แรงเสียดทานของเม็ดทรายที่ถูกพัดปะทะเข้ากับกระจกกันกระสุนของยานพาหนะออฟโรดรุ่นเก่า ส่งเสียงแหลมสูงราวกับเสียงกระซิบของภูตผีแห่งความแห้งแล้ง รินทร์กวาดสายตามองหน้าจอโฮโลแกรมขนาดจิ๋วที่ฉายอยู่บนฝ่ามือ แสงสีฟ้าอ่อนสะท้อนเข้ากับดวงตาคู่คมที่เต็มไปด้วยความระแวดระวัง ตัวเลขความหนาแน่นของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าบนหน้าจอกำลังกระพือถี่อย่างน่าสงสัย มันไม่ใช่ความผิดพลาดของระบบฮาร์ดแวร์ แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ถูกเข้ารหัสไว้ด้วยชุดคำสั่งที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี
ชุดคำสั่งของ "อัลกอริทึมแห่งอนาคตกาล"
"เราเข้ามาลึกเกินกว่าเขตปลอดภัยสิบสองกิโลเมตรแล้วนะครับ ดร.เอเลน่า" รินทร์เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เสียงของเขานุ่มนวลแต่หนักแน่นพอที่จะดึงความสนใจของหญิงสาวผู้นั่งอยู่เบาะข้างคนขับให้หลุดออกจากภวังค์
ดร.เอเลน่าละสายตาจากแท็บเล็ตในมือ เธอปอยผมสีเงินยวงที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้มทัดไว้หลังใบหู ดวงตาสีอำพันคู่นั้นกวาดมองออกไปนอกกระจกยาน เบื้องหน้าของพวกเขาคือทัศนียภาพอันเวิ้งว้างของทะเลทรายสีแดงฉานที่ทอดยาวไปจนสุดขอบฟ้า ทว่าท่ามกลางความแห้งแล้งนั้น มีเงาทะมึนขนาดมหึมาของสิ่งก่อสร้างโครงสร้างเหล็กกล้าผสมคอนกรีตโผล่พ้นเนินทรายขึ้นมา ราวกับซากกระดูกของอสูรกายดึกดำบรรพ์
สถานีวิจัยรกร้าง "เซกเตอร์-เจ็ด" จุดศูนย์กลางของการทดลองข้ามมิติเมื่อสิบปีก่อน
"ความเสี่ยงมักจะมาคู่กับผลตอบแทนเสมอ รินทร์" อาจารย์สาวตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก "ถ้าเธอต้องการคำตอบว่าทำไม Time Loop ถึงรีเซ็ตตัวเองทุกๆ เจ็ดสิบสองชั่วโมง ที่นี่คือสถานที่เดียวในทวีปนี้ที่จะให้คำตอบนั้นกับเราได้... ประตูแห่งอดีตกำลังรอให้เราไปไขมันอยู่"
ยานพาหนะชะลอความเร็วลงเมื่อแล่นมาจอดสนิทหน้าประตูทางเข้าหลักของสถานีวิจัย เหล็กกล้าขึ้นสนิมเขรอะขนาดใหญ่ถูกปิดตายด้วยระบบล็อกรหัสไฮดรอลิกที่ไร้ซึ่งกระแสไฟฟ้า ทว่าความมืดมิดและเงียบงันภายในอาคารกลับสร้างความกดดันให้บรรยากาศรอบตัวหนาทึบขึ้นมาทันที
รินทร์หยิบอุปกรณ์ถอดรหัสควอนตัมออกจากกระเป๋าเป้ เขาตรวจสอบแบตเตอรี่สำรองอย่างรอบคอบตามนิสัยส่วนตัว ก่อนจะหันไปสบตากับอาจารย์สาว "ผมจะเปิดระบบควบคุมฉุกเฉินด้วยมือ แต่ระวังตัวด้วยนะครับ บันทึกภาคสนามบอกว่าระบบป้องกันอัตโนมัติของที่นี่อาจจะยังทำงานอยู่แม้ว่าพลังงานหลักจะล่มไปแล้วก็ตาม"
"ฉันจะระวังหลังให้เธอเอง ไม่ต้องห่วง" เอเลน่าตบกระเป๋าอุปกรณ์พกพาข้างเอวเบาๆ เป็นเชิงยืนยัน
ทั้งคู่ก้าวลงจากยาน ความร้อนระอุของทะเลทรายปะทะเข้ากับผิวกายทันที แต่ไม่นานนักความหนาวเหน็บจากโครงสร้างใต้ดินของสถานีก็เริ่มแผ่ซ่านออกมาแทนที่ รินทร์เดินนำหน้าไปยังแผงควบคุมหลักที่ฝังอยู่กับผนังปูนเปลือย นิ้วเรียวยาวบรรจงพิมพ์ชุดคำสั่งลงบนแป้นพิมพ์โบราณ เสียงกดปุ่มดัง *กริ๊ก... กริ๊ก...* ก้องกังวานไปทั่วโถงทางเดินที่เวิ้งว้าง
หน้าจอสีดำสนิทกระพริบติดๆ ดับๆ อยู่สามครั้ง ก่อนที่แสงไฟสีแดงฉานจะสว่างวาบขึ้นทั่วทั้งบริเวณ เสียงเครื่องจักรกลหนักที่ไม่ได้ทำงานมานานนับทศวรรษเริ่มส่งเสียงคำรามต่ำๆ จากใต้พื้นดิน ฝุ่นผงและเศษสนิมร่วงหล่นลงมาจากเพดานราวกับหิมะโปรยปราย
"สำเร็จครับ" รินทร์ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก ขณะที่ประตูเหล็กบานยักษ์ค่อยๆ เลื่อนเปิดออกด้วยแรงดันไฮดรอลิก กลิ่นอับชื้นและกลิ่นของสารเคมีโบราณลอยปะทะจมูกทันที
บรรยากาศภายในสถานีวิจัยร้างช่างวังเวงและเต็มไปด้วยเงาสลักของกาลเวลา ทางเดินยาวเหยียดทอดยาวหายเข้าไปในความมืด มีเพียงแสงไฟฉุกเฉินสีแดงที่ติดๆ ดับๆ คอยนำทาง ทั้งสองก้าวเดินเคียงข้างกันอย่างระมัดระวัง ฝีเท้าของพวกเขาดังสะท้อนก้องไปตามผนังคอนกรีตหนาเตอะ
รินทร์ยกอุปกรณ์ตรวจจับคลื่นพลังงานขึ้นมาอ่านค่า "น่าแปลกมากครับอาจารย์... คลื่นความถี่ของสนามแม่เหล็กที่นี่ไม่ได้ลดลงเลย ตรงกันข้าม มันกำลังรวมตัวกันเป็นรูปทรงเรขาคณิตที่ซับซ้อน ราวกับว่า... มีใครบางคนกำลังรอดำเนินการคำนวณชุดข้อมูลบางอย่างอยู่ข้างในนั้น"
เอเลน่าชะงักฝีเท้าลงทันที เธอหันมามองลูกศิษย์หนุ่มด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป ความตื่นเต้นระคนหวาดระแวงฉายชัดในดวงตาสีอำพัน "รินทร์... หยุดก่อน"
"มีอะไรหรือครับ?"
"เธอไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยหรือ?" อาจารย์สาวเอ่ยเสียงกระซิบ ดวงตาเพ่งมองไปยังความมืดมิดที่ปลายสุดของทางเดิน
รินทร์เงี่ยหูฟัง ท่ามกลางเสียงหึ่งๆ ของระบบไฟฟ้าสำรอง เขากลับได้ยินเสียงอื่นแทรกซ้อนเข้ามา... เสียงฝีเท้าของใครบางคนกำลังก้าวเดินอย่างเชื่องช้า สม่ำเสมอ และหนักแน่น ดังแว่วมาจากห้องควบคุมกลางที่ควรจะว่างเปล่า
ไม่ใช่เสียงของสิ่งมีชีวิต แต่มันคือเสียงโลหะกระทบกับพื้นคอนกรีต
ดวงตาของรินทร์หรี่แคบลง สมองอัจฉริยะประมวลผลความน่าจะเป็นนับล้านวิธีในเสี้ยววินาที ความเป็นไปได้ที่สถานีนี้จะมีผู้รอดชีวิตมีค่าน้อยกว่าศูนย์จุดศูนย์หนึ่งเปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่าสิ่งที่กำลังเดินมาหาพวกเขา ไม่ใช่มนุษย์อย่างแน่นอน
ก่อนที่พวกเขาจะได้ทันตั้งตัว แสงไฟฉุกเฉินสีแดงทั่วทั้งโถงทางเดินก็ดับวูบลงพร้อมกันอย่างไร้สาเหตุ ความมืดมิดสนิทกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว ร่างกายของรินทร์ถูกความเย็นยะเยือกเข้าเกาะกุมทันที
ทันใดนั้น หน้าจอโฮโลแกรมส่วนตัวที่ข้อมือของรินทร์ก็สว่างวาบขึ้นมาเองโดยไม่มีการควบคุม เสียงแจ้งเตือนระบบที่ดังขึ้นทำลายความเงียบไม่ได้มาจากอุปกรณ์ของเขา แต่มาจากระบบหลักของสถานีวิจัยที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยรหัสผ่านระดับสูงสุด
[ ตรวจพบผู้บุกรุก: ยืนยันตัวตน... รินทร์ และ ดร.เอเลน่า ]
[ คำเตือนระดับ SSS: กระบวนการรีเซ็ตไทม์ไลน์ถูกบังคับให้เริ่มต้นล่วงหน้า ]
[ นับถอยหลังการลบข้อมูลเชิงควอนตัม: 00:10... 00:09... ]
เสียงฝีเท้าปริศนาที่ปลายทางเดินหยุดลง พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างเงาสีฟ้าเรืองแสงในชุดโค้ทคลุมยาว ใบหน้าของเงาร่างนั้นหันมามองตรงมาที่พวกเขาผ่านความมืด พร้อมกับรอยยิ้มที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด... รอยยิ้มที่เป็นใบหน้าของตัวรินทร์เองในวัยที่ร่วงโรยกว่าสิบปี!
แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าด้วยความตื่นเต้นที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิมครับ – ควอนตัมคอร์
อัลกอริทึมแห่งอนาคตกาล: ตรรกะของผมกับอาจารย์สาวผู้อยู่เหนือเวลา•ตอนที่ 9
ร่องรอยของอดีต
ผลงานโดย ควอนตัมคอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ควอนตัมคอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลกอริทึมแห่งอนาคตกาล: ตรรกะของผมกับอาจารย์สาวผู้อยู่เหนือเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!