"ถ้าคุณยังยืนกรานจะเอากำแพงกระจกนิรภัยแปดมิลลิเมตรตรงนี้ออก ผมคงต้องเชิญคุณออกไปจากห้องประชุมของผมเดี๋ยวนี้ครับคุณกรรณา"
น้ำเสียงของรวิศไม่ได้ดัง แต่ทว่าเฉียบคมราวกับใบมีดโกนที่กรีดลงบนกระดาษไข ความตึงเครียดในห้องประชุมใหญ่ยังคงค้างเติ่งจากเหตุการณ์ที่มอลลี่เพิ่งพรวดพราเข้ามาเมื่อครู่ ทว่าตอนนี้เป้าหมายแห่งความหงุดหงิดของสถาปนิกหนุ่มมือรางวัลกลับพุ่งเป้ามาที่ผู้หญิงร่างเล็กที่นั่งกอดอกไขว่ห้างอยู่ฝั่งตรงข้าม
กรรณาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ดวงตากลมโตฉายแววท้าทาย เธอไม่ได้สะทกสะท้านกับรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างสูงโปรดในชุดสูทสั่งตัดเข้ารูปเลยแม้แต่น้อย เธอกลับขยับตัวเข้าหาโต๊ะประชุมไม้โอ๊กตัวใหญ่ ยื่นมือเรียวไปแตะแบบแปลนสถาปัตยกรรมสามมิติที่ฉายอยู่บนจอโฮโลแกรมตรงหน้าเบาๆ
"คุณรวิศคะ... เอ่อ ขออภัยครับ คุณรวิศครับ" กรรณาแก้คำพูดทันทีเมื่อเหลือบไปเห็นมุมปากที่กระตุกอย่างขัดใจของอีกฝ่าย "ในฐานะนักเขียนบท ผมบอกคุณแล้วว่าฉากไคลแมกซ์ของตอนที่ยี่สิบเอ็ด พระเอกกับนางเอกต้องเผชิญหน้ากันผ่านความว่างเปล่า ไม่มีอะไรมากั้นกลางความรู้สึก ถ้าคุณเอากระจกบ้าพะนํานี่มาขวาง อารมณ์ของคนดูจะดร็อปทันทีเหมือนกาแฟดำใส่น้ำแข็งจนละลายจืดชืด"
"นี่มันงานสถาปัตยกรรมอาคารสำนักงานระดับลักชัวรี ไม่ใช่ละครน้ำเน่าหลังข่าวของคุณนะกรรณา" รวิศพ่นลมหายใจพรืดผ่านจมูกโด่งเป็นสันคม เขาใช้มือปัดหน้าจอโฮโลแกรมให้หมุนกลับด้านเพื่อแสดงโครงสร้างรับน้ำหนัก "โครงสร้างนี้ถูกคำนวณมาอย่างแม่นยำเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ถ้าไม่มีผนังรับแรงตัวนี้ ตึกทั้งซีกจะทรุดตัวลงมาในกรณีที่เกิดแผ่นดินไหว... คุณอยากให้ตัวละครของคุณตายใต้ซากตึกถล่มก่อนเขียนบทจบหรือยังไง?"
"ปากคอเราะร้ายเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะครับ สถาปนิกปากจัด" กรรณาหัวเราะในลำคอ ดวงตาคู่สวยพราวระยับด้วยความสนุกที่ได้กวนประสาทผู้ชายเนียบจัดคนนี้ "กลัวความสูญเสียขนาดนั้นเชียวหรือครับ ถึงต้องสร้างกำแพงหนาเตอะไว้ป้องกันตัวเองตลอดเวลา"
คำพูดลอยๆ ของเธอทำเอารวิศชะงักไปชั่วขณะ มือหนาที่กำลังถือปากกาแท็บเล็ตบีบแน่นจนข้อ้วนิ้วขึ้นสีขาว สันกรามคมสันขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน บรรยากาศรอบตัวเขาเย็นเยียบลงทันตาเห็น จนมอลลี่ที่ยืนหลบมุมอยู่ใกล้ประตูถึงกับต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดฝืน
ไม่มีใครรู้ว่าในอดีต รวิศเคยสูญเสียอะไรไปบ้าง... ยกเว้นตัวเขาเอง และ... บางทีอาจจะมีใครบางคนที่บังเอิญไปเจอ "ร่องรอย" นั้นเข้า
"ประชุมแค่นี้พอครับ มอลลี่ พาแขกออกไปได้แล้ว ผมมีงานอื่นต้องทำต่อ" รวิศตัดบทอย่างไร้เยื่อใย ร่างสูงหมุนตัวเตรียมสาวเท้าเดินกลับเข้าไปยังห้องทำงานส่วนตัวที่เชื่อมต่อกันทันที
"เดี๋ยวครับ!" กรรณาผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เธอไม่ได้เดินตามเขาไปที่ประตู แต่สายตากลับเหลือบไปเห็นแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลเข้มฉบับหนึ่งที่รวิศลืมวางทิ้งไว้บนเก้าอี้ประชุมตัวที่เขาเพิ่งลุกขึ้น มันคือแฟ้มเอกสารเก่าคร่ำคร่าที่ไม่มีทางเข้ากันได้เลยกับแท็บเล็ตและอุปกรณ์ไฮเทคบนโต๊ะนี้
รวิศชะงักฝีเท้า หันกลับมามองตามสายตาของเธอ หัวใจของสถาปนิกหนุ่มกระตุกวูบอย่างแรงด้วยความตกใจกลัวที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากเย็นชา
"อย่าแตะต้องมัน!" เขาตวาดเสียงกร้าว พุ่งตัวกลับมาด้วยความเร็วที่เหนือกว่าปกติ ปัดป้องมือเรียวของกรรณาที่กำลังจะเอื้อมไปเปิดแฟ้มนั้นออก
ทว่า... ไม่ทันเสียแล้ว
ปลายนิ้วเรียวของกรรณาเกี่ยวเอาลิบบอนกระดาษที่คาดไว้หลุดออก ภาพถ่ายใบหนึ่งร่วงหล่นลงกระทบพื้นพรมหนานุ่ม ภาพถ่ายเก่าเก็บในยุคฟิล์มกระจกที่บันทึกภาพของอาคารทรงโมเดิร์นแห่งหนึ่งในอดีต... อาคารที่มีดีไซน์โครงสร้างสะพานเชื่อมกระจก ซึ่งพังทลายลงมาบางส่วนในเหตุการณ์เพลิงไหม้เมื่อสิบปีก่อน พร้อมกับตัวอักษรชื่อสถาปนิกฝึกหัดที่มุมล่างขวา... *'รวิศ ภัทรธนไพศาล'* และชื่อโปรเจกต์ที่ถูกขีดฆ่าด้วยปากกาแดงตัวใหญ่ว่า *'ความล้มเหลว'*
ห้องประชุมตกอยู่ในความเงียบงันชนิดที่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงเครื่องปรับอากาศทำงาน กรรณาก้มลงมองภาพถ่ายในมือช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับรวิศ แววตาท้าทายเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความตกใจระคนเห็นใจอย่างลึกซึ้ง
"นี่... คือสาเหตุที่คุณเกลียดความผิดพลาด และสร้างเซฟโซนให้ตัวเองหนาเตอะขนาดนี้สินะครับ" กรรณาเอמהเสียงแผ่วเบา ไร้ซึ่งร่องรอยของการหยอกล้อ
รวิศยืนนิ่งเป็นหุ่นปูนปั้น หน้าตาคมคายซีดเผือดลงเล็กน้อย ดวงตาคมกริบคู่นั้นฉายแวววาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยวและอับอายที่ความลับอันเจ็บปวดถูกเปิดโปงต่อหน้าคนอื่น
"คุณไม่มีสิทธิ์มาค้นข้าวของของผม... ออกไปจากห้องผมเดี๋ยวนี้!" รวิศคำรามต่ำ ร่างสูงก้าวเข้าไปประชิดตัวเธอด้วยแรงอารมณ์ที่พลุ่งพล่านจนน่ากลัว มือหนาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือบางเพื่อแย่งภาพถ่ายนั้นกลับคืน แต่กรรณากลับไม่ยอมปล่อย เธอกล้าสู้สายตากับเขาในระยะประชิดที่ใกล้จนลมหายใจร้อนผ่าวรดรินเข้าหากัน
เคมีที่เคยมีแต่การปะทะคารม บัดนี้กลับเปลี่ยนเป็นสนามอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความดึงดูดอันตรายและความเปราะบางที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกำแพงน้ำแข็ง
"ผมไม่ได้อยากจะล้ำเส้นคุณนะรวิศ..." กรรณาเงยหน้าขึ้นกระซิบชิดริมฝีปากหยักของเขา แววตาสั่นระริกด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป "แต่บางที... การมีใครสักคนช่วยพังกำแพงพวกนี้ลง มันอาจจะไม่ได้เจ็บปวดอย่างที่คุณคิดหรอกนะครับ"
รวิศชะงักงัน ลมหายใจของเขาสะดุดกึกเมื่อปลายนิ้วมือของหญิงสาวแตะเบาๆ ลงบนหลังมือของเขาที่ยังกำข้อมือเธออยู่ แรงอารมณ์โกรธเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยคลื่นความรู้สึกบางอย่างที่ตีรวนขึ้นมาในอกอย่างรุนแรง ดวงตาคมกราบมองลึกลงไปในดวงตากลมโตคู่นั้น เผลอไผลไปกับความอ่อนโยนที่อีกฝ่ายหยิบยื่นให้ท่ามกลางความเปราะบางของเขา
ทว่า... ในวินาทีที่ใบหน้าของทั้งคู่โน้มเข้าหากันจนระยะห่างเหลือเพียงแค่ลมหายใจกั้น เสียงเคาะประตูดัง "ก๊อกๆ" สองครั้งติดกัน ก็ทำลายมนต์สะกดนั้นลงอย่างไม่ทันตั้งตัว
"คุณรวิศคะ... ท่านประธานใหญ่มาถึงที่ล็อบบี้แล้วครับ กำลังจะขึ้นมาที่ชั้นนี้!" เสียงของมอลลี่ตะโกนแทรกเข้ามาผ่านบานประตูที่ปิดสนิท พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่กำลังก้าวใกล้เข้ามาทางห้องประชุมเรื่อยๆ
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของจอมยุทธ์เสื้อแพรมาโดยตลอดนะครับ
เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมแพ้•ตอนที่ 20
ความลับในแบบแปลน
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมแพ้ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!