ธันวาชะงักไปครู่หนึ่ง สีหน้ามั่นใจเริ่มสั่นคลอน เมื่อร่างสูงโปรดของสถาปนิกหนุ่มมือรางวัลอย่างรวิศก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงานในคาเฟ่กึ่งสตูดิโอแห่งนี้ รังสีความเย็นชาและแรงกดดันรอบตัวของคนมาใหม่พุ่งสูงจนบรรยากาศรอบโต๊ะลดฮวบลงหลายองศา
กาแฟในแก้วกระดาษบนโต๊ะยังไม่ทันหายร้อน แต่ไอร้อนระอุที่แผ่ออกมาจากตัวรวิศกลับร้อนแรงเสียยิ่งกว่า
"ถ้าเวลาสมองตันจนคิดพล็อตไม่ออก ถึงขั้นต้องมานั่งระบายให้คนอื่นฟังแบบนี้ ผมว่าคุณควรพิจารณาอาชีพตัวเองใหม่นะกรรณา" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่เฉียบคมบาดลึก ทิ้งคำพูดเย้ยหยันไว้กลางอากาศโดยไม่แม้แต่จะปรายตามองธันวาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
กรรณาเงยหน้าขึ้นจากสมุดโน้ต ดวงตากลมโตฉายแวววาวด้วยความไม่พอใจทันที เธอวางปากกาในมือลงกระทบโต๊ะเสียงดัง 'แกร็ก' เป็นการประท้วงความเผด็จการไร้เหตุผลของคนตรงหน้า
"นี่คุณรวิศ! ช่วยกรุณาใช้สมองส่วนหน้าคิดสักนิดนะคะว่านี่มันเวลาส่วนตัวของฉัน ฉันจะปรึกษาใคร จะกินกาแฟกับใคร หรือจะระบายความอัดอั้นตันใจให้ใครฟัง มันไม่ใช่ธุระกงการอะไรที่คุณจะต้องมาตามจิกกัดถึงที่นี่"
"ไม่ใช่ธุระงั้นเหรอ?" รวิศแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงคมกริบกวาดตามองกระดาษสเกตช์โครงสร้างและบทละครที่กางอยู่บนโต๊ะด้วยความหงุดหงิดที่พยายามซ่อนไว้ไม่มิด "งานโปรเจกต์นี้เซ็นสัญญาร่วมกัน ชื่อเสียงของผมกับทีมออกแบบก็ผูกติดกับบทละครพังๆ ของคุณเหมือนกัน ถ้าคุณเอาปัญหาโครงสร้างบทไปปรึกษาคนนอกที่ไม่ได้รู้เรื่องสถาปัตยกรรมเชิงลึก มีหวังเนื้อเรื่องคงเละไม่เป็นท่า จนผมต้องมาตามแก้ให้อีกรอบแน่"
ธันวาที่นั่งเงียบอยู่นานกระแอมเบาๆ เพื่อลดความตึงเครียด พร้อมกับแย้มยิ้มสุภาพตามประสาคนใจเย็น "ใจเย็นก่อนครับคุณรวิศ ผมแค่ช่วยฟังในมุมมองของคนดูทั่วไป ไม่ได้ก้าวก่ายงานออกแบบของคุณหรอกครับ อีกอย่าง... การที่กรรณาเขามาปรึกษาผม มันก็แสดงว่าเขาเชื่อใจในคำแนะนำของผมไม่ใช่เหรอครับ"
เพล้ง!
ประโยคสุดท้ายของธันวาเปรียบเสมือนการโยดฟืนเข้ากองไฟ รวิศหันขวับกลับมาจ้องธันวาด้วยสายตาดุดันราวกับเสือดาวที่กำลังถูกแย่งอาณาเขต สันกรามคมขบเข้าหากันจนนูนเด่น รังสีความหึงหวงที่เจ้าตัวพยายามปฏิเสธมาตลอดถูกแผดเผาออกมาผ่านแววตาคู่นั้นอย่างชัดเจน
"ความเชื่อใจเหรอ?" รวิศทวนคำ น้ำเสียงเยียบเย็นลงอีกหลายเท่า "นักเขียนบทมืออาชีพเขาไม่เอาเรื่องงานในความรับผิดชอบมาเที่ยวเร่ปรึกษาคนอื่นตามอำเภอใจหรอกครับ เว้นแต่ว่า... กำลังหาข้ออ้างเพื่อมานั่งสอดส่องหาความสุขส่วนตัวมากกว่า"
"คุณรวิศ!" กรรณาผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ความโกรธแลริ้วขึ้นบนพวงแก้มใสจนแดงก่ำ เธอก้าวเข้าไปประชิดตัวรวิศโดยไม่เกรงกลัวส่วนสูงที่ต่างกันแม้แต่น้อย นิ้วเรียวชี้หน้าสถาปนิกปากจัดอย่างเอาเรื่อง "พูดให้มันดีๆ นะคะ ฉันไม่ใช่เด็กๆ ที่จะมานั่งหาข้ออ้างไร้สาระแบบนั้น! แล้วก็เลิกทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของฉันเสียที เราเป็นแค่หุ้นส่วนทางความคิด ไม่ใช่เจ้าชีวิต!"
รวิศนิ่งงันไปเมื่อเห็นแววตาดุดันและหยิ่งทะนงของหญิงสาว กรรณาในยามโกรธเกรี้ยวมีเสน่ห์บางอย่างที่ดึงดูดสายตาเขาอย่างประหลาด หัวใจที่เต้นเป็นจังหวะปกติเริ่มรัวเร็วกระแทกซี่โครงจนเจ็บแปลบ ความหึงหวงที่ไร้เหตุผลเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความกลัวลึกๆ กลัวว่าเธอจะหันไปพึ่งพาคนอื่นจนไม่เหลือพื้นที่ให้เขาเข้าไปดูแลอีก
แต่ด้วยศักดิ์ศรีและความซึนที่ฝังรากลึกในตัว รวิศจึงเลือกที่จะกลบเกลื่อนความรู้สึกนั้นด้วยการเชิดหน้าขึ้นแล้วตอบโต้ด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท
"ผมไม่ได้อยากเป็นเจ้าชีวิตคุณหรอกครับ แค่ไม่อยากให้งานพังเพราะความใจง่ายของคุณก็เท่านั้นเอง"
"ปากคอเราะร้ายแบบนี้ ชาตินี้คุณคงหาแฟนไม่ได้หรอกค่ะ!" กรรณาตอกกลับเสียงกร้าว ดวงตาสั่นระริกด้วยความน้อยใจผสมความโกรธ
"ถ้าหาไม่ได้จริงๆ เดี๋ยวผมค่อยมาจีบคุณเป็นคนสุดท้ายก็แล้วกัน..." รวิศพึมพำเบาๆ ประโยคหลังด้วยน้ำเสียงที่แทบจะกลืนหายไปในลำคอ ทว่าระยะห่างที่ยืนประชิดกันทำให้กรรณาได้ยินมันอย่างชัดเจน
หญิงสาวชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจกับคำพูดที่หลุดออกมาจากปากของคนปากแข็ง เคมีที่ปะทะกันอย่างดุเดือดเมื่อครู่วูบดับลงหลงเหลือเพียงความเงียบงันที่เต็มไปด้วยกระแสไฟฟ้าประหลาดวิ่งพล่านอยู่กลางอากาศ
รวิศเองก็เพิ่งรู้ตัวว่าเผลอพูดอะไรออกไป ใบหูข้างขวาขึ้นสีแดงจัดอย่างเห็นได้ชัด เขาเสมองไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาจับผิดของหญิงสาว รีบดึงมือตัวเองกลับจากการกอดอกแล้วยื่นมือไปหยิบสมุดโน้ตบนโต๊ะมาพลิดูแบบส่งเดชเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่า
ธันวานั่งมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก ความมั่นใจที่เคยสั่นคลอนเมื่อครู่กลับมาเด่นชัดขึ้นอีกครั้ง เมื่อเขาอ่านเกมความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ขาดในพริบตาเดียว
"ดูท่าทาง... ผมคงต้องขอตัวลุกไปสั่งกาแฟแก้วใหม่ก่อนดีกว่านะครับ ปล่อยให้พวกคุณเคลียร์ 'เรื่องส่วนตัว' กันตามสบาย" ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พร้อมกับลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเพื่อเปิดทางให้ทั้งสองคนได้เคลียร์กันตามลำพัง
แต่ก่อนที่ธันวาจะทันได้ก้าวเท้าเดินหลบออกไป เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของรวิศก็แผדเสียงดังทำลายความเงียบขึ้นเสียก่อน รวิศขมวดคิ้วด้วยความรำคาญ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาหน้าจอ ปรากฏชื่อของ "คุณหญิงศจี" แม่ของเขาที่บินกลับมาจากต่างประเทศกะทันหัน
รวิศกดรับสายด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่คำพูดประโยคต่อมาปลายสายทำให้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปในทันที
"รวิศ! ลูกอยู่ไหน รีบกลับมาที่บ้านใหญ่เดี๋ยวนี้เลยนะ... หนูพิมเขากลับมาจากการเรียนต่อแล้ว และลูกต้องมารับหน้าเรื่องงานแต่งงานของเราที่ผู้ใหญ่เพิ่งคุยกันตกลงกันไว้!"
สมุดโน้ตในมือรวิศร่วงหล่นลงกระทบพื้นเสียงดังสนั่น กรรณาที่กำลังจะอ้าปากเถียงต่อพลอยชะงักค้าง เมื่อเห็นสีหน้าซีดเผือดและการชะงักงันอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนของสถาปนิกหนุ่มผู้เย่อหยิ่ง
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "จอมยุทธ์เสื้อแพร" มาโดยตลอดนะครับ
เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมแพ้•ตอนที่ 18
ความหึงที่ไร้เหตุผล
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมแพ้ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!