เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมแพ้•ตอนที่ 13

ระยะห่างที่เริ่มแคบลง

ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
"ถ้าคุณยังยืนกรานจะเขียนให้ตัวละครพระเอกกระโดดตึกหนีปัญหาแบบนี้ ผมแนะนำให้ไปเขียนนิยายแฟนตาซีขายหัวเราะเถอะครับ กรรณา" เสียงทุ้มต่ำที่เจือความหงุดหงิดจางๆ ดังขึ้น ท่ามกลางกองกระดาษร่างแบบแปลนและแก้วกาแฟที่เย็นชืดบนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ รวิศขยับแว่นสายตาเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบหลังเลนส์กรอบบางมองตรงไปยังหญิงสาวที่นั่งกอดอกพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีไม่ยอมแพ้ กรรณาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตฉายแววพยศเด่นชัด เธอยืดตัวตรงแล้วเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่เกรงกลัวรังสีความเย็นชาที่อีกฝ่ายแผ่ออกมา "แล้วถ้าคุณสถาปนิกผู้เคร่งครัดในกฎเกณฑ์อย่างคุณ ใช้สมองส่วนตรรกะอันแข็งกระด้างคิดสักนิด คุณก็จะรู้ว่ามนุษย์เราไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยตัวเลข 45 องศาหรือเสาเข็มลึกสี่สิบเมตรหรอกนะคะ ชีวิตคนเรามันพังได้เพราะความรู้สึก และบางครั้ง... การกระโดดลงมามันอาจจะง่ายกว่าการทนอยู่เพื่อพังทีละนิดก็ได้" รวิศขมวดคิ้วมุ่น นิ้วเรียวยาวที่กำลังถือปากกาหมึกซึมชะงักกึก เขาพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ อย่างระอา แต่ถ้าสังเกตให้ดี ภายในแววตาคู่นั้นกลับไม่ได้มีความโกรธเคืองแม้แต่น้อย กลับมีประกายความท้าทายที่ถูกจุดขึ้นเงียบๆ ต่างหาก นี่คือค่ำคืนที่สามติดต่อกันแล้วที่ห้องทำงานส่วนตัวของสำนักงานสถาปนิก กลายเป็นสนามประลองยุทธ์ขนาดย่อมระหว่าง "สถาปนิกปากจัด" กับ "นักเขียนบทสาวหัวรั้น" เพื่อเคาะโครงสร้างซีรีส์เรื่องใหม่ที่ต้องทำงานร่วมกัน "คุณกำลังใช้ความดราม่าสิ้นคิดมากลบเกลื่อนรอยต่อของโครงสร้างบท" รวิศวางปากกาลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่น เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานฝั่งที่เธอนั่งอยู่ "ในฐานะที่ผมต้องเป็นคนดีไซน์พื้นที่ให้ตัวละครพวกนี้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ผมไม่มีทางปล่อยให้คุณสร้างบ้านที่ 'รากฐานห่วยแตก' แบบนี้เด็ดขาด" "รากฐานห่วยแตกเหรอคะ?" กรรณาดีดตัวลุกขึ้นยืนเผชิญหน้า ความสูงที่ต่างกันไม่ได้ทำให้เธอย่อท้อเลยแม้แต่น้อย เธอก้าวเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกับแผงอกกว้างภายใต้เสื้อเชิ้ตสีเข้ม "คุณต่างหากที่ไม่ยอมเข้าใจ 'หัวใจ' ของมนุษย์ เอาแต่ก้มหน้าคำนวณคานรับน้ำหนัก จนลืมไปว่าคนเราบางครั้งก็อยากพังทลายเพื่อเริ่มต้นใหม่ คุณกลัวอะไรเหรอนายรวิศ? กลัวความพังพลาย หรือว่ากลัวความรู้สึกที่มันควบคุมไม่ได้กันแน่" คำพูดนั้นทำเอารวิศชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบก้มลงมองสบตาหญิงสาว ระยะห่างระหว่างกันในตอนนี้แคบเสียจนเขาสามารถได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากเส้นผมของเธอ กรรณาไม่ได้ถอยหนี เธอยังคงจ้องลึกเข้ามาในนัยน์ตาของเขา ราวกับต้องการค้นหาคำตอบที่ซ่อนอยู่ภายใต้กำแพงความเย็นชาที่เขาสร้างขึ้นมานานนับปี ความเงียบโรยตัวปกคลุมห้องทำงานชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ ทว่าบรรยากาศกลับร้อนรุ่มขึ้นมาอย่างประหลาด เคมีบางอย่างที่ทั้งคู่พยายามปฏิเสธมาตลอด เริ่มส่ง1เสียงคำรามเบาๆ อยู่ในอก รวิศเป็นฝ่ายหลบสายตาก่อน เขาเสมองไปที่กระดาษร่างบทละครบนโต๊ะ ก่อนจะถอนหายใจออกมาอีกครั้ง คราวนี้ความแข็งกร้าวในน้ำเสียงลดลงเหลือเพียงความอ่อนล้าที่ซ่อนไว้ไม่มิด "ผมไม่ได้กลัวความพังทลาย... ผมแค่รู้ว่าเวลาที่ทุกอย่างมันพังลงมาน่ะ มันต้องใช้พลังงานมากแค่ไหนในการซ่อมแซมมันให้กลับมาเหมือนเดิม" รวิศพูดเสียงเบาลง ราวกับกำลังพูดกับตัวเองมากกว่าจะบอกเธอ "บางที... คนเราก็แค่อยากได้พื้นที่ปลอดภัยสักแห่ง ที่ต่อให้เราทำผิดพลาด หรืออ่อนแอจนน่าสมเพช แคin... พื้นที่ตรงนั้นก็จะไม่พังทลายหนีเราไปไหน" กรรณาชะงักไป ความพยศในแววตาของเธออ่อนแสงลงทันทีเมื่อได้ยินประโยคเรียบง่ายแต่บาดลึกนั้น เธอมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของชายหนุ่ม ที่มักจะแสดงออกว่ารำคาญเธออยู่ตลอดเวลา แต่แท้จริงแล้ว เขากลับแบกรับความกลัวในการสูญเสียสิ่งสำคัญไว้มากมายขนาดนี้ "นั่นคือเหตุผล... ที่คุณออกแบบบ้านหลังนั้นให้มีพื้นที่โถงกลางโล่งกว้าง แต่มีมุมหลบซ่อนตัวเล็กๆ ใต้บันไดสินะคะ" กรรณาเอ่ยเสียงนุ่มขึ้น แววตาเปลี่ยนเป็นความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง รวิศหันกลับมามองเธอ นัยน์ตาสีเข้มไหววูบเล็กน้อยที่ถูกเ อ่านใจทะลุปรุโปร่ง "คุณอ่านผมออกเหรอ" เขาถามเสียงพร่า "ฉันเป็นนักเขียนบทนะคะ หน้าที่ของฉันคือการถอดรหัสความรู้สึกของมนุษย์อยู่แล้ว" กรรณาแย้มยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความเยาะเย้ยถากถางเหมือนทุกที แต่เป็นรอยยิ้มที่จริงใจและอบอุ่นจนน่าประหลาด "และฉันคิดว่า... ฉันเริ่มเข้าใจแรงบันดาลใจในการออกแบบของคุณแล้วล่ะ นายสถาปนิก" รวิศนิ่งงันไป หัวใจในอกกระหน่ำเต้นรัวจนน่ากลัว เขามองรอยยิ้มนั้น รอยยิ้มที่ทรงพลังเสียจนกำแพงน้ำแข็งที่เขาสร้างขึ้นมาตลอดหลายปีเริ่มปริร้าวทีละน้อย กรรณาขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดโดยไม่รู้ตัว มือเรียวเล็กเอื้อมออกไปแตะที่แขนเสื้อของเขาเบาๆ เป็นการส่งสัญญาณว่าเธอพร้อมจะรับฟัง ไม่ใช่แค่ในฐานะคู่กัดในการทำงาน แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่เข้าใจความเจ็บปวดของเขา "ถ้าอย่างนั้น..." รวิศกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เสียงของเขาแหบพร่าลงกว่าเดิม ดวงตาคมจ้องมองริมฝีปากอิ่มที่ขยับพูดคุยกับเขามาตลอดสามชั่วโมง "เรามาลองเขียนตอนจบใหม่กันดีกว่า... ตอนจบที่ตัวละครไม่ต้องกระโดดหนี แต่เลือกที่จะเดินกลับเข้ามาในเซฟโซน... ด้วยกัน" กรรณาพยักหน้ารับช้าๆ หัวใจของเธอก็เต้นไม่เป็นจังหวะเช่นกันเมื่อปลายนิ้วของเขาที่วางอยู่บนโต๊ะเริ่มขยับมาสัมผัสหลังมือของเธอโดยไม่ตั้งใจ ความอุ่นร้อนจากฝ่ามือของชายหนุ่มส่งผ่านความรู้สึกมากมายที่ไม่ได้เอ่ยคำพูดออกมา ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ค่อยๆ ลดแคบลงตามแรงดึงดูดประหลาดที่ไม่อาจต้านทาน ลมหายใจอุ่นร้อนเริ่มรดรินผิวกแก้ม รวิศหลุบตาลงมองริมฝีปากเธอก่อนจะเลื่อนสายตากลับขึ้นสบตา กรรณาเองก็หลับตาลงครึ่งหนึ่ง หัวใจเต้นโครมครามราวกับมีกลองชุดมาตีอยู่ในอก... ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะความเงียบอันหวานล้ำในห้องทำงาน ราวกับเสียงฟ้าผ่ากลางฤดูร้อน รวิศและกรรณาสสะดุ้งสุดตัว ผน2ร่างที่เกือบจะแนบชิดกันดีดตัวออกจากกันแทบไม่ทัน "คุณรวิศครับ แบบแปลนโครงการใหม่ที่ลูกค้าขอแก้ด่วน ส่งมาทางอีเมลแล้วครับ... เอ๊ะ หรือว่าผมเข้ามาขัดจังหวะอะไรหรือเปล่าครับเนี่ย" เสียงทุ้มของลูกน้องหนุ่มดังทะลุประตูเข้ามา พร้อมกับเสียงบิดลูกบิดประตูที่กำลังจะเปิดออก รวิศหน้าตึงขึ้นทันที เขาสบถเบาๆ ในลำคอด้วยความหงุดหงิดสุดขีด ขณะที่กรรณารีบหันไปหยิบแฟ้มเอกสารขึ้นมาบังหน้าแดงก่ำของตัวเองไว้แทบไม่ทัน แล้วประตูก็ถูกผลักเปิดออกพร้อมกับร่างของบุคคลที่สามที่ก้าวเข้ามาอย่างไม่รู้เวลาก่ำเวลา! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนที่ 13 นี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมแพ้ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%