"ถ้าคุณจะรื้อชั้นหนังสือประวัติศาสตร์ออกแล้วแปะกระดาษกาวสีรุ้งแทนที่ผนังรับแรง เพียงเพราะอยากให้มันดู 'แฟนตาซี' เหมือนในบทละครน้ำเน่า ผมแนะนำให้คุณกลับไปนั่งเคาะคีย์บอร์ดอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ แล้วเลิกยุ่งกับโครงสร้างตึกนี้เสียทีครับ คุณกรรณา"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือไปด้วยความหงุดหงิดอย่างไม่คิดจะปิดบัง ดังสะท้อนก้องไปทั่วโถงกลางของห้องสมุดประชาชนสาขาเก่าแก่ รวิศก้าวเท้าฉับ ๆ เข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าโต๊ะไม้สักตัวใหญ่ บนพื้นผิวโต๊ะเกลื่อนกลาดไปด้วยแปลนสถาปัตยกรรมแผ่นใหญ่และกระดาษโน้ตสีเหลืองอ๋อยที่เต็มไปด้วยลายมือยุ่งเหยิงของฝ่ายหญิง แว่นสายตาไร้กรอบที่สวมอยู่ขับเน้นให้ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบหน้าเคร่งขรึมนั้นดูดุดันและจริงจังราวกับผู้พิพากษากำลังไต่สวนนักโทษประหาร
กรรณาเงยหน้าขึ้นจากกองกระดาษ ดวงตากลมโตฉายแววความดื้อรั้น เธอไม่ได้สะดุ้งสะเทือนกับรัศมีตึงเครียดที่อีกฝ่ายจงใจแผ่ออกมาเลยแม้แต่น้อย หญิงสาวพับแขนเสื้อเชิ้ตสีขาวขึ้นถึงข้อศอก หยิบปากกาหมึกซึมด้ามโปรดขึ้นมาหมุนเล่นในมืออย่างใจเย็น ก่อนจะแย้มยิ้มมุมปากด้วยรอยยิ้มที่รวิศมักจะนิยามในใจว่า 'น่าหมั่นไส้ที่สุดในสามโลก'
"คุณสถาปนิกผู้เคร่งครัดในตำรา..." เสียงหวานใสแต่เจือความประชดประชันเอ่ยขึ้นอย่างไม่เกรงกลัว "ช่วยกรุณาถอดแว่นแล้วกวาดสายตาออกจากบล็อกคอนกรีตน่าเบื่อพวกนี้สักสองวินาทีได้ไหมคะ ที่นี่คือห้องสมุดชุมชนสำหรับเด็กและเยาวชน ไม่ใช่คุกกัก N0. ข้าราชการโบราณ ถ้าเด็ก ๆ เดินเข้ามาแล้วเจอแต่ตู้หนังสือทึบตันสูงถึงเพดานกับกลิ่นอับของกระดาษเก่าคร่ำครึ พวกเขาคงเดินหนีไปร้านสะดวกซื้อหมดตั้งแต่ยังไม่ทันได้เปิดหน้าแรกด้วยซ้ำ"
"มันคือหลักการวิศวกรรมและการรับน้ำหนักครับ" รวิศก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะอีกก้าว จนระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงเหลือเพียงแค่ช่วงศอก "ผนังตรงนั้นเป็นโครงสร้างรับแรงหลัก ถ้าคุณทุบมันออกเพื่อทำเป็นอุโมงค์กระจกทะลุมิติอย่างที่คุณจินตนาการไว้ ตึกนี้ทั้งหลังจะพังครืนลงมาฝังพวกเราให้ตายคาซากความฝันของคุณเอง"
"โอ้โห! ตายคาซากความฝัน ฟังดูโรแมนติกดีนี่คะ" กรรณาหัวเราะในลำคอเบา ๆ เธอทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้ ไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ ทั้งที่สถานการณ์ตรงหน้ากำลังเดือดระอุ "แต่ขอโทษเถอะค่ะ รวิศ... ฉันเขียนบทภาพยนตร์มาเป็นสิบเรื่อง ฉันรู้ว่าอะไรคือ 'จุดเปลี่ยน' ของพื้นที่ พื้นที่ที่ดีต้องเล่าเรื่องได้ ไม่ใช่แค่ตั้งอยู่เฉย ๆ แล้วรอวันผุพังตามกาลเวลาแบบที่คุณชอบทำ"
รวิศขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน ดวงตาคมกริบกวาดมองใบหน้าเชิดรั้นของหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย อารมณ์โกรธที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาในตอนแรกเริ่มถูกความประหลาดใจเข้ากัดเซาะทีละน้อย ผู้หญิงคนนี้ช่าง... ดื้อด้านและไม่ยอมก้มหัวให้ใครเอาเสียเลย ทุกครั้งที่เขาพยายามใช้เหตุผลและตัวเลขเข้าหักล้าง เธอกลับใช้จินตนาการไร้กรอบมาทุบทำลายมันลงราวกับตัวต่อเลโก้
แต่สิ่งที่น่าหงุดหงิดยิ่งกว่าความดื้อรั้นของเธอก็คือ กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกมะลิผสมวานิลลาที่ลอยมาจากตัวเธอ มันช่างรบกวนสมาธิอันเข้มงวดของสถาปนิกหนุ่มผู้รักความสมบูรณ์แบบเสียเหลือเกิน
"คุณกำลังเอาชีวิตคนมาเสี่ยงกับความเพ้อฝัน" รวิศโน้มตัวลงไปใกล้ขึ้น จนใบหน้าของเขากับเธอห่างกันเพียงคืบเดียว ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันในระยะประชิด ทำให้นัยน์ตาคู่สวยของกรรณาไหววูบไปชั่วขณะหนึ่ง แม้เธอจะพยายามรักษาความแข็งกร้าวไว้บนใบหน้าก็ตาม "งานของผมคือการสร้างเซฟโซนที่มั่นคง ปลอดภัย และอยู่ได้จริงชั่วลูกชั่วหลาน ไม่ใช่การสร้างฉากละครฉาบฉวยที่สวยงามแค่ในจอภาพยนตร์แล้วพังทลายลงในพริบตาเมื่อเจอพายุเข้า"
กรรณาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อสบเข้ากับดวงตาดำขลับคู่นั้น ที่ลึกซึ้งและจริงจังเสียจนเธอเกือบจะลืมคำเถียงที่เตรียมไว้ในใจ ประโยคว่า 'เซฟโซน' ที่หลุดออกมาจากปากผู้ชายปากจัดคนนี้ มันมีความหมายบางอย่างซ่อนอยู่... ความกลัว ความระแวง และความพยายามที่จะปกป้องบางสิ่งบางอย่างอย่างสุดชีวิต
แต่บรรยากาศอันตึงเครียดและเคมีที่กำลังคุกรุ่นระหว่างคนทั้งคู่ก็ต้องถูกขัดจังหวะลงอย่างกะทันหัน เมื่อเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังใกล้เข้ามาจากทางประตูกระจกด้านหน้า
"คุณรวิศครับ! แย่แล้วครับ!" เสียงตะโกนของหัวหน้าคนงานก่อสร้างดังลั่นเข้ามา ก่อนที่ร่างท้วมใหญ่จะวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหยุดยืนหอบแฮกอยู่ข้างโต๊ะ "ท่อประปาหลักใต้พื้นโซนปีกตะวันตกแตกครับ น้ำทะลักขึ้นมาท่วมแปลนโครงสร้างไม้โบราณหมดแล้ว!"
รวิศผละตัวออกจากโต๊ะทันที สีหน้าเคร่งขรึมเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดถึงขีดสุดในเสี้ยววินาที เขากวาดสายตามองกรรณาแวบหนึ่งด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำเตือน ก่อนจะคว้าหมวกนิรภัยบนโต๊ะมาสวมแล้วพุ่งตัวออกไปจากห้องโถงทันทีโดยไม่เอ่ยลา
กรรณานั่งนิ่งอยู่กับที่ หัวใจเต้นแรงผิดจังหวะด้วยความตกใจปนความตระหนก เธอมองตามแผ่นหลังกว้างที่หายลับไปทางปีกตึกด้านนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจคว้าสมุดโน้ตคู่ใจแล้ววิ่งตามออกไปทันที โดยไม่รู้เลยว่าเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้กำลังจะเปิดเผยความลับบางอย่างที่รวิศซ่อนไว้ภายใต้ท่าทางเย็นชามาตลอด
...ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนที่ 2 นี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมแพ้•ตอนที่ 2
หลักการ vs จินตนาการ
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมแพ้ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!