"ถ้าคุณยังก้าวล้ำเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของผมอีกก้าวเดียว งานโปรเจกต์นี้ถือว่ายกเลิก... ออกไปจากห้องทำงานของผมเดี๋ยวนี้ครับคุณกรรณา"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่มักจะใช้เอ่ยถ้อยคำเชือดเฉือน บัดนี้กลับเจือด้วยความตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคมกริบของรวิศวาวโรจน์ด้วยความกรุ่นโกรธระคนหวาดหวั่น ขณะที่ร่างสูงใหญ่ก้าวฉับๆ เข้ามาขวางประตูกลุ่มตู้ไม้สักโบราณเอาไว้เสียมิดชิด ราวกับมังกรหวงไข่ที่กำลังปกป้องสมบัติล้ำค่าชิ้นสุดท้ายในชีวิต
กรรณาชะงักฝีเท้า ปลายรองเท้าผ้าใบห่างจากร่างของสถาปนิกหนุ่มเพียงไม่กี่คืบ หญิงสาวไม่ถอยหลังแม้แต่น้อย เธอยังคงเชิดหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ แววตาดื้อรั้นฉายชัดความไม่เกรงกลัวต่อรังสีความเย็นชาที่เขาแผ่ออกมา
"ฉันแค่จะหาแฟ้มข้อมูลโครงสร้างบล็อกซีที่ตกหล่น คุณจำเป็นต้องทำหน้าเหมือนฉันกำลังจะเผาบ้านคุณด้วยเหรอคะคุณรวิศ" น้ำเสียงของเธอกลั้วเสียงหัวเราะในลำคอเล็กน้อย ทว่าหัวใจกลับเต้นรัวแรงขึ้นอย่างประหลาดเมื่อสังเกตเห็นเม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามไรผมของคนตรงหน้า
นี่ไม่ใช่ความโกรธปกติ... นี่คืออาการของคนที่มีความลับ และกำลังกลัวสุดขีดว่าความลับนั้นจะถูกเปิดโปง
ห้องเก็บของท้ายสำนักงานสถาปนิกแห่งนี้ ไม่เคยเปิดให้ใครเข้ามาทำความสะอาดร่วมครึ่งปี ฝุ่นละอองหนาทึบที่ลอยวนอยู่ในอากาศยามแสงไฟสลัวสาดส่อง ยิ่งขับเน้นบรรยากาศอึมครึมชวนอึดอัด กลิ่นกระดาษเก่าและกลิ่นอับของสนิมเหล็กผสมปนเปกันจนน่าเวียนหัว แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของนักเขียนบทสาวผู้ช่างสังเกตกลับไม่ใช่กองแปลนงานออกแบบโบราณ หากแต่เป็นกล่องไม้สนสีเข้มที่ถูกผลักเข้าไปหลบมุมลึกที่สุด ล็อคด้วยแม่กุญแจตัวใหญ่ และมีคราบน้ำตาจางๆ บนกรอบรูปที่คว่ำหน้าอยู่ข้างกัน
รวิศกรามกระตุกแน่น สันจมูกโด่งเป็นสันนูนขึ้นตามแรงอารมณ์ที่พยายามกดข่ม มือหนากำเข้าหากันจนข้อต่องอขาว
"เรื่องงาน เอกสารทุกชิ้นผมจัดระเบียบไว้ที่โต๊ะทำงานด้านนอก ไม่มีความจำเป็นอะไรที่คุณต้องมาคุยหาเรื่องใส่ตัวในที่แบบนี้... กลับออกไปซะ" เขาออกคำสั่ง เสียงทุ้มห้วนและแหบพร่าเล็กน้อย
"แต่ฉันคิดว่าเอกสารสำคัญมันน่าจะอยู่ในนี้นะคะ..." กรรณาจงใจเบี่ยงสายตาเลยไหล่กว้างของเขาไปยังกล่องไม้สนใบนั้น "ดูคุณจะหวงของชิ้นนี้เอามากๆ เลยนี่คะ หรือว่ามันมีความลับอะไรที่คุณไม่อยากให้ใครเห็น... หรือไม่อยากให้*ฉัน*เห็นกันแน่"
ประโยคหลังเธอลดเสียงลงต่ำ จงใจโน้มใบเข้าไปใกล้เขาอีกนิด กลิ่นน้ำหอมจางๆ ประจำตัวของหญิงสาวลอยปะทะนาสิกของคนตัวโต รวิศผะوَกถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณเมื่อแผ่นหลังชนเข้ากับบานตู้ไม้พอดี ทว่าสายตาคมยังคงดุดันและจดจ้องเธอเขม็งราวกับสัตว์ป่าบาดเจ็บที่ถูกต้อนจนมุม
"คุณไม่มีสิทธิ์มาWanderlustในพื้นที่ความทรงจำของคนอื่น คุณกรรณา... คนอย่างคุณวันๆ สนแต่พล็อตนิยายเพ้อเจ้อ จะไปเข้าใจอะไรกับความสูญเสีย"
คำพูดแทงใจดำนั้นไม่ได้ทำให้กรรณาถอดใจ ตรงกันข้าม... มันกลับจุดประกายความอยากรู้อยากเห็นในฐานะคนเขียนบทผู้เจาะลึกจิตDพฤติกรรมมนุษย์ เธอเคยผ่านการสัมภาษณ์อาชญากรและคนมีปมมานับไม่ถ้วน สายตาแบบนี้ อาการระแวดระวังภัยแบบนี้ มันไม่ใช่ความเย็นชาธรรมดา แต่มันคือเกราะกำบังของคนที่เคยแตกสลายจนไม่กล้าเปิดใจให้ใครอีก
"งั้นเหรอคะ? คนเพ้อเจ้ออย่างฉันคงไม่มีทางเข้าใจหรอกว่าทำไมสถาปนิกผู้เก่งกาจและเย่อหยิ่ง ถึงต้องมานั่งเก็บตัวเงียบๆ ในห้องนี้ แล้วร้องไห้หน้ากรอบรูปที่คว่ำไว้ทุกๆ คืนวันที่สิบห้าของเดือน"
เพล้ง!
ประโยคราวดาบคมกริบกรีดผ่านความเงียบงัน รวิศช็อกค้าง ดวงตาเบิกกว้างขึ้นวูบหนึ่ง สีหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนจากเกรี้ยวกราดเป็นซีดเผือดในเสี้ยววินาที ร่างกายที่เคยแข็งกร้าวราวกับกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กทรุดฮวบลงเล็กน้อย ราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจ ความลับที่เขาใช้เวลาหลายปีในการฝังกลบ ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาพูดหน้าตาเฉยโดยผู้หญิงปากจัดคนนี้
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าอึดอัด มีเพียงเสียงลมหายใจหอบสะท้านของคนทั้งคู่ที่ดังแข่งกัน
รวิศไม่ได้เอ่ยปากไล่เธออีกต่อไป สันกรามของเขาสั่นระริก มือหนายื่นออกไปคว้าขอบตู้ไม้ไว้แน่นเพื่อพยุงร่างตัวเองไม่ให้แสดงความอ่อนแอออกมาต่อหน้าเธอ แววตาที่เคยมั่น
"คุณ... รู้ได้ยังไง..." เสียงแหบพร่าหลุดลอดริมฝีปากหยักที่เม้มเข้าหากันแน่น
"ฉันเป็นนักเขียนบทค่ะ หน้าที่ของฉันคือการอ่านมนุษย์ให้ออกก่อนที่จะเขียนตัวละครขึ้นมาสักตัว..." กรรณาผ่อนน้ำเสียงลงเล็กน้อย ความแข็งกร้าวในแววตาถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกบางเบาที่เจ้าตัวก็ไม่อาจนิยามได้ "และคุณ... รวิศคะ คุณกำลังทรมานตัวเองด้วยการขังตัวเองไว้ในอดีตที่แก้ไขไม่ได้"
หญิงสาวก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีการขัดขวาง ไม่มีเสียงตวาดไล่ รวิศยืนนิ่งเป็นหิน ปล่อยให้เธอยืนประจันหน้าในระยะประชิด กลิ่นอายความเศร้าสร้อยที่แผ่ออกมาจากตัวเขารุนแรงเสียจนกรรณาเผลอยื่นมือออกไป ปลายนิ้วเรียวแตะลงบนแขนเสื้อเชิ้ตของเขาอย่างแผ่วเบาเพื่อปลอบประโลมโดยไม่รู้ตัว
"ถ้ามันเจ็บปวดนัก ทำไมไม่ลองเปิดมันออกมาล่ะคะ การแบกมันไว้คนเดียวแบบนี้... เซฟโซนที่คุณสร้างขึ้นมา มันไม่ได้ปกป้องคุณหรอกนะ แต่มันกำลังฆ่าคุณให้ตายทั้งเป็นต่างหาก"
สถาปนิกหนุ่มก้มมองมือนุ่มที่วางอยู่บนแขนของเขา สัมผัสอุ่นซ่านนั้นแทรกซึมผ่านเนื้อผ้าเข้ามาถึงหัวใจที่ด้านชามาเนิ่นนาน ดวงตาคู่คมเงยขึ้นสบตากับดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง หัวใจของเขากำลังเต้นรัวระทึกด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด มันทั้งกลัว หวาดหวั่น และโหยหาการถูกปลดปล่อยในเวลาเดียวกัน
รวิศสูดหายใจเข้าลึก รวบรวมความกล้าที่จะพังทลายกำแพงที่ตัวเองสร้างขึ้นมาตลอดชีวิต มือหนาเอื้อมไปที่กุญแจดอกเล็กที่ห้อยอยู่กับสร้อยคอใต้ร่มผ้า นิ้วมือสั่นเทาขณะไขแม่กุญแจกล่องไม้สนใบนั้นช้าๆ เสียงสプリングดีดตัวดังคลิกท่ามกลางความเงียบงัน
กรรณาถือลมหายใจรอคอย เธอกำลังจะไขปริศนาทั้งหมดของสถาปนิกปากจัดคนนี้
ทว่า... ก่อนที่ฝากล่องไม้จะถูกเปิดออกจนสุด เสียงเคาะประตูด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้งติดกัน ตามด้วยเสียงทุ้มคุ้นเคยของบุคคลที่สามที่ก้าวเข้ามาโดยไม่รอให้เจ้าของบ้านอนุญาต
"ไอ้วิศ! มึงอยู่ข้างในหรือเปล่า กูเอาแปลนงานใหม่มาให้ตรวจ... อ้าว เฮ้ย! ทำไมพวกมึงสองคนมาอยู่ในสภาพนี้วะเนี่ย!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนที่ 9 นี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมแพ้•ตอนที่ 9
ปมในใจของสถาปนิก
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมแพ้ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!