"ถ้าจะรื้อโครงสร้างบททั้งหมดทิ้งเพื่อความอินดี้ส่วนตัวของคุณเอง ผมแนะนำให้ไปเขียนไดอารี่ส่วนตัวที่บ้านจะดีกว่าครับ คุณกรรณา"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือกระแสความเยียบเย็นดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงัดของห้องประชุมใหญ่ชั้นสิบสอง แรงกดดันจากสายตาของรวิศ สถาปนิกหนุ่มมือรางวัลผู้พกพาความเนี้ยบมาเต็มร้อย กำลังจดจ้องร่างบางที่นั่งไขว่ห้างอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างไม่ลดละ แว่นตากรอบทองที่สวมอยู่ช่วยขับให้ดวงตาคมกริบนั้นดูดุดันและทรงอำนาจมากขึ้นเป็นทวีคูณ
กรรณาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตฉายแววพยศ เธอไม่ได้รู้สึกสะท้านกับรังสีความน่ากลัวที่อีกฝ่ายแผ่ออกมาเลยแม้แต่น้อย ปากเรียวบางยกยิ้มเหยียดเล็กน้อยอย่างท้าทาย
"ไดอารี่ของฉันคงขายดีกว่าโปรเจกต์หอสมุดที่คุณออกแบบแล้วมีแต่ทรงกล่องสี่เหลี่ยมไร้จิตวิญญาณนั่นแหละค่ะ... อ๊ะ ขอโทษที พอดีฉันชอบงานที่มีมิติ ไม่ใช่งานหุ่นยนต์ไร้หัวใจแบบที่คุณถนัด"
คำพูดสวนกลับแบบหมัดต่อหมัดทำเอาบรรยากาศในห้องประชุมอุณหภูมิลดฮวบลงทันที รวิศขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นนสันชัดเจน เขากำปากกาในมือจนแทบหัก ผู้ชายที่ยึดมั่นในเส้นกราฟ องศา และความเป็นจริงอย่างเขา เกลียดที่สุดคือพวกศิลปินจอมเพ้อเจ้อที่เอาแต่มโนโดยไม่สนข้อจำกัดทางวิศวกรรม
แต่ปัญหาคือ... หัวหน้าโครงการตัวดีดันมีคำสั่งเฉียบขาดลงมาเมื่อสิบนาทีที่แล้วว่า ทั้งเขาและเธอต้อง "ร่วมหัวจมท้าย" รับผิดชอบโปรเจกต์ออกแบบและเขียนเรื่องราวความเป็นมาของหอสมุดชุมชนแห่งใหม่นี้ร่วมกันแบบไม่มีทางเลี่ยง
"คุณคิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงกล้ามาวิارจารณ์งานของผม" รวิศโน้มตัวไปข้างหน้า มือหนาวางราบลงบนโต๊ะกระจกใส ระยะห่างระหว่างกันลดลงจนกรรณาต้องเอนหลังหนีเล็กน้อย แต่ยังคงเชิดหน้าสู้ "จำไว้ด้วยว่าโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมต้องมาก่อนจินตนาการเฮงซวยของคุณ ถ้าตึกมันถล่มลงมาเพราะพล็อตเรื่องดราม่าเรียกน้ำตาของคุณ งานนี้คนที่จะติดคุกหัวโตไม่ใช่ผม แต่เป็นคุณต่างหาก"
"งั้นก็เชิญคุณไปนั่งกอดแปลนตึกทรงแท่งเต้าหู้ของคุณคนเดียวสิคะ ใครอยากมาทำงานร่วมกับคนปากจัดอย่างคุณกันล่ะ!" กรรณาตอกกลับเสียงกร้าว ดวงตาส่อประกายความดื้อรั้นเต็มพิกัด เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สะพายกระเป๋าเตรียมจะเดินหนีออกจากห้องประชุมนี้ให้รู้แล้วรู้รอด
"นั่งลงซะ คุณกรรณา" เสียงทวบทรงอำนาจสั่งก้อง กรรณาชะงักฝีเท้า หันกลับมามองด้วยความไม่พอใจ
"ฉันไม่มีทางทำงานกับคุณหรอก!"
"ผอ. เพิ่งไลน์มาบอกเมื่อกี้ว่า ถ้าโปรเจกต์นี้ไม่ผ่านความเห็นชอบร่วมกันทั้งแผนกสถาปนิกและฝ่ายคอนเทนต์ โบนัสปลายปีของทุกคนในตึกนี้จะถูกตัดเกลี้ยง... รวมถึงค่าต้นฉบับก้อนโตที่คุณเพิ่งเซ็นสัญญาไปด้วย" รวิศยื่นสมาร์ทโฟนหน้าจอแสดงข้อความคำสั่งให้ดูอย่างใจเย็น รอยยิ้มมุมปากของเขามันช่างน่าหมั่นไส้เสียจนเธอนึกอยากจะหยิบแฟ้มเอกสารฟาดหน้าเขาสักที
กรรณาเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมาถึงใบหน้า เธอยอมหักไม่ยอมงอ แต่เรื่องเงินในกระเป๋าและงานเขียนที่เธอรัก มันคือศักดิ์ศรีที่ยอมให้พังไม่ได้เด็ดขาด เธอสูดหายใจเข้าลึกเพื่อระงับสติอารมณ์ ก่อนจะกระแทกตัวนั่งลงที่เดิมแรงๆ จนเก้าอี้ส่งเสียงดังเอี๊ยด
"ก็ได้! อยากได้งานแบบไหนละคะ ท่านสถาปนิกผู้ประเสริฐ เชิญสั่งมาเลย แม่คุณคนนี้จะสนองให้ทุกระเบียดนิ้ว!" เธอกลอดตาประชดประชัน
รวิศถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยหน่าย เขาปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นมืออาชีพเช่นเดิม แม้ลึกๆ แล้วหัวใจจะเต้นผิดจังหวะแปลกๆ กับความดื้อรั้นที่แสนจะมีเสน่ห์นั้น "เริ่มจากเลิกคิดเพ้อเจ้อ แล้วมาดูแปลนชั้นหนึ่งร่วมกัน... อ่านภาษาแปลนสถาปัตย์ออกใช่ไหมครับ หรือต้องให้ผมวาดรูปอนุบาลให้ดูด้วย"
"ปากแบบนี้ระวังจะไม่มีใครเอาเป็นภรรยานะคะคุณรวิศ"
"ผมเลือกที่จะไม่มีใคร ดีกว่าต้องมาปวดหัวกับคนเอาแต่ใจอย่างคุณก็แล้วกัน" รวิศสวนกลับทันควัน ไดอะล็อกคมคายพ่นใส่กันไม่ยั้งราวกับลิ้นกับฟันที่ไม่มีวันเข้ากันได้
เวลาผ่านไปเกือบสองชั่วโมง กองกระดาษสเกตช์ภาพและกระดาษโน้ตพล็อตเรื่องกองระเกะระกะเต็มโต๊ะ จากบรรยากาศของการปะทะคารม ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นความเงียบที่มีเพียงเสียงขีดเขียนและเสียงถอนหายใจสลับกันไป รวิศพบว่าต่อให้ผู้หญิงคนนี้จะหัวรั้นและชอบเถียงคำไม่ตกฟากแค่ไหน แต่จินตนาการของเธอกลับทำให้แปลนตึกแข็งกระด้างของเขามีชีวิตชีวาขึ้นมาได้อย่างเหลือเชื่อ ส่วนกรรณาเองก็ยอมรับในใจลึกๆ ว่า ความแม่นยำและใส่ใจในรายละเอียดของสถาปนิกหนุ่มคนนี้ช่วยดึงความฝันของเธอให้กลายเป็นความจริงที่จับต้องได้
"ตรงนี้..." รวิศเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ มือหนายื่นดินสอชี้ลงบนจุดกึ่งกลางของแปลน "ถ้าเราทำเป็นโถงกระจกสูงโปร่ง ให้แสงธรรมชาติส่องลงมาตรงสวนหย่อมกลางอาคารอย่างที่คุณเสนอ มันน่าจะเข้ากับคอนเซปต์ 'พื้นที่พัก 50% ของชีวิต' ที่คุณเขียนไว้ในพล็อตบทที่สอง"
กรรณาชะงักไปนิด เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาสสบตากันในระยะใกล้กว่าที่เคยเป็นโดยไม่รู้ตัว ปลายจมูกของทั้งคู่ห่างกันเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นกระดาษและหมึกพิมพ์จางๆ ลอยเข้าจมูกจนเธอเผลอกลั้นหายใจ
รวิศเองก็ชะงักไปเช่นกัน เมื่อตระหนักได้ว่าใบหน้าของเธอกับเขาอยู่ใกล้กันมากแค่ไหน นัยน์ตาสีเข้มของสถาปนิกหนุ่มไหววับเป็นประกายความอ่อนโยนที่ถูกซ่อนไว้ใต้ท่าทีเยชามาตลอด ความเงียบโรยตัวลงมาอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความอึดอัดเหมือนตอนแรก หากแต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาด
"เอ่อ... ก็ไม่เลวนี่คะ" กรรณาเป็นฝ่ายเบี่ยงสายตาหลบก่อน หัวใจเจ้ากรรมดันเต้นรัวจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงมัน "คุณ... คุณขยับออกไปหน่อยสิคะ มันแคบ"
รวิศไม่ได้ขยับตัวตามคำขอ เขากลับโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด มือข้างหนึ่งท้าวขอบโต๊ะกักตัวเธอไว้ในวงแขน สายตาคมกราบมองริมฝีปากที่ขยับเถียงเขาเก่งนักเก่งหนาก่อนจะเลื่อนขึ้นสบตา
"ถ้าผมไม่ขยับ... คุณจะทำไมล่ะครับ" เสียงทุ้มต่ำพร่าเลือนลง แววตาดุดันเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความคลั่งรักที่ซ่อนเร้นจนแทบปิดไม่มิด
กรรณาอ้าปากค้าง สมองประมวลผลไม่ทันกับจู่โจมกะทันหันของคนปากร้ายแต่ใจกล้าคนนี้ เลือดในกายสูบฉีดจนใบหน้าร้อนผ่าว
"คุณรวิศ..." เธอกำลังจะเอ่ยปากต่อว่า แต่เสียงเคาะประตูก็กระแทกดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
"คุณรวิศครับ! แย่แล้วครับ แปลนโครงการหลักของชั้นใต้ดินเกิดปัญหาใหญ่ มีน้ำรั่วซึมเข้า..." เสียงตะโกนของวิศวกรหนุ่มรุ่นน้องที่วิ่งหน้าตาตื่นพรวดพราดเข้ามาหยุดชะงักลงทันที เมื่อเห็นภาพเจ้านายหนุ่มกำลังกักตัวนักเขียนบทสาวคนสวยไว้บนโต๊ะประชุมท่ามกลางกองเอกสาร
รวิศถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความหงุดหงิด เขายืดตัวตรงอย่างเสียดาย ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยในเสี้ยววินาที ขณะที่กรรณารีบผลักอกเขาออกแล้วลุกพรวดขึ้นยืน ใบหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย
"มีอะไร" รวิศเอ่ยเสียงเรียบ หันไปมองลูกน้องที่ยืนกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่หน้าประตู
"คือ... เอ่อ... ไว้ผมมารายงานใหม่ดีกว่าครับ ขอตัวก่อนครับ!" วิศวกรหนุ่มละล่ำละลักพูดแล้วหมุนตัววิ่งหนีออกจากห้องไปแทบไม่ทัน ประตูกระจกปิดลงสนิท ทิ้งให้ทั้งคู่อยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง
รวิศหันกลับมามองกรรณาที่ยืนกอดอกหันหน้าหนีเพื่อซ่อนรอยยิ้มและใบหน้าที่ยังแดงก่ำ
ก่อนที่ใครจะทันได้พูดอะไร สมาร์ทโฟนบนโต๊ะของรวิศก็แผדเสียงแจ้งเตือนสายเรียกเข้าดังขึ้น หน้าจอแสดงชื่อของ "ท่านประธานใหญ่" ที่โทรตรงมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดผ่านวิดีโอคอล รวิศกดรับทันทีโดยไม่ลังเล ภาพบนหน้าจอไม่ใช่แค่เสียง แต่เป็นภาพเหตุการณ์สดจากไซต์งานก่อสร้างใต้ดินที่กำลังโกลาหล และคำพูดประโยคต่อมาของประธานใหญ่ ทำให้รวิศถึงกับหน้าถอดสี
"รวิศ! รีบลงมาดูไซต์งานด่วน น้ำทะลักเข้าอุโมงค์ทางเชื่อมแล้ว และที่แย่กว่านั้น... มีคนติดอยู่ข้างใน!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนที่ 5 นี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมแพ้•ตอนที่ 5
เมื่อต้องร่วมหัวจมท้าย
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมแพ้ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!