เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมแพ้•ตอนที่ 14

อุปสรรคจากเบื้องบน

ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
"งบถูกหั่นลงสามสิบเปอร์เซ็นต์... นี่คุณล้อเล่นใช่ไหมครับท่านประธาน" เสียงทุ้มต่ำของรวิศดังลอดไรฟัน แววตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาKINที่เขาสวมอยู่ฉายแววคุกรุ่นจนอุณหภูมิห้องประชุมแทบติดลบ ฝ่ามือหนากำเอกสารงบประมาณในมือแน่นจนกระดาษราคาแพงยับยู่ยี่ ในห้องประชุมใหญ่ของบริษัทโปรดักชัน ชั้นยี่สิบสี่ที่มองเห็นวิวกรุงเทพฯ ยามบ่ายอันอึมครึม บรรยากาศตึงเครียดเสียยิ่งกว่าเส้นลวดสลิงที่รับน้ำหนักเกินพิกัด "ผมไม่ได้ล้อเล่นครับคุณรวิศ" ผู้อำนวยการฝ่ายลงทุนถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้าเรียบเฉยแต่แฝงความหนักใจ "ทางบอร์ดบริหารชุดใหม่มองว่าโครงสร้างดีไซน์เซฟโซนของคุณมัน... เกินความจำเป็นสำหรับโปรเจกต์ซีรีส์อิงประวัติศาสตร์เรื่องนี้ งบก่อสร้างฉากและโครงสร้างสถาปัตยกรรมจำลองจึงถูกตีตก คุณก็รู้ว่าช่วงนี้สถานการณ์เศรษฐกิจมันเป็นยังไง" รวิศแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากอย่างเย้ยหยัน "เกินความจำเป็น? โครงสร้างที่ผมคำนวณความปลอดภัยและสุนทรียศาสตร์มาเป็นเดือนเนี่ยนะ? ถ้าตัดงบส่วนนี้ โครงสร้างเซฟโซนของตัวละครเอกจะไม่เหลือความแข็งแรงพอที่จะรองรับการถ่ายทำฉากแอ็กชันใหญ่ในตอนท้ายได้ด้วยซ้ำ!" "แต่มันคือคำสั่ง..." "คำสั่งที่มาจากคนที่ไม่เคยแม้แต่จะก้าวเท้าลงมาดูหน้างานจริงน่ะเหรอครับ!" รวิศตอกกลับเสียงดังขึ้นโดยไม่เกรงใจตำแหน่งใหญ่โตของอีกฝ่าย เขาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์กรุ่นโกรธที่พุ่งพล่าน ระเบียบวินัยในใจถูกความหงุดหงิดแผดเผาจนเกือบมอดไหม้ หากโปรเจกต์นี้ถูกระงับ หรือดีไซน์ถูกลดทอนจนเสียคุณค่า นั่นเท่ากับว่าสิ่งที่เขากับยัยนักเขียนบทหัวรั้นคนนั้นช่วยกันฟูมฟักมามันจะพังไม่เป็นท่า "ถ้าคุณรวิศยืนกรานจะเอาตามแบบเดิม ทางเราก็คงต้องพิจารณา... 'ระงับ' โครงการนี้ไว้ก่อนครับ" คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางศีรษะ รวิศชะงักไป ดวงตาคมกวาดมองเอกสารตรงหน้าอีกครั้ง สมองสถาปัตย์ที่เคยประมวลผลอย่างแม่นยำกลับว่างเปล่าชั่วขณะ ระงับงั้นหรือ? เขาไม่อมยิ้ม ไม่โวยวายต่อ แต่ความนิ่งงันของเขากลับน่ากลัวยิ่งกว่าพายุ ร่างสูงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง โค้งศีรษะให้คณะกรรมการด้วยมารยาทอันเย็นชา ก่อนจะหมุนตัวเดินดุ่มๆ ออกจากห้องประชุมโดยไม่แม้แต่จะเหลียวกลับมามอง เสียงฝีรเท้าหนักแน่นกระทบพื้นกระเบื้องดังสะท้อนเป็นจังหวะเดียวกับหัวใจที่กำลังเต้นเร้าด้วยความร้อนรุ่ม ให้ตายสิ... แล้วเขาจะไปบอกยัยนักเขียนปากกล้าคนนั้นยังไง! สิบนาทีต่อมา ณ คาเฟ่กึ่งสตูดิโอชั้นล่างของตึก กรรณา นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาผ้ากำมะหยี่สีเขียวเข้ม มือข้างหนึ่งถือแก้วกาแฟดำเย็นจัด อีกข้างกำลังเคาะปากกาลงบนไอแพดอย่างอารมณ์ดี ชุดเอี๊ยดกางเกงยีนทับด้วยเสื้อยืดสีขาวลายกราฟิกกวนๆ ยิ่งขับให้เธอดูเหมือนเด็กสาวมัธยมปลายมากกว่านักเขียนบทมือรางวัล ทว่าแววตาซุกซนคู่รั้นนั้นกลับฉลาดเป็นกรด ทันทีที่เห็นร่างสูงของสถาปนิกหนุ่มเดินเข้ามาด้วยใบหน้าบึ้งตึงราวกับแบกโลกไว้ทั้งใบ กรรณาชะงักมือที่กำลังพิมพ์ หรี่ตามองพิจารณาอาการผิดปกติทันที "หน้าตาเหมือนคนอกหักหรือเป็นหนี้ก้อนโตเลยนะคุณสถาปนิก" กรรณาเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงยียวน กวนประสาทตามเคย "หรือว่าแบบแปลนเซฟโซนของฉันมันล้ำยุคเกินกว่าสมองอันคับแคบของคุณจะเข้าใจ จนโดนบอร์ดสวดกลับมาล่ะ" รวิศทิ้งตัวลงนั่งตรงข้ามอย่างแรงจนแก้วน้ำบนโต๊ะสั่นไหว เขาสบตาเธอนิ่ง ผ่านเลนส์แว่นสายตาคู่นั้นไม่มีรอยยิ้มล้อเล่นแม้แต่น้อย มีเพียงความอึดอัดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีเยตรึง "ปากเก่งให้มันตลอดเถอะคุณกรรณา" รวิศเสียงลอดไรฟัน น้ำเสียงเรียบสนิทแต่หนักแน่น "เพราะตอนนี้ สิ่งที่คุณเพ้อเจ้อใส่กระดาษมา มันกำลังจะกลายเป็นหมัน" กรรณาขมวดคิ้วทันที วางไอแพดลงบนโต๊ะเสียงดัง "หมายความว่ายังไง?" "งบสร้างฉากเซฟโซนถูกหั่นลงสามสิบเปอร์เซ็นต์" รวิศเอ่ยตรงไปตรงมา ไม่คิดจะอ้อมคอมให้เสียเวลา "และถ้าเราหาทางแก้ไม่ได้ภายในสัปดาห์นี้... โปรเจกต์นี้จะถูก 'ระงับ' อย่างถาวร" ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่รอบตัวชั่วขณะ รอยยิ้มกวนๆ บนใบหน้าของกรรณาหายวับไปทันที ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความดื้อรั้นที่ฉายชัดในแววตา "ระงับเหรอ? บ้าหรือเปล่า!" กรรณาโพล่งออกมาเสียงดังจนลูกค้าโต๊ะข้างๆ หันมามอง "นี่มันโปรเจกต์ไฮไลต์ประจำปีของช่องนะ! พวกเขาเอาสมองส่วนไหนคิดถึงมาตัดงบส่วนหัวใจของเรื่องแบบนี้เนี่ย!" "สมองส่วนที่คิดถึงแต่ผลกำไรและความคุ้มค่าในกระดาษไงครับ" รวิศสวนกลับด้วยน้ำเสียงประชดประชัน แม้ในใจจะเห็นด้วยกับเธอทุกประการ "คุณคิดว่าไงล่ะ ยัยนักเขียนผู้ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร จินตนาการไร้กรอบของคุณน่ะ จะช่วยเสกงบอีกสามสิบเปอร์เซ็นต์ที่หายไปให้งอกเงยขึ้นมาได้ไหม" กรรณาตวัดสายตาคมกริบมามองเขาอย่างไม่พอใจ "นี่คุณกำลังประชดฉันเหรอคุณรวิศ แทนที่จะมานั่งแขวะกัน หาทางออกร่วมกันดีกว่าไหม! คุณเป็นสถาปนิกมือหนึ่งไม่ใช่เหรอ ดีไซน์มันใหม่สิ ปรับลดวัสดุแต่คงโครงสร้างความหมายเดิมไว้ไม่ได้หรือยังไง" "คุณพูดง่ายนี่!" รวิศเผลอตวาดกลับเสียงดังเล็กน้อย ความเครียดสะสมทำให้เขาควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ไม่ดีนัก "สถาปัตยกรรมมันไม่ใช่บทละครที่คุณจะลบแล้วเขียนใหม่ได้ตามใจชอบนะกรรณา! ทุกเส้นที่ผมลาก ทุกเสาที่ผมคำนวณ มันคือน้ำหนัก ความปลอดภัย และความหมาย! ถ้าลดวัสดุลงตามที่พวกมันต้องการ ฉากนั้นจะกลายเป็นแค่ฉากกระดาษทิชชูที่พังได้ด้วยลมพัดครั้งเดียว!" กรรณาชะงักไปเมื่อเห็นรวิศแสดงอารมณ์รุนแรงขนาดนี้ ปกติแล้วผู้ชายตรงหน้าเธอจะเป็นคนเจ้าระเบียบ เย็นชา และควบคุมทุกอย่างให้อยู่ในกรอบเสมอ การที่เขาหลุดอาการหัวเสียและใช้น้ำเสียงตัดพ้อแบบนี้ แสดงว่าสถานการณ์มันเกินกว่าที่เขาจะรับมือไหวจริงๆ หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึก ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่น เธอขยับตัวเข้าไปใกล้โต๊ะอีกนิดโน้มตัวเข้าหาเขา ดวงตาสองคู่ประสานกันในระยะประชิดจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ "ถ้ามันยากนัก..." กรรณาเอ่ยเสียงเบาลง แต่หนักแน่นทุกถ้อยคำ "เราก็ไม่ต้องไปงอนง้อเงินพวกนั้น" รวิศขมวดคิ้ว "คุณพูดเรื่องอะไร?" "ฉันบอกว่า..." กรรณาเว้นจังหวะ มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความบ้าบิ่นและท้าทายแบบที่เขาเกลียดนักหนา แต่ก็น่ามองเป็นบ้า "ในเมื่อพวกเขากล้าตัดงบ งั้นเราก็มาหาเงินสร้างมันเองสิ" "หาเอง?" รวิศทวนคำอย่างเหลือเชื่อ "คุณคิดว่านี่คือโปรเจกต์ระดมทุนทำหนังสั้นอินดี้มอปลายหรือไงกรรณา มันคืองานก่อสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่ใช้งบหลักสิบล้านนะคุณ!" "แล้วไงล่ะ?" กรรณาเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ แววตาเป็นประกายวาวโรจน์ด้วยความท้าทาย "ถ้าบอร์ดบริหารตาถ่อมองไม่เห็นคุณค่าของ 'เซฟโซน' ที่เราสร้าง งั้นเราก็เปิดระดมทุนจากแฟนคลับ จากกลุ่มคนที่อินกับบทละครของฉัน และชื่นชมงานดีไซน์โรคจิตเจ้าระเบียบของคุณสิ! ทำเป็นโปรเจกต์พิเศษร่วมทุนระหว่างครีเอเตอร์กับผู้ชม... คุณกล้าพอที่จะเดิมพันกับฉันไหมล่ะ คุณสถาปนิกปากจัด" คำพูดนั้นทำให้รวิศนิ่งงันไป สมองที่เคยตันสนิทกลับเริ่มประมวลผลข้อเสนอสุดบ้าบิ่นของหญิงสาวตรงหน้า ความคิดของเธอมันเหลەไหลสิ้นดี แต่มันก็... น่าสนใจอย่างประหลาด รวิศมองใบหน้าเรียวที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ท่าทางดื้อรั้นที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร ไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายแค่ไหน ผู้หญิงคนนี้มักจะมีลูกบ้าโผล่มาให้เขาได้ปวดหัวและประหลาดใจเสมอ เขากระตุกยิ้มมุมปาก ช ายหนุ่มเอนหลังพิงพนักโซฟา สายตาคมกวาดมองสำรวจคนตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยแววตากรุ้มกริ่มที่ซ่อนความคลั่งรักไว้มิดชิด "บ้าสิ้นดี..." รวิศพึมพำเสียงต่ำ "แต่ก็น่าสนุกดีนี่ครับ" กรรณาชะงักเมื่อเห็นรอยยิ้มนั้น หัวใจเจ้ากรรมกระตุกวูบอย่างไม่มีเหตุผลเมื่อระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงเหลือเพียงคืบเดียว กลิ่นอายความเป็นผู้ชายและความอบอุ่นเจือความดุดันจากตัวเขากำลังโอบล้อมเธอไว้จนแทบหายใจไม่ออก ทว่า ก่อนที่ทั้งคู่จะได้เอื้อnเอ่ยอะไรไปมากกว่านั้น เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของรวิศก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูจางๆ นั้นลงเสียก่อน รวิศขมวดคิ้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู หน้าจอแสดงเบอร์โทรเข้าจากเลขานุการส่วนตัวของประธานบริษัท แจ้งเตือนสั้นๆ แต่เฉียบขาด *“คุณรวิศคะ... ทางบอร์ดบริหารเปลี่ยนใจแล้วค่ะ พวกเขาเรียกประชุมด่วนตอนนี้เลย บอกว่ามีนักลงทุนปริศนารายใหญ่เพิ่งติดต่อเข้ามาขอซื้อลิขสิทธิ์และเติมงบส่วนที่ขาดให้ทั้งหมดแบบเต็มจำนวนค่ะ!”* รวิศชะงักไป ดวงตาคมกริบเบนกลับมามองกรรณาที่นั่งกอดอกทำหน้าสงสัยอยู่ตรงหน้าทันที นักลงทุนปริศนารายใหญ่งั้นเหรอ? ในเวลาไล่เลี่ยกันขนาดนี้... มันจะเป็นเรื่องบังเอิญเกินไปหน่อยไหม รวิศกดวางสาย ชายหนุ่มหรี่ตามองคนตรงหน้าอย่างจับผิด รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปากหยักลึก ขณะที่กรรณากะพริบตาปริบๆ ทำเป็นมองไปทางอื่นอย่างมีพิรุธ "คุณกรรณา..." รวิศเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ ลากเสียงยาวอย่างรู้ทัน "บอกผมมาซะดีๆ ว่าคุณไปแอบทำอะไรลับหลังผมอีกแล้ว" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนที่ 14 นี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมแพ้ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%