเล็กป้อมในชุดเอี๊ยมยีนส์วิ่งดุ๊กๆ เข้ามาโอบกอดขาของรินรดาไว้แน่น ใบจิ้มลิ้มแหงนมองมารดาด้วยรอยยิ้มออดอ้อน ก่อนที่ดวงตากลมโตใสแป๋วคู่นั้นจะหันไปสบตากับร่างสูงใหญ่ของอคินทร์ที่ยืนนิ่งค้างอยู่เบื้องหน้า
อคินทร์ชะงักกึก ร่างทั้งร่างแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน สายตาคมกิบค่อยๆ ก้มลงมองเด็กชายตัวน้อยที่ยืนกอดขาอดีตภรรยาของเขาอยู่...
ใบหน้านั้น... ดวงตากลมโตคู่นั้น... และสันจมูกโด่งรั้นนั่น... มันถอดแบบพิมพ์เดียวกันกับเขาออกมาไม่มีผิดเพี้ยน! ราวกับส่องกระจกดูตัวเองในวัยเด็กเมื่อสามสิบปีก่อน!
สมองของอคินทร์ขาวโพลน หัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ เมื่อตระหนักถึงความจริงอันน่าตกตะลึงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการหายตัวไปของเธอตลอดหลายปีที่ผ่านมา!
"นี่มัน..." อคินทร์พึมพำออกมาด้วยเสียงอันสั่นเทา ดวงตาเบิกกว้างด้วยความช็อกสุดขีด ขณะที่รินรดากลับดึงตัวเด็กน้อยเข้ามาซ่อนไว้ด้านหลัง พร้อมกับส่งยิ้มเยียบเย็นและท้าทายให้เขาเป็นครั้งแรก
"ใช่ค่ะ... นี่คือน้องมินท์ ลูกชายของริน... และเขาก็ไม่มีทางมีพ่อใจร้ายแบบคุณแน่นอนค่ะ!"
***
(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและอินไปกับความเจ็บปวดและการเอาคืนครั้งนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ)
หย่าเถอะ... เพราะหนูไม่ได้รักคนใจร้ายแล้ว•ตอนที่ 17
จากความเย็นชาสู่ความคลั่งรัก
ผลงานโดย เมฆหมอกสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมฆหมอกสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าเถอะ... เพราะหนูไม่ได้รักคนใจร้ายแล้ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!