“เจ้ากำลังดูถูกศาสตร์การร่ายเวทชั้นสูงด้วยการบอกว่า ‘ตัดขั้นตอนทิ้งไปครึ่งหนึ่ง’ อย่างนั้นหรือ เรย์? นี่คือตระกูลเวทมนตร์โบราณนะ ไม่ใช่การหั่นผักในครัว!”
เซราฟิน่ากระแทกตำราเล่มหนาลงบนโต๊ะไม้โอ๊คเก่าแก่ ฝุ่นผงฟุ้งกระจายไปในอากาศจนเธอยกมือขึ้นปิดจมูก ดวงตาสีไพลินวาวโรจน์ด้วยความขัดเคืองใจ เธอพยายามมานานนับชั่วโมงกับการร่ายคาบวงแหวนธาตุไฟระดับกลาง แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็นเพียงสะเก็ดไฟที่ดับมอดลงก่อนจะทันได้สัมผัสเป้าหมาย
ผมถอนหายใจยาว วางหนังสือพิมพ์ที่ถือค้างไว้ลง พลางขยับแว่นสายตาที่ไม่มีเลนส์จริงจังขึ้นเล็กน้อยเพื่อลดความขัดแย้ง “คุณหนูครับ การท่องบทสวดมนต์ยาวเหยียดเพื่อเรียกพลังมาหมุนวนในกระแสมานา มันอาจจะดูขลังในสายตาคนอื่น แต่มันคือการเผาผลาญทรัพยากรที่สิ้นเปลืองที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาเลยนะ”
“แล้วจะให้ฉันทำอย่างไร? ในเมื่อทฤษฎีพื้นฐานของเวทมนตร์คือการเชื่อมต่อจิตกับพลังงานธรรมชาติอย่างเป็นลำดับขั้น!” เธอกอดอก เชิดหน้าขึ้นด้วยทิฐิอันเป็นเอกลักษณ์
ผมขยับตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมจางๆ ของดอกกุหลาบขาวจากตัวเธอ ผมหยิบกิ่งไม้แห้งข้างตัวขึ้นมาแทนไม้กายสิทธิ์ แล้วเขียนวงจรเวททับซ้อนกันในอากาศด้วยความเร็วที่แทบจะมองไม่ทัน
“เซราฟิน่า มองที่ปลายนิ้วผมนะ... ไม่ต้องร่ายมนตร์ ไม่ต้องเพ่งสมาธิไปที่มานาส่วนเกิน แค่ ‘จินตนาการ’ ว่าจุดที่ผมกำลังวาดอยู่คือขอบเขตที่พลังของคุณต้องไหลผ่านไป กดทับมันด้วยแรงดันอากาศที่บีบอัดตัวลง แทนที่จะปล่อยให้มันฟุ้งกระจายแบบสะเปะสะปะ... ลองดู”
เซราฟิน่าขมวดคิ้วแน่น เธอหรี่ตามองเส้นสายที่เรืองแสงจางๆ บนอากาศ ลมหายใจของเธอเริ่มเปลี่ยนจังหวะ เธอหลับตาลงนิ่งสงบก่อนจะวาดมือตามรอยที่ผมทิ้งไว้ช้าๆ
*ฟึ่บ!*
เปลวไฟสีน้ำเงินเข้มลุกพรึ่บขึ้นกลางอากาศโดยไม่มีการร่ายคาดใดๆ ทั้งสิ้น มันไม่ใช่แค่การจุดไฟ แต่เป็นการควบคุมอุณหภูมิที่แม่นยำจนอากาศรอบข้างสั่นไหว เซราฟิน่าลืมตาขึ้น ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง มือที่สั่นเทานั้นไม่ได้สั่นเพราะความเหนื่อยล้า แต่สั่นเพราะความตกใจในความง่ายที่เหลือเชื่อ
“นี่มัน... ไม่มีบทสวด ไม่มีวงแหวนเวทพยุงพลัง แต่มันเสถียรยิ่งกว่าที่ฉันใช้เวลาฝึกมาเป็นเดือนเสียอีก” เธอมองหน้าผม สลับกับก้อนไฟสีน้ำเงินที่ลอยนิ่งอยู่ตรงหน้า “ทำไมเจ้าถึงทำได้? เจ้าเป็นแค่ตัวประกอบที่พลังเวทต่ำเตี้ยเรี่ยดินไม่ใช่หรือไง?”
“นิยามของคำว่า ‘พลังน้อย’ มันขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้มันเป็นหรือเปล่าต่างหากครับ” ผมยิ้มมุมปาก พลางเอื้อมมือไปดีดนิ้วเพื่อสลายเปลวไฟนั้น “ความรู้คืออาวุธครับเซราฟิน่า การที่คุณทุ่มเทพลังทั้งหมดไปกับโครงสร้างที่ซับซ้อนเกินจำเป็น ก็เหมือนกับการขนน้ำใส่ถังรั่วไปดับไฟป่า นั่นแหละครับคือสิ่งที่ผมเรียกว่า ‘การติวฉบับคนขี้เกียจ’ เราแค่ปิดรูรั่วของถัง แล้วเทน้ำลงไปในจุดเดียว จบเรื่อง”
เธอนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ ความหยิ่งผยองที่เคยมีดูเหมือนจะเลือนหายไป เหลือเพียงความเลื่อมใสที่ซ่อนอยู่ในแววตาที่จ้องมองมายังผมอย่างไม่ลดละ เธอเดินเข้ามาใกล้จนผมสัมผัสได้ถึงความร้อนจากไอเวทที่ยังหลงเหลืออยู่ในตัวเธอ
“เจ้าซ่อนอะไรไว้อีก? ความรู้ของเจ้า... วิธีการมองโลกของเจ้า... มันไม่ใช่สิ่งที่เด็กนักเรียนทั่วไปในโรงเรียนนี้จะคิดได้เลยนะ เรย์”
ก่อนที่ผมจะได้หาข้ออ้างที่สมเหตุสมผลมากลบเกลื่อนความลับของระบบที่กำลังสั่นเตือนอยู่ในม่านตา เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องสมุดลับประจำหอพัก
*ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง!*
ประตูถูกผลักเปิดออกกะทันหัน เงาร่างของชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบอาวุโสที่ดูคุ้นตาปรากฏขึ้นที่กรอบประตู เขาไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น ‘คาร์ลอส’ ประธานสภานักเรียนผู้ที่ถือคติว่า ‘กฎระเบียบคือชีวิต’ สายตาของเขากวาดผ่านชั้นหนังสือมาหยุดอยู่ที่ผมและเซราฟิน่าที่ยังคงอยู่ในท่าทางใกล้ชิดจนน่าสงสัย
“คุณหนูเซราฟิน่า... ผมไม่คิดว่าทายาทตระกูลสูงส่งจะใช้เวลาในยามวิกาลอยู่กับ ‘คนนอก’ ที่มีค่าพลังระดับไร้ค่าแบบนี้” คาร์ลอสเอ่ยน้ำเสียงเย็นเยียบ ก่อนจะหันมามองผมด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยการดูหมิ่น “และสำหรับแก... เรย์ วันนี้แกทำเรื่องที่เกินขอบเขตไปมาก โดยเฉพาะการลักลอบเข้าถึงคลังข้อมูลต้องห้ามของหอคอยเวทมนตร์ที่เพิ่งถูกตรวจพบเมื่อครู่นี้”
ผมเหลือบไปเห็นหน้าต่างโฮโลแกรมของระบบที่เด้งขึ้นมาตรงหน้าอย่างรวดเร็ว—มันไม่ใช่ภารกิจธรรมดา แต่เป็นข้อความสีแดงฉานที่สั่นระริกอยู่กลางอากาศ
[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบการแทรกแซงจาก 'ผู้คุมกฎแห่งมิติ' - สถานะความลับของโฮสต์กำลังเข้าสู่สภาวะวิกฤต!]
[ภารกิจระดับ SSS: จงเอาตัวรอดจากการถูกกวาดล้างโดยประธานสภานักเรียนภายใน 300 วินาที]
[คำเตือน: หากตัวตนที่แท้จริงถูกเปิดเผย ค่าพลังเต็มแม็กซ์ของคุณจะถูกล็อคตลอดกาล!]
เซราฟิน่าก้าวออกมาขวางหน้าผมไว้ทันที แต่คาร์ลอสกลับยกมือขึ้น มือของเขามีประกายแสงสีดำสนิทไหลเวียนอยู่—มันไม่ใช่พลังเวทมนตร์ของนักเรียนทั่วไป แต่มันคือพลังของ ‘สิ่งที่ถูกฝังอยู่ในเงามืดของโรงเรียนนี้’
“หลบไปเซราฟิน่า...” คาร์ลอสแค่นยิ้มที่บิดเบี้ยว “วันนี้ข้าไม่ได้มาในฐานะประธานนักเรียน... แต่มาในฐานะ ‘ผู้ทำลายบั๊ก’ ที่อาจารย์ใหญ่สั่งการมาให้กำจัดแกทิ้งซะ ตรงนี้ เดี๋ยวนี้!”
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ จาก "ไมโลกับภูตน้อย"
ขอเป็นแค่ตัวประกอบที่โดนเมิน แต่ดันติดบั๊กค่าพลังเต็มแม็กซ์•ตอนที่ 8
ติวเวทมนตร์แบบฉบับคนขี้เกียจ
ผลงานโดย ไมโลกับภูตน้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไมโลกับภูตน้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอเป็นแค่ตัวประกอบที่โดนเมิน แต่ดันติดบั๊กค่าพลังเต็มแม็กซ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!