เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมแพ้•ตอนที่ 6

รอยร้าวในพื้นที่จำกัด

ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
เสียงกรรไกรตัดกระดาษแข็งกระทบกับโต๊ะไม้เนื้อแข็งดัง *แกร็บ* สองครั้งติด เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนยิ่งกว่าเสียงระฆังโรงเรียน รวิศไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองต้นตอของเสียงนั้นทันที เขายังคงใช้ปลายดินสอ EE ฝนน้ำหนักเงาลงบนแปลนอาคารส่วนที่ปรับปรุงใหม่ด้วยความแม่นยำระดับมิลลิเมตร ทว่าแรงกดที่รุนแรงจนกระดาษแทบขาดเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่า สถาปนิกหนุ่มมือรางวัลกำลังพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ถึงขีดสุด "ถ้าคุณยังตัดโมเดลด้วยสัดส่วนตามอำเภอใจแบบนี้ ผมเกรงว่าตึกหลังนี้คงไม่ได้ถล่มเพราะแผ่นดินไหวหรอกครับ แต่มันคงพังลงมาเพราะความมโนเพ้อเจ้อของคุณเองมากกว่า" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ ไร้ซึ่งความลังเล แต่บาดลึกถึงกระดูกดำ กรรณาชะงักมือที่กำลังถือคัตเตอร์ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันจนแทบผูกเป็นปม เธอกระแทกเครื่องมือลงกับโต๊ะจนเกิดเสียงดังสนั่นลั่นพื้นที่โล่งของไซต์งานโครงสร้างคอนกรีตที่ยังสร้างไม่เสร็จฝุ่นตลบ "นี่คุณรวิศ! ช่วยกรุณาใช้สมองซีกซ้ายอันตรรกะจัดจ้านของคุณทำความเข้าใจใหม่เสียทีนะคะ... เอ้ย... ครับ!" กรรณาเผลอหลุดเสียงสูงใส่ตามความคุ้นเคย ก่อนจะรีบปรับน้ำเสียงให้ห้วนสั้นเพื่อรักษาฟอร์ม "ผมหมายถึง... คุณช่วยเลิกมองงานศิลปะด้วยสายตาแข็งกระด้างเหมือนหุ่นยนต์ไร้หัวใจเสียที ฉากนี้ในบทมันต้องใช้ระเบียงทรงโค้งเพื่อสื่อถึงความอึดอัดของตัวละคร ถ้าทำตามแปลนเหลี่ยมๆ ทื่อๆ ของคุณ อารมณ์คนดูคงดิ่งลงเหวพอดี ไม่ใช่เพราะเศร้าหรอกนะ แต่เพราะรำคาญดีไซน์เชยๆ ของคุณต่างหาก" รวิศวางดินสอลงช้าๆ เขาเงยหน้าขึ้นสบตาหญิงสาว แววตาภายใต้กรอบแว่นสายตานั้นเต็มไปด้วยความเย็นชาที่พร้อมจะแช่แข็งทุกสิ่งที่ขวางหน้า ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานชั่วคราวที่กั้นกลางระหว่างเขากับเธอ ระยะห่างที่ลดลงอย่างรวดเร็วทำให้บรรยากาศรอบตัวอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นอายความเป็นระเบียบเรียบร้อยและน้ำหอมกลิ่นจางๆ ของเขาลอยปะปนกับกลิ่นฝุ่นปูนและสีทาบ้านอย่างประหลาด "จำไว้ว่านี่คือหน้างานจริงครับ ไม่ใช่สตูดิโอเขียนบทในห้องแอร์เย็นฉ่ำ โครงสร้างรับน้ำหนักไม่ได้สนใจหรอกครับว่าตัวละครของคุณจะเศร้าเคล้าน้ำตาขนาดไหน ถ้าคำนวณผิดพลาดแม้แต่นิ้วเดียว คนที่ต้องมารับผิดชอบชีวิตคนอื่นไม่ใช่จินตนาการเฮงซวยของคุณ แต่คือ 'ผม' สถาปนิกผู้เซ็นชื่อรับรองแบบต่างหาก" คำพูดแต่ละคำถูกพ่นออกมาด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ทว่าเฉียบคมราวกับใบมีดโกน รวิศโน้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อกดดันให้ดวงตาสีเข้มของเขาอยู่ในระดับเดียวกับเธอ ความใกล้ชิดระดับที่ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันทำให้กรรณาเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง ไม่ใช่เพราะความกลัว... แต่เป็นเพราะแรงปะทะทางอารมณ์ที่รุนแรงจนน่าหงุดหงิด หญิงสาวเชิดหน้าขึ้นสู้ ไม่ยอมหลบสายตาคมกริบคู่นั้นแม้แต่น้อย ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันแน่นก่อนจะสวนกลับด้วยน้ำเสียงที่สั่นระริกเล็กน้อยด้วยความโกรธ "ถ้าคุณกลัวความรับผิดชอบนัก ทำไมไม่เอาตึกไปสร้างในโลกจินตนาการของคุณซะเลยล่ะครับ!" กรรณาจงใจเน้นเสียงคำว่า 'ครับ' เพื่อประชดประชัน "จะได้ไม่ต้องมาทนร่วมงานกับคน 'มโนเพ้อเจ้อ' อย่างผมไง! เราต่างคนต่างอยู่ก็น่าจะดีกว่าไหม หรือว่า... กลัวว่างานมันจะออกมาดีเกินกว่าที่อีโก้สูงๆ ของคุณจะยอมรับได้กันแน่" รวิศแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากอย่างน่าหมั่นไส้ "มั่นหน้า... เป็นคำนิยามเดียวที่เหมาะกับคุณในตอนนี้ครับ กรรณา" "คุณ!" ก่อนที่สงครามประสาทในไซต์งานจะบานปลายไปมากกว่านี้ เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกจากหัวหน้าคนงานก็ดังแทรกขึ้นมาจากชั้นล่าง "คุณรวิศครับ! ทางวิศวกรโยธาตรวจพบปัญหาที่เสาเข็มโซน C ด่วนเลยครับ เหมือนจะมีน้ำซึมผ่านชั้นดินเข้ามา!" รวิศละสายตาจากใบหน้าบึ้งตึงของหญิงสาวทันที ความกังวลฉายชัดขึ้นในแววตาชั่วพริบตาก่อนจะถูกกลบด้วยความนิ่งขรึมตามวิสัยมืออาชีพ เขาคว้าหมวกนิรภัยสีขาวขึ้นสวมอย่างรวดเร็ว หันกลับมามองคนตัวเล็กที่ยังยืนฮึดฮัดอยู่กับกองกระดาษโมเดล "นั่งอยู่เฉยๆ ตรงนี้ อย่าซนไปจับอะไรที่มันจะทำให้ตึกถล่มใส่หัวคุณเข้าใจไหมครับ งานนี้เรื่องใหญ่กว่าที่คุณจินตนาการไว้เยอะ" พูดจบ สถาปนิกหนุ่มก็ก้าวยาวๆ ผละออกไปจากบริเวณนั้นทันที ทิ้งให้กรรณายืนกำหมัดแน่นด้วยความคับแค้นใจ "ปากจัดที่สุด!" เธอพึมพำกับตัวเองอย่างหัวเสีย ก่อนจะก้มลงมองซากโมเดลระเบียงโค้งที่เธอเพิ่งตัดค้างไว้ "เชอะ! คิดว่าฉันจะยอมแพ้ง่ายๆ เหรอ... อยากรู้นักว่าปัญหาน้ำซึมบ้าบออะไรนั่น จะเจ๋งกว่าอีโก้ของคุณรวิศสักแค่ไหนเชียว" ด้วยความอยากรู้อยากเห็นประกอบกับความดื้อรั้นส่วนตัว กรรณาตัดสินใจคว้าหมวกนิรภัยสีเหลืองของทีมงานที่วางอยู่บนเก้าอี้มาสวมลวกๆ แล้วเดินตามรอยฝีเท้าของชายหนุ่มไปยังโซน C ของอาคารที่กำลังก่อสร้าง ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในมุมอับสายตาและค่อนข้างมืดทึบ บรรยากาศรอบตัววังเวงและมีแต่ฝุ่นละออง กรรณาเดินลัดเลาะผ่านเสาปูนขนาดใหญ่ เสียงฝีเท้าของเธอก้องสะท้อนไปทั่วโครงสร้างคอนกรีตเปลือยเปล่า เธอพยายามมองหารวิศท่ามกลางกลุ่มคนงานที่กำลังวุ่นวายอยู่บริเวณหลุมเสาเข็ม แต่กลับพบว่าบริเวณมุมอับด้านหนึ่งของโซน C นั้นเงียบสงบอย่างน่าประหลาด ไร้เงาคนงาน มีเพียงแสงไฟฉุกเฉินสีส้มสลัวที่ส่องกระทบผนังปูนดิบๆ กรรณาขมวดคิ้วด้วยความสงสัย กำลังจะหันหลังเดินกลับ แต่เสียงทุ้มต่ำของใครบางคนที่ดังลอดมาจากซอกเสาปูนคู่ขนาดใหญ่กลับทำให้เธอต้องหยุดชะงักฝีเท้า "...แผนการรื้อถอนฐานรากเดิมถูกอนุมัติแล้วครับท่าน ถ้าเราปล่อยให้โปรเจกต์นี้เดินหน้าต่อ ความลับเรื่องรอยร้าวในโครงสร้างเก่าคงถูกขุดคุ้ยขึ้นมาแน่... จัดการตามแผนเดิมได้เลยครับ ไม่ต้องสนว่าสถาปนิกหัวรั้นคนนั้นจะคำนวณอะไรไว้" เสียงกระซิบที่เต็มไปด้วยความลับและเลศนัยทำให้กรรณาเบิกตากว้าง หัวใจกระตุกวูบด้วยความตกใจ เธอกลั้นหายใจ ค่อยๆ ก้าวเข้าไปใกล้ซอกเสานั้นอย่างเงียบเชียบที่สุดเพื่อพยายามมองให้เห็นหน้าผู้พูด ทว่า... ในจังหวะที่เธอกำลังจะชะโงกหน้าออกไปมองผ่านเสาปูน มือแกร่งคู่หนึ่งก็คว้าหมับเข้าที่ต้นแขนของเธออย่างรวดเร็วราวกับกรงเล็บเหยี่ยว แรงดึงอันมหาศาลกระชากเธอลอยหวือเข้าไปในมุมมืดของเสาอีกต้นทันที ก่อนที่ฝ่ามืออุ่นจัดจะปิดปากเธอไว้แน่นไม่ให้แม้แต่เสียงอุทานเล็ดลอดออกมา กลิ่นหอมสะอาดคุ้นเคยพร้อมกับความอบอุ่นที่แผ่ซ่านมาจากแผ่นอกกว้าง ทำให้กรรณาตื่นตระหนกยิ่งกว่าเดิม ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อเงยหน้าขึ้นสบเข้ากับดวงตาคมกริบในความมืด รวิศทำหน้าดุใส่เธอเป็นเชิงห้ามส่งเสียง ขณะที่ริมฝีปากหยักได้รูปขยับกระซิบแนบชิดใบหูของเธอจนลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอ ทำให้ขนลุกชันไปทั้งร่าง *"ถ้าไม่อยากตาย... ก็หุบปากแล้วอยู่นิ่งๆ ครับ ตัวแสบ"* ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนที่ 6 นี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมแพ้ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%