"ถ้าสถาปัตยกรรมของคุณมันมีวิญญาณจริงอย่างที่ปากโม้... มันคงอยากกระโดดลงมาผูกคอตายหนีความใจแคบของคุณไปนานแล้วครับ คุณรวิศ"
เสียงหวานใสแต่คมกริบราวกับใบมีดโกนอาบน้ำผึ้งบาดลึกเข้าไปในความเงียบงันของห้องประชุมใหญ่ รวิศชะงักมือที่กำลังหมุนปากกาParkerด้ามโปรด ดวงตาคมกราบกวาดมองผู้หญิงตรงหน้าด้วยแววตาที่เยียบเย็นขึ้นอีกหลายระดับ แผ่นหลังของสถาปนิกหนุ่มมือรางวัลพิงพนักเก้าอี้หนังแท้ราคาแพงอย่างผ่อนคลาย ทว่ากรามที่ขบเข้าหากันจนขึ้นสันนูนกลับฟ้องชัดว่าความอดทนของเขาถูกเหยียบจนถึงขีดจำกัดแล้ว
ร่างบางของกรรณาไม่ได้สะทกสะท้านต่อรังสีความกดดันที่อีกฝ่ายแผ่ออกมาเลยแม้แต่น้อย เธอยังคงยืนกอดอก แผ่นหลังตั้งตรงดิ่ง ดวงตากลมโตเป็นประกายท้าทายจ้องมองตรงมาที่เขาอย่างไร้ความเกรงกลัว บทบาทและตัวละครที่เธอเขียนมานับร้อยฉากสอนให้เธอรู้ว่า... คนที่ทำเป็นเก่งและหยิ่งยโสที่สุด มักจะมีจุดเปราะบางที่ซ่อนไว้ลึกที่สุดเสมอ
"ปากกล้าดีนี่ครับ คุณกรรณา" รวิศแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจดังขึ้นอย่างเย้ยหยัน "นักเขียนบทละครโทรทัศน์ที่เอาแต่เพ้อเจ้อเรื่องปาฏิหาริย์รักในทุ่งลาเวนเดอร์ มีสิทธิ์อะไรมาวิจารณ์งานออกแบบโครงสร้างที่ต้องใช้ตรรกะและความปลอดภัยเป็นตัวตั้ง งานของผมสร้างอยู่บนพื้นฐานของความจริง ไม่ใช่ความฝันลมๆ แล้งๆ แบบที่คุณหากินอยู่ทุกวัน"
"ตรรกะเหรอคะ?" กรรณาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง รอยยิ้มเยาะปรากฏที่มุมปากอิ่ม "ตรรกะที่ว่าคือการออกแบบตึกให้ดูเหมือนแท่งคอนกรีตไร้หัวใจ ไร้ซอกมุมให้มนุษย์ได้หายใจ หรือตรรกะที่คอยแต่จะบล็อกกั้นจินตนาการของคนอื่นเพราะกลัวว่ามันจะไม่อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมที่คุณขีดไว้กันแน่คะ คุณรวิศคะ... อ้อ ขอโทษที ผมลืมตัวไปหน่อยว่าคุณน่ะมันพวกยึดติดกับบล็อกปูนจนสมองแข็งกระด้างตามตึกไปหมดแล้ว"
สรรพนามที่เธอจงใจเปลี่ยนทำเอารวิศคิ้วกระตุก ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะเรียบเฉยไร้อารมณ์บัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความหงุดหงิด เขาผุดลุกขึ้นเต็มความสูง แรงกดดันจากส่วนสูงเกือบหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะประชุมฝั่งที่เธอยืนอยู่ รวิศโน้มตัวลงไปเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างใบหน้าของเขากับเธอลดลงจนเหลือเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นกระดาษและกาแฟเข้มๆ ลอยปะทะจมูก
แต่นอกจากกรรณาจะไม่ถอยหลังหนี เธอกลับเชิดหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ ไม่มีอาการหลบตาหรือประหม่าให้เห็นแม้แต่น้อย เคมีบางอย่างที่คุกรุ่นและอันตรายระเบิดตัวขึ้นเงียบๆ ในอากาศ
"คุณไม่รู้อะไรเกี่ยวกับงานของผมเลย..." เสียงกระซิบของรวิศต่ำพร่า รathเบียดชิดเข้ามาอีกนิดจนเธอเกือบจะสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากตัวเขา "ตึกทุกหลังที่ผมสร้าง... มันมีเหตุผล มีความหมาย และมีหน้าที่ปกป้องสิ่งที่เปราะบางที่สุด... ไม่ใช่พื้นที่ให้พวกเด็กสร้างภาพเอาไว้เพ้อฝันไปวันๆ"
"แล้วการปกป้องของคุณมันหมายถึงการขังคนอื่นไว้ในกรงทองที่ไม่มีหน้าต่างเปิดรับความรู้สึกเลยงั้นเหรอคะ?" กรรณาย้อนถามทันควัน น้ำเสียงของเธอหนักแน่นและจริงจังจนรวิศชะงักไป ดวงตาคู่สวยคู่นั้นสะท้อนเงาของเขาชัดเจน "คุณกลัวอะไรกันแน่คะคุณรวิศ? กลัวความผิดพลาด? กลัวความสูญเสีย? หรือว่า... กลัวว่าถ้าตึกของคุณมันมีชีวิตชีวาขึ้นมาจริงๆ คุณจะคุมมันไม่ได้ เพราะตัวตนข้างในของคุณมันพังทลายจนไม่กล้าเปิดรับใครอีกแล้วกันแน่?"
ราวกับถูกเข็มเล่มเล็กๆ แทงเข้าที่จุดตาย รวิศนิ่งค้างไปในเสี้ยววินาที ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยก่อนจะกลับมาเย็นชาดังเดิม สันจมูกโด่งคมอยู่ห่างจากแก้มเนียนของเธอเพียงแค่เอื้อม ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องประชุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจที่สอดประสานกันท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบขาดใจ
รวิศขบกรามแน่น มือหนาที่วางอยู่บนขอบโต๊ะกำเข้าหากันจนเส้นเลือดปูดโปน ความโกรธที่คุกรุ่นเมื่อครู่กลับถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด—ความรู้สึกเหมือนถูกมองทะลุปรุโปร่งโดยผู้หญิงปากร้ายตรงหน้า ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่ถึงสัปดาห์ด้วยซ้ำ
"คุณล้ำเส้นเกินไปแล้วนะ..." เขาเค้นเสียงลอดไรฟัน สายตาดุจดั่งสัตว์ป่าจ้องเขม็งไปยังริมฝีปากที่ยังคงเถียงฉอดๆ ไม่หยุด
"ฉันไม่ได้ล้ำเส้นค่ะ แต่ฉันกำลังเหยียบเบรกให้คุณต่างหาก ก่อนที่คุณจะขับรถชนกำแพงความเย่อหยิ่งของตัวเองจนพังพินาศ" กรรณาตอบกลับด้วยรอยยิ้มหวานหยาดเยิ้มแต่แฝงด้วยฤทธิ์เดช เธอยื่นมือไปแตะอกเสื้อเชิ้ตสีเข้มของเขาเบาๆ ออกแรงผลักให้เขากลับไปยืนในพื้นที่ของตัวเอง "และโปรดจำใส่สมองอันชาญฉลาดของคุณไว้ด้วยนะคะ ว่าโปรเจกต์นี้เราต้องร่วมงานกันอีกนาน ถ้ายังทำตัวเป็นเผด็จการแบบนี้... ฉันนี่แหละที่จะเป็นคนฉีกสัญญาทิ้งคาสนามบินให้คุณดูเอง"
พูดจบเธอก็หมุนตัวเตรียมจะเดินสะบัดก้นออกจากห้องประชุมอย่างผู้ชนะ ทว่าในจังหวะนั้นเอง...
*แกร๊ก!*
เสียงเปิดประตูกระจกบานใหญ่จากภายนอกดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงสมส่วนของชายวัยกลางคนในชุดสูทเนี๊ยบกริบที่ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ดวงตาของเขาคมกริบกวาดมองคนทั้งสองที่ยืนประจันหน้ากันอยู่ด้วยบรรยากาศชวนอึดอัด
"รวิศ... กรรณา..." เสียงทุ้มต่ำของผู้มาใหม่เอ่ยขึ้นขัดจังหวะ "พวกคุณสองคนยังเคลียร์กันไม่เสร็จอีกเหรอ? ทางช่องโทรติดต่อมาด่วนแล้ว... เกิดเรื่องใหญ่ที่ไซต์งานก่อสร้างหลักของโปรเจกต์นี้แล้ว!"
รวิศและกรรณาชะงักกึกพร้อมกัน หันขวับไปมองหน้าผู้มาใหม่ทันที ลางสังหรณ์บางอย่างบอกพวกเขาว่า... สงครามประสาทในห้องประชุมนี้ เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะซัดถล่มเข้ามาเท่านั้น
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนที่ 4 นี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมแพ้•ตอนที่ 4
สวนกลับให้หน้าหงาย
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมแพ้ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!