"ถ้าคุณคิดว่าการเงียบแล้วเดินหนี จะทำให้ข่าวลือพวกนั้นกลายเป็นเรื่องจริงน้อยลง คุณกำลังเข้าใจผิดถนัดเลยล่ะครับ คุณสถาปนิก"
น้ำเสียงของกรรณาไม่ได้ดัง แต่มันชัดเจนและบาดลึกพอที่จะทำให้รวิศที่กำลังจะก้าวเท้าพ้นประตูห้องทำงานต้องหยุดชะงัก แผ่นหลังกว้างภายใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอกนิ่งค้าง เขากำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่อึดอัดที่สุดในชีวิตการทำงาน ทั้งที่ตลอดชีวิตที่ผ่านมา รวิศจัดการทุกอย่างด้วยแปลนที่สมบูรณ์แบบและการคำนวณที่แม่นยำ แต่วันนี้... ข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์ลับระหว่างสถาปนิกหนุ่มมือรางวัลกับนักเขียนบทสาวตัวจี๊ด กลับแพร่สะพัดไปทั่วตึกราวกับไฟลามทุ่ง และที่แย่ที่สุดคือ สายตาของคนทั้งกองถ่ายกำลังจับจ้องมาที่พวกเขา
รวิศค่อยๆ หันกลับมา สีหน้าของเขายังคงความเรียบเฉยเยือกเย็นตามแบบฉบับของสถาปนิกผู้ควบคุมทุกอย่างได้เสมอ แต่ถ้าสังเกตให้ดี ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตากลับไหววูบอย่างควบคุมได้ยาก
"ผมไม่มีความจำเป็นต้องอธิบายอะไรกับเรื่องไร้สาระ" รวิศตอบเสียงเรียบ ปลายเสียงติดจะกระด้างเล็กน้อยตามสัญชาตญาณของการป้องกันตัวเอง "มันเป็นแค่การทำงานร่วมกัน ข่าวโคมลอยพวกนั้นอีกไม่กี่วันก็เงียบหายไปเอง คุณเองก็ควรจะรู้หน้าที่ของตัวเอง แทนที่จะมาต่อความยาวสาวยืดอยู่ตรงนี้"
กรรณาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตฉายแวววาวด้วยความไม่ยอมแพก้าวเข้าไปประชิดตัวเขาอีกนิด ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนเหลือแค่คืบ กลิ่นน้ำหอมจางๆ ประจำตัวของหญิงสาวลอยปะทะจมูก รวิศเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว มือหนาที่ซุกอยู่ในกระเป๋าางเกงเผลอกำเข้าหากันแน่นจนข้อต่องอขาว
"คำแก้ต่างของคุณนี่มันฟังไม่ขึ้นเอาเสียเลยนะครับ รวิศ" กรรณาเอียงคอเล็กน้อย ดวงตาจับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา "ถ้ามันเป็นแค่เรื่องไร้สาระ ทำไมหูของคุณถึงแดงแจ๋ขนาดนั้นล่ะครับตอนที่คนอื่นแซวเราเมื่อกี้?"
รวิศชะงักไปชั่วขณะ เขาเบือนสายตาหนีไปมองกรอบหน้าต่างกระจกใสที่สะท้อนภาพท้องยามบ่ายแทนการสบตาเธอโดยตรง ความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วขึ้นมาบนใบหน้าทำให้เขาอยากจะก ัดลิ้นตัวเองให้ตายเสียตรงนั้น ปากบอกว่าไม่แคร์ แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความร้อนรนที่พยายามกดทับไว้กำลังตีตื้นขึ้นมาอย่างน่าหงุดหงิด
"คุณคิดไปเอง" เขายังคงแข็งข้อ ปากเก่งสวนกลับทันควัน "ผมแค่... หงุดหงิดที่งานของเราต้องมาสะดุดเพราะเรื่องไร้สาระพวกนี้ต่างหาก เลิกมโนแล้วเอาเวลาไปแก้บทฉากที่สามให้มันจบเสียทีเถอะครับ"
"ปากแข็ง" กรรณาพึมพำเบาๆ แต่รวิศได้ยินชัดเจนทุกคำ หญิงสาวก้าวเข้าไปอีกก้าว บีบให้ร่างสูงต้องถอยหลังจนแผ่นหลังชนเข้ากับผนังห้องเย็นเฉียบ รวิศตกใจเล็กน้อยกับการจู่โจมนี้ เขายกมือขึ้นกั้นระหว่างตัวเธอกับเขาไว้ตามสัญชาตญาณ แต่กลายเป็นว่าท่าทางนั้นดูคล้ายกับว่าเขากำลังโอบล้อมเธอไว้ในอ้อมแขนกลายๆ
ดวงตาของทั้งคู่ประสานกันในระยะประชิด ความเงียบโรยตัวปกคลุมรอบกาย ท่ามกลางเสียงอึกทึกครึกโครมจากภายนอกห้องทำงาน ในวินาทีนี้โลกทั้งใบเหมือนจะหดแคบเหลือเพียงแค่คนสองคน รวิศมองริมฝีปากที่กำลังขยับเถียงเขาฉอดๆ แล้วพลانนึกไปถึงสัมผัสเมื่อคืนก่อน... สัมผัสที่เขาพยายามบอกตัวเองว่ามันเป็นเพียงอุบัติเหตุ แต่มันกลับฝังแน่นอยู่ในความทรงจำจนสลัดไม่หลุด
"ถ้ามันเป็นแค่เรื่องงาน..." กรรณาจงใจลดเสียงลงกระซิบแผ่วเบา ริมฝีปากบางเฉียบอยู่ห่างจากปลายคางของเขาเพียงแค่ไม่กี่เซนติเมตร "แล้วทำไมคุณถึงต้องคอยตามเช็คว่าผมกินข้าวหรือยังทุกวันด้วยล่ะครับ ท่านสถาปนิก?"
รวิศรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าวิ่งพล่านไปทั่วแผ่นหลัง ลมหายใจอุ่นๆ ของหญิงสาวรดรดอยู่บนลาดไหล่ทำให้สติที่สั่งสมมานานพังทลายลงในพริบตา เขาก้มมองเธอด้วยแววตาที่ซ่อนความคลั่งรักไว้ไม่มิดอีกต่อไป ความซึนที่เคยเป็นเกราะกำบังเริ่มแตกร้าวเป็นริ้วรอย
"ผมไม่ได้ตามเช็ค..." เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น "ผมแค่... กลัวว่างานจะพังเพราะคุณเป็นลมล้มพับไปต่างหาก"
"ปากแข็งเก่งเป็นที่หนึ่งเลยนะ" กรรณาอมยิ้มมุมปาก ดวงตาส่องประกายความเจ้าเล่ห์และรู้ทัน เธอขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนจมูกแทบจะชนกันอยู่รอมร่อ "งั้นลองพิสูจน์ให้ผมดูหน่อยสิครับ ว่าที่คุณพูดมาทั้งหมด... มันคือความจริงไม่ใช่ข้อแก้ตัว"
รวิศเบิกตากว้างเมื่อเงาร่างของหญิงสาวขยับเข้ามาประชิดยิ่งขึ้น หัวใจของเขาเต้นรัวเร็วจนน่ากลัว ความร้อนรนที่ปั่นป่วนในอกไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไป สัญชาตญาณดิบของชายหนุ่มสั่งให้เขาเลิกถอยหลัง มือที่เคยยกกั้นไว้ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นฝ่ายรวบเอวบางเข้าหาตัวโดยอัตโนมัติด้วยความลืมตัว กรรณาอุทานเบาๆ ด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเมื่อแผ่นหลังของเธอแนบชิดกับอกแกร่งผ่านเนื้อผ้า
ระยะห่างระหว่างริมฝีปากเหลือเพียงแค่เส้นยาแดงผ่าแปด ลมหายใจอุ่นร้อนผสานเป็นหนึ่งเดียว รวิศก้มมองริมฝีปากนุ่มที่เอาแต่เถียงเขาไม่หยุดด้วยสายตาที่ลุ่มลึกและเต็มไปด้วยความปรารถนาที่เก็บงำมานาน เขากำลังจะโน้มใบหน้าลงไปปิดปากช่างเจรจานั้นเพื่อหยุดคำพูดทุกอย่าง...
"พะ... พี่รวิศคะ! แย่แล้วค่ะ! แบบแปลนโครงสร้างตึก B ที่ส่งมาใหม่..."
เสียงตะโกนพร้อมกับแรงผลักประตูเปิดผางเข้ามาอย่างไร้มารยาทของเด็กฝึกงานสาว ทำให้ทั้งคู่สะดุ้งสุดตัว กรรณาผลักอกรวิศออกอย่างแรงด้วยใบหน้าแดงก่ำราวกับลูกตำลึงสุก ส่วนรวิศรีบผละถอยหลังจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ด้วยใบหน้าบึ้งตึงสนิท ดวงตาคมกริบหันไปตวัดมองผู้มาใหม่ด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่พุ่งจนเด็กฝึกงานแทบทรุดกองกับพื้น
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้กันมาโดยตลอดนะครับ
เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมแพ้•ตอนที่ 26
คำแก้ต่างที่ไม่มีใครเชื่อ
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมแพ้ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!