เสียงกระแทกของแฟ้มเอกสารปกหนังสีดำบนโต๊ะทำงานตัวยาวในห้องประชุมใหญ่ ดังสะท้อนก้องท่ามกลางความเงียบงัน รวิศไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองคู่กรณีทันที นิ้วเรียวยาวที่มักจะถือปากกาเขียนแบบด้วยความแม่นยำระดับมิลลิเมตรกำลังเคาะเบาๆ บนพื้นโต๊ะเป็นจังหวะเนิบนาบ ทว่าสร้างความกดดันให้คนมองได้ไม่ยาก
"คุณรื้อโครงสร้างบททั้งหมดในฉากที่สามอีกแล้วนะ, คุณนักเขียน"
น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะเย็นชาเอ่ยขึ้น รวิศปรายตามองหญิงสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม กรรณาไม่ได้สะดุ้งสะเทือน เธอกลับยกแขนขึ้นกอดอก รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นบางเบาอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า
"ถ้าฉันไม่รื้อ ฉากโรแมนติกที่ท่านสถาปนิกออกแบบให้พระเอกเดินตรวจไซต์งานหน้าตาถมึงทึง มันคงกลายเป็นสารคดีสร้างตึก มากกว่าซีรีส์รักโรแมนติกเรียกเรตติ้งนะครับ... เอާ เผลอใช้คำคุณมาพูดซะได้" กรรณาจงใจลากเสียงกวนประสาท ดวงตากลมโตพราวระยับด้วยประกายท้าทาย
รวิศแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบกวาดมองตัวหนังสือในกระดาษที่ถูกแก้จนแดงเถือกด้วยลายมือของเธอ "หลักการออกแบบพื้นที่ใช้สอยมันมีตรรกะของมันอยู่ กรรณา คุณจะให้ตัวละครวิ่งไล่จับกันบนนั่งร้านสูงสิบเมตรโดยไม่คำนึงถึง OSHA (กฎความปลอดภัยในการทำงาน) เลยหรือไง อยากให้กองถ่ายโดนสั่งปิดกองว่างั้นเถอะ"
"นี่แหละคือความต่างระหว่างวิศวกรรมสมองตายกับศิลปะของจินตนาการค่ะ... เอ้ย! ของฉัน" กรรณาเกือบหลุดคำลงท้ายตามความคุ้นชิน แต่รีบแก้คำพูดทันทีเมื่อเห็นรвиศหรี่ตามองด้วยความจับผิด "โลกในนิยายกับซีรีส์ เขาขายความฝันและความฟิน ไม่ได้ขายแปลนบ้านจัดสรรนะคุณรวิศ"
บรรยากาศในห้องประชุมที่เคยคุกรุ่นด้วยการถกเถียงเรื่องโปรเจกต์รีโนเวทสถานีรถไฟเก่าให้กลายเป็นคอมมูนิตี้มอลล์และสตูดิโอถ่ายทำ กลับลดทอนความตึงเครียดลงทีละน้อย ความเงียบที่เข้ามาแทนที่ไม่ได้น่าอึดอัดเหมือนเก่า หากแต่เป็นความเงียบที่เกิดจากการ ‘ยอมรับ’ ฝีมือของกันและกันโดยปริยาย
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา พวกเขาผ่านศึกกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ทางความคิดมานับครั้งไม่ถ้วน จากเดิมที่เป็นเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ ตอนนี้กลับกลายเป็นว่า... เวลาที่ต้องนั่งขัดเกลาบทละครและแปลนสถาปัตยกรรมร่วมกัน พวกเขากลับเข้าขากันอย่างน่าประหลาด
รวิศถอนหายใจยาว เลื่อนแฟ้มกลับไปตรงหน้าเธอ "โอเค... ผมยอมให้คุณปรับฉากนั้นได้ แต่มีเงื่อนไข"
"อะไรอีกคะ?" กรรณาเลิกคิ้วสูง ระวังตัวแจ
"พระเอกของผมจะไม่วิ่งไล่จับอย่างไร้สาระบนนั่งร้าน แต่เขาจะดึงนางเอกเข้ามาหลบมุมใต้โครงสร้างเหล็กฉากที่กำลังเชื่อม เพื่อบังประกายไฟต่างหาก... แบบนั้นสมจริงตามหลักสถาปัตยกรรม และตรรกะทางอารมณ์ของคุณก็น่าจะทำงานได้ดีขึ้นด้วย"
กรรณาชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตมองสบตากับชายหนุ่ม ลมหายใจของเธอสะดุดไปเสี้ยววินาทีเมื่อจินตนาการตามภาพที่เขาพูด มันไม่ใช่แค่ฉากโรแมนติกธรรมดา แต่มันคือภาพที่แฝงไปด้วยความปกป้อง หวงแหน และกลิ่นอายความดิบเถื่อนแต่นุ่มนวลในแบบฉบับของรวิศ
"อืม..." กรรณาแกล้งทำเป็นก้มลงมองกระดาษเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่มุมปาก "ก็... ไม่แย่ค่ะ ยอมรับว่ารสนิยมคุณพอใช้ได้"
"แค่พอใช้ได้?" รวิศทวนคำ เสียงทุ้มต่ำลอดไรฟัน เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวอ้อมโต๊ะประชุมมาหยุดอยู่ด้านหลังเก้าอี้ที่เธอนั่งอยู่ กรรณาถึงกับต้องเงยหน้าขึ้นมองตาม แรงกดดันจากเงาร่างสูงใหญ่ที่โน้มตัวลงมาใกล้ทำให้หัวใจเผลอเต้นผิดจังหวะ "แล้วใครกันที่บอกว่าเมื่อคืนนอนไม่หลับเพราะคิดถึงไอเดียที่ผมเสนอ?"
"ฉันพูดตอนไหนไม่ทราบ!" กรรณาเสียงสูงขึ้นเล็กน้อยเพื่อกลบเกลื่อนความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วขึ้นมาถึงใบหู เธอขยับตัวจะลุกหนี แต่รวิศกลับใช้วางมือข้างหนึ่งลงบนพนักพิงเก้าอี้ กักตัวเธอไว้ในพื้นที่แคบๆ ระหว่างโต๊ะกับตัวเขาโดยสมบูรณ์
กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นกระดาษและกาแฟคั่วอ่อนๆ ลอยวนอยู่รอบตัว รวิศก้มหน้าลงมาจนปลายจมูกเกือบจะชนกับกลุ่มผมของเธอ สายตาที่มองมาไม่ได้มีความเย็นชาหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเจ้าเล่ห์
"ไม่ได้พูดด้วยปาก... แต่พิมพ์ส่งมาในไลน์ตอนตีสองสี่สิบนาที ว่า 'ไอ้สถาปนิกบ้า ดีไซน์นี้น่าสนใจเป็นบ้าเลย' ...จำไม่ได้เหรอครับ?"
กรรณาเม้มปากแน่น อยากจะย้อนกลับไปตบปากตัวเองตอนตีสองเสียจริงๆ ใครจะไปคิดว่าคนเย่อหยิ่งอย่างรวิศจะตื่นมาอ่านแถมยังจำแม่นขนาดนี้ "ฉันแค่พิมพ์ประชดหรอกน่า ถอยไปเลยนะ คุณรวิศ ใกล้เกินไปแล้ว"
"ใกล้ตรงไหน กำลังพอดีต่างหาก" รวิศกระซิบชิดริมหู น้ำเสียงนุ่มนวลจนคนฟังขนลุกซู่ "เราเป็นคู่หูกันแล้วนะกรรณา การทำงานร่วมกัน มันต้องมีความ... ไว้เนื้อเชื่อใจกันในระยะประชิดแบบนี้แหละ"
คำว่า 'คู่หู' หลุดออกมาจากปากของคนที่เคยประกาศกร้าวว่าจะไม่ยอมทำงานร่วมกับนักเขียนสายเพ้อเจ้อเด็ดขาด มันทำให้กรรณาใจเต้นแรงเสียจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงมัน เธอดันอกเสื้อเชิ้ตของเขาเบาๆ แม้เนื้อผ้าจะแนบไปกับแผงอกแข็งแกร่งจนแทบไม่ได้ขยับเขยื้อนก็ตาม
"ใครเป็นคู่หูกับคุณ ฉันแค่มารับจ้างเขียนบทให้โปรเจกต์นี้ต่างหาก สัญญาหมดเมื่อไหร่ก็ทางใครทางมันค่ะ" ปากบอกปฏิเสธ แต่แก้มใสกลับขึ้นสีแดงระเรื่อฟ้องความรู้สึกที่แท้จริง
รวิศมองอาการปากไม่ตรงกับใจนั้นด้วยความเอ็นดู รอยยิ้มบางๆ ที่หาดูได้ยากปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขากำลังจะเอ่ยปากหยอกล้อเธอต่ออีกสักประโยค ทว่า...
*ก๊อกๆๆ*
เสียงเคาะประตูกระจกห้องประชุมดังขึ้นขัดจังหวะ ตามด้วยการผลักเปิดเข้ามาอย่างถือวิสาสะโดยไม่ต้องรอให้เจ้าของห้องอนุญาต
"พี่รวิศคะ แย่แล้วค่ะ! แบบแปลนเฟสสองที่ส่งให้ทางเขตมีปัญหา เจ้าหน้าที่ตีกลับบอกว่าติดเรื่องระยะร่น..."
เสียงใสแจ๋วของหญิงสาวในชุดเดรสทำงานทันสมัยดังขึ้น พร้อมกับร่างระหงที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะประชุม มอลلي (มอลลี่) สถาปนิกสาวรุ่นน้องในทีมที่มักจะเข้าออกห้องทำงานของรวิศเป็นว่าเล่น ชะงักกึกไปทันทีเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า—ภาพที่หัวหน้าหนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่าเข้าถึงยาก กำลังยืนโน้มตัวคร่อมร่างของนักเขียนบทสาวชื่อดังในระยะประชิดชนิดที่เรียกว่าแทบจะสิงร่างกันอยู่แล้ว
รวิศขมวดคิ้วมุ่น ผละตัวออกจากกรรณาอย่างรวดเร็ว ใบหน้าที่เมื่อครู่ยังมีความละมุนเจืออยู่ กลับคืนสู่โหมดเย็นชาและหงุดหงิดทันทีที่ถูกขัดจังหวะสำคัญ
กรรณารีบจัดเสื้อผ้าของตัวเองให้เรียบร้อย ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ใบหน้าเรียบเฉยราਤกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อครู่ แต่สายตาที่มองไปยังสถาปนิกสาวรุ่นน้องกลับเต็มไปด้วยประกายระแวดระวัง
รวิศหันไปมองหน้าลูกน้องด้วยแววตาคมกราบที่แทบจะกินเลือดกินเนื้อ "มอลลี่... ใครสอนให้เข้ามาในห้องประชุมโดยไม่เคาะขออนุญาตให้ดีก่อน?"
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนผลงานของจอมยุทธ์เสื้อแพรด้วยดีเสมอมาครับ
เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมแพ้•ตอนที่ 19
จังหวะหยอกล้อที่ไม่เหมือนเดิม
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมแพ้ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!