เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมแพ้•ตอนที่ 22

ดินเนอร์มื้อดึก

ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
“ถ้าคุณยังเอาแต่นั่งเขี่ยเส้นบะหมี่ในชามเหมือนกลัวว่ามันจะลุกขึ้นมามีชีวิตแล้วกัดมือคุณแบบนั้น ผมเกรงว่าร้านนี้คงต้องปิดก่อนที่เราจะได้กินอะไรจริงจังนะครับ คุณกรรณา” เสียงทุ้มต่ำที่เจือความระอาเล็กน้อยดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบของร้านบะหมี่ริมทางย่านอารีย์ แสงไฟนีออนสีสวลีจากป้ายหน้าร้านสาดกระทบกรอบหน้าคมคายของสถาปนิกหนุ่มผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเนี๊ยบ รวิศในยามนี้ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนเม็ดบนออก ปล่อยให้ลำคอแกร่งดูผ่อนคลายขึ้นจากความตึงเครียดของงานแบบร่างตึกระฟ้าที่เพิ่งแก้กันเป็นรอบที่สี่ แต่แววตาหลังกรอบแว่นสายตากลับไม่ได้ผ่อนคลายตามไปด้วย เขากำลังจ้องมองหญิงสาวฝั่งตรงข้ามด้วยสายตาที่อ่านยาก กรรณาเงยหน้าขึ้นจากชามบะหมี่น้ำใส เธอยกมือขึ้นทัดผมปรกหน้าด้วยท่าทางที่พยายามอย่างยิ่งที่จะแสดงออกว่าเธอยัง 'ไหว' ทั้งที่ใต้ตาคล้ำจางๆ ฟ้องชัดเจนว่าผ่านการโต้รุ่งกับบทละครโทรทัศน์มาติดต่อกันสามวัน “ฉันไม่ได้กลัวเส้นบะหมี่มันจะกัดฉันหรอกค่ะ… เอ๊ย! ไม่ใช่ ฉันหมายถึง ฉันแค่กำลังใช้ความคิด” เธอกะพริบตาปริบๆ แก้ตัวเสียงแข็งตามนิสัยคนปากไม่ตรงกับใจ “คนเป็นนักเขียนบทมืออาชีพเขาต้องมีการซึมซับบรรยากาศก่อนกินครับ วรรณศิลป์ในชามบะหมี่มันลึกซึ้งเกินกว่าที่คุณจะเข้าใจหรอก คุณสถาปนิก” รวิศแค่นหัวเราะในลำคออย่างนึกขัน เขายื่นตะเกียบของตัวเองไปคีบลูกชิ้นปลาในชามของเธอมาไว้ในชามของตนเองหน้าตาเฉย “วรรณศิลป์อะไรของคุณ แค่พล็อตละครตอนจบที่พระเอกนางเอกเข้าใจผิดกันเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่อง คุณยังแก้มาสามรอบจนโปรดิวเซอร์จะกินหัวอยู่แล้ว… กินเข้าไปซะ อย่ามัวแต่เพ้อเจ้อ สมองจะได้มีสารอาหารไปคิดพล็อตใหม่ที่ไม่น้ำเน่า” “นี่! ใครน้ำเน่าไม่ทราบ! พล็อตของฉันมันสะท้อนสัจธรรมมนุษย์ต่างหากเล่า!” กรรณาโพล่งขึ้นทันควัน ดวงตากลมโตวาวโรจน์ด้วยความขัดแย้ง เธอยื่นมือจะไปแย่งลูกชิ้นคืน แต่รวิศกลับยกชามของเขาหลบด้วยความเร็วที่เหนือกว่า พร้อมกับเลิกคิ้วท้าทาย “พิสูจน์สัจธรรมให้ผมดูหน่อยสิครับ ด้วยการกินบะหมี่ตรงหน้าให้หมดชามภายในหนาทีนี้ ไม่อย่างนั้นผมจะถือว่าคุณยอมแพ้ และพรุ่งนี้ตอนประชุมกับผู้จัด คุณต้องยอมแก้บทตามที่ผม… เอ๊ย ตามที่ทีมงานเสนอ” “ฝันไปเถอะ!” บทสนทนาที่เฉือดเฉือนแต่เจือไปด้วยความคุ้นเคยอันน่าประหลาดทำให้บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ร้านบะหมี่เล็กๆ ที่ควรจะจอแจ กลับเหลือเพียงเสียงตะกระทบชาม เสียงรถราที่วิ่งผ่านไปไกลๆ และจังหวะการหายใจของคนทั้งคู่ที่ขยับเข้าใกล้กันทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว นี่คือความลับที่รวิศไม่เคยยอมรับกับใคร… ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ที่การได้มานั่งทะเลาะเรื่องไร้สาระกับผู้หญิงปากเก่งคนนี้กลายเป็น ‘เซฟโซน’ เดียวในชีวิตที่เต็มไปด้วยความกดดันของเขา รวิศเป็นคนกลัวการสูญเสีย เขาสร้างกำแพงความเยชาขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวด แต่กรรณาผู้ไม่เคยเกรงกลัวกำแพงนั้นกลับใช้ความรั้นและรอยยิ้มเยาะๆ พังมันลงมาทีละนิดอย่างถือวิสาสะ “มองหน้าฉันแบบนี้ มีอะไรติดอยู่บนหน้าหรือไงคะ หรือว่า… ทึ่งในความสวยเฉียบของนักเขียนบทคนนี้เข้าแล้ว” กรรณาเอ่ยแซwพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ แม้ปากจะพูดจาไม่ยอมใคร แต่หัวใจข้างในกลับเต้นผิดจังหวะอย่างน่าประหลาดเมื่อสบเข้ากับดวงตาคมกริบที่ทอดมองมาอย่างลุ่มลึก “หลงตัวเองเป็นที่หนึ่ง” รวิศตอบเสียงเรียบ แต่ใบหูที่ขึ้นสีแดงเรื่อนั้นไม่สามารถหลบพ้นสายตาของคนช่างสังเกตอย่างเธอไปได้ “ผมแค่กำลังคิดว่า… ผู้หญิงอะไร ปากเก่งได้ตลอดเวลา แม้กระทั่งตอนที่ใต้ตาดำเป็นหมีแพนด้าแบบนี้” “ปากคอเราะร้ายแบบนี้ ระวังจะไม่มีใครเอาเป็นแฟนนะคะคุณสถาปนิก” “ก็รอให้คนปากเก่งแถวนี้มารับผิดชอบอยู่เหมือนกัน… เอ๊ย!” รวิศชะงักกึก เผลอหลุดปากพูดประโยคที่ซ่อนไว้ในใจออกไปโดยไม่ทันตั้งตัว กรรณาเบิกตากว้าง รอยยิ้มยียวนบนใบหน้าหายวับไปทันที แทนที่ด้วยความเงียบงันที่เข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างพวกเขาทั้งสองคน บรรยากาศรอบตัวพลันร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ เสียงหัวใจของคนทั้งคู่เต้นดังแข่งกับเสียงเครื่องยนต์รถมอเตอร์ไซค์ที่แล่นผ่านหน้าร้าน รวิศเม้มปากแน่น รีบหลบสายตาด้วยการก้มหน้าตักน้ำซุปเข้าปากเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่า ขณะที่กรรณาเองก็นั่งตัวแข็งทื่อ สมองประมวลผลคำพูดเมื่อครู่ซ้ำไปซ้ำมา หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก ความรู้สึกบางอย่างที่พยายามปฏิเสธมาตลอดเริ่มก่อตัวชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีใครพูดอะไรต่ออีกเลยตลอดมื้ออาหารนั้น ความเงียบที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความอึดอัด หากแต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยถ้อยคำที่ไม่ได้เอ่ยออก and ความใกล้ชิดที่แนบแน่นจนเกินกว่าคำว่าเพื่อนร่วมงานหรือคู่กัดทั่วไปจะนิยาม จนกระทั่งทั้งคู่เดินเคียงกันออกมาจากร้านบะหมี่ ลมหนาวระลอกแรกของค่ำคืนพัดผ่านเข้ามาปะทะผิวกาย กรรณาเผลอห่อไหล่ด้วยความหนาว รวิศที่เดินอยู่ข้างๆ ไม่พูดพร่ำทำเพลง ถอดเสื้อแจ็คเก็ตสูทสีเข้มของตนออกแล้วคลุมไหล่ให้เธอทันที ความอบอุ่นจากไออุ่นของชายหนุ่มพร้อมกลิ่นน้ำหอมจางๆ ประจำตัวโอบล้อมร่างเธอไว้ทั้งหมด กรรณาเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาของทั้งคู่ประสานกันในระยะประชิด ความห่างระหว่างใบหน้าเหลือเพียงแค่คืบเดียว ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดเข้าหากัน รวิศก้มมองเธอด้วยแววตาที่สั่นไหว ปราศจากความเยชา เย่อหยิ่ง หรือมาดมั่นใดๆ มีเพียงความคลั่งรักที่ถูกเก็บกดไว้มานานนับแรมเดือนฉายชัดอยู่ในนั้น มือหนาเอื้อมออกไป หมายจะประคองกรอบหน้าของหญิงสาวให้เงยขึ้นมารับฟังความในใจที่เขาลังเลมาตลอด “กรรณา… คือว่าเรื่องเมื่อกี้…” *กริ๊ง!* เสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของรวิศดังขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูลงอย่างไม่รู้กาลเทศะ สถาปนิกหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดอย่างที่สุด เขากดตัดสายทิ้งโดยไม่แม้แต่จะชายตามองหน้าจอ แต่ทว่า… *Rrrring!* มันดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนด่วนที่เด้งขึ้นมาบนหน้าจอ รวิศจำใจต้องก้มลงมองหน้าจอแวบหนึ่ง และเพียงเสี้ยววินาทีนั้นเอง สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ความอบอุ่นอ่อนโยนเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความตกใจและระคนตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด กรรณาขมวดคิ้วด้วยความสงสัย สังเกตเห็นความผิดปกติในแววตาของเขา “มีอะไรเหรอคะ?” รวิศเงยหน้าขึ้นมองเธอ ชั่วขณะนั้นมีความลังเลฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่นคมก่อนที่เขาจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของกรรณาเย็นเฉียบลงทันที “คนที่คุณคิดว่าตายไปแล้วเมื่อห้าปีก่อน… เพิ่งส่งข้อความมาหาผมเมื่อกี้ครับ” ร้าวรานและลึกซึ้งไปกับเรื่องราวของพวกเขานะครับ ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตาม "เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมแพ้" มา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมแพ้ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%