"ถ้าคุณยังมองโครงสร้างบทนี้ด้วยตรรกะทางวิศวกรรมแข็งกระด้างแบบนั้น อีกสิบชาติก็ไม่มีทางเข้าใจหัวใจของตัวละครหรอกนะครับ, คุณรวิศ"
ปลายปากกาในมือของกรรณาถูกวางกระแทกกับโต๊ะไม้สักเสียงดังสนั่น ลบความเงียบงันภายในห้องทำงานส่วนตัวของสำนักงานสถาปนิกให้พังทลายลงในพริบตา รวิศไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นจากแบบแปลนสามมิติที่เขากำลังแก้อยู่บนจอคอมพิวเตอร์ สันจมูกโด่งเป็นคมนั่นเชิดขึ้นเล็กน้อยด้วยความรั้นระคนรำคาญใจ
"และถ้าคุณยังใช้จินตนาการเพ้อเจ้ออย่างไร้ขอบเขตมาเป็นตัวขับเคลื่อนพล็อต โครงการอาคารวัฒนธรรมชุมชนนี้คงพังไม่เป็นท่าก่อนตอกเสาเข็มต้นแรกเสียอีกครับ, คุณนักเขียนบท" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่าบาดลึกจนคนฟังอยากจะหยิบไม่บรรทัดเหล็กฟาดหัวสักทีสองที
นี่คือสมรภูมิย่อยๆ ที่เกิดขึ้นเป็นประจำตลอดสัปดาห์ หลังจากที่ผู้จัดละครบีบให้สถาปนิกจอมเนี๊ยบกับนักเขียนบทสาวหัวรั้นต้องมานั่งทำงานร่วมกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อหาจุดบรรจบระหว่าง 'พื้นที่ใช้สอย' และ 'พื้นที่ความรู้สึก'
กรรณาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสายตาจ้องมองร่างสูงที่นั่งไขว่ห้างอยู่หลังโต๊ะทำงานอย่างเอาเรื่อง เธอไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร ยิ่งเจอสายตานิ่งสนิทที่ประเมินค่าเธอเป็นแค่ตัวปัญหาแบบนั้น ยิ่งทำให้ไฟในตัวลุกโชน
"คุณคิดว่าตัวเองควบคุมทุกอย่างได้สมบูรณ์แบบงั้นสิครับ? ชีวิตคนเรามันไม่ได้มีเส้นกริดตั้งฉากเก้าสิบองศาเหมือนแบบแปลนพวกนั้นหรอกนะรวิศ ช่องว่างระหว่างบรรทัดต่างหากคือสิ่งที่มนุษย์หายใจอยู่" เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูงโน้มตัวลงค้ำโต๊ะทำงาน สายตาจู่โจมด้วยความดื้อรั้นเต็มพิกัด
รวิศถอนหายใจยาวนาน เขาค่อยๆ เลื่อนสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ขึ้นมาสบตากับหญิงสาวที่ยืนประจันหน้า ระยะห่างระหว่างกันในตอนนี้ใกล้เสียจนได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้จางๆ จากตัวเธอ กลิ่นที่เขามักจะเผลอสูดดมเข้าปอดทุกครั้งที่เธอเดินเข้ามาใกล้โดยไม่รู้ตัว
"คุณเข้าใจคำว่า 'ความปลอดภัย' น้อยเกินไปครับกรรณา" รวิศเอ่ยเสียงแผ่วลง ความเย็นชาในแววตาเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยร่องรอยความอ่อนล้าบางเบาที่ยากจะคาดเดา "ทุกเส้นสายที่ผมขีด ทุกเสาที่ผมคำนวณ ไม่ได้ทำไปเพื่อความสวยงาม... แต่เพื่อปกป้องไม่ให้สิ่งที่อยู่ข้างในพังทลายลงมาต่างหาก"
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปฉับพลัน ความเกรี้ยวกราดเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเงียบงันที่กดทับหัวใจ กรรณาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นแววตาคู่นั้น แววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวลึกๆ ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกที่เย่อหยิ่งและเจ้าระเบียบ เธอเคยคิดว่าเขาเป็นแค่ผู้ชายใจร้ายปากจัดที่เกลียดความยุ่งเหยิง แต่วินาทีนี้... เธอกลับมองเห็นรอยร้าวบางอย่างในตัวตนของเขา
"กลัวเหรอครับ..." กรรณาเอ่ยเสียงเบาลง ความดื้อรั้นในแววตาลดระดับลงเหลือเพียงความสงสัยใคร่รู้ "คุณกลัวอะไรกันแน่รวิศ กลัวตึกถล่ม หรือกลัวว่าถ้าปล่อยให้ชีวิตมันนอกกรอบ... คุณจะควบคุมมันไม่ได้จนสูญเสียใครบางคนไปอีก?"
คำพูดนั้นราวกับลูกศรที่พุ่งตรงเข้าเป้า รวิศชะงักกึก กรามคมขบเข้าหากันแน่นจนสันนูนขึ้นมา ดวงตาคมกริบไหววูบไปชั่วขณะก่อนจะกลับมาเย็นชาดังเดิม เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงใหญ่กดดันบรรยากาศรอบตัวให้แคบลงจนกรรณาต้องผถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
"คุณล้ำเส้นเกินไปแล้วครับ" น้ำเสียงของเขาแหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด
"ถ้าฉันไม่ล้ำเส้นเข้ามา... คุณก็จะขังตัวเองอยู่ในกรงกระจกใสที่ไม่มีวันสัมผัสโลกภายนอกแบบนี้ไปตลอดชีวิตนั่นแหละครับ" กรรณาเชิดหน้าขึ้นสู้ แม้หัวใจจะเต้นรัวด้วยความประหม่าจากระยะประชิดนี้ "ฉันไม่ใช่แบบแปลนของคุณ และฉันไม่มีวันยอมจำนนให้กับกฎเกณฑ์บ้าๆ ที่คุณสร้างขึ้นเพื่อป้องกันตัวเองหรอกนะ"
รวิศจ้องมองริมฝีปากที่ขยับเถียงไม่หยุดนั้นด้วยความรู้สึกที่ตีรวนในอก ความโกรธ ความฉุนเฉียว และความรู้สึกพ่ายแพ้ที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน ผู้หญิงคนนี้ช่างดื้อด้าน ดื้อรั้น และไร้ซึ่งความเกรงกลัวต่อความสุขุมเยือกเย็นที่เขาสั่งสมมานานนับปี ร้ายกาจที่สุดคือ... เธอสามารถมองทะลุกำแพงหนาเตอะที่เขาใช้ปกป้องหัวใจได้ด้วยสายตาคู่เพียงคู่เดียว
"คนดื้อรั้นอย่างคุณ... สมควรโดนลงโทษรู้ไหมครับ" รวิศก้าวเข้าไปประชิดตัวรวดเร็วจนกรรณาไม่ทันตั้งตัว แผ่นหลังบางชนเข้ากับชั้นหนังสือด้านหลังอย่างจัง รวิศใช้มือข้างหนึ่งยันชั้นหนังสือไว้ กักตัวเธอไว้ในวงแขนอย่างสมบูรณ์ ปลายจมูกคมสันห่างจากแก้มใสเพียงคืบเดียว
กรรณาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ลมหายใจอุ่นร้อนที่รดรินอยู่ใกล้แค่เอื้อมทำให้สมองเธอรวนเรไปหมด "คุณ... คุณจะทำอะไร ถอยไปนะ!"
"ผมไม่ได้จะทำอะไรครับ... แค่อยากพิสูจน์ให้คุณเห็นว่า โลกนอกกรอบที่คุณพูดถึงน่ะ มันอันตรายขนาดไหน" รวิศกระซิบชิดริมหู เสียงทุ้มต่ำพร่าพร่าสั่นระริกสะท้อนความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามกดทับมาตลอด
หัวใจของกรรณาเต้นรัวระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก เคมียามที่ทั้งคู่ปะทะฝีปากกันบัดนี้เปลี่ยนรูปเป็นความวาบหวามที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย เธอพยายามจะดันอกแกร่งออก แต่รวิศกลับยิ่งโน้มตัวลงมาใกล้ขึ้น แววตาคู่คมจดจ้องริมฝีปากเธอนิ่งนานราวกับกำลังชั่งใจบางอย่างที่หนักหนา
ขณะที่บรรยากาศกำลังระอุถึงขีดสุด เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างไม่มีมารยาท
"เฮ้ย รอดูนี่ดิ... อ้าว โทษที! กูไม่ได้ตั้งใจขัดจังหวะ!" เสียงทุ้มของ 'ธนวินท์' เพื่อนสนิทและหุ้นส่วนบริษัทดังขึ้นพร้อมกับผลักประตูเข้ามาเต็มแรง รวิศผละตัวออกจากกรรณาอย่างรวดเร็วดั่งต้องไฟลวก ใบหน้าคมคายกลับมาเรียบสนิทราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขณะที่กรรณารีบจัดเสื้อผ้าและแว่นตาของตัวเองด้วยความเขินอายจนใบหน้าร้อนผ่าว
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนที่ 8 นี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมแพ้•ตอนที่ 8
คำนิยามของคนดื้อ
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมแพ้ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!